ตอนที่ 16 เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณขั้นปรมาจารย์ คุณลักษณะใหม่ปรากฏ
ในเวลานี้หลินอวี้ออกมาจากห้องครัว นางตกตะลึงชั่วขณะเมื่อเห็นเสิ่นม่านอวิ๋น ทันใดนั้นร่องรอยของความกระอักกระอ่วนก็ฉายชัดในดวงตา
“สามีกลับมาแล้วหรือ ส่วนท่านนี้คือ…”
สวี่หยางแนะนำเสิ่นม่านอวิ๋นให้ภรรยารู้จัก “สถานที่แห่งนี้ห่างไกลและมีโจรมากมาย สหายเต๋าเสิ่นกังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเลยอาสามาคุ้มกันข้า”
“อย่างนี้นี่เอง” หลินอวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“สหายเต๋าสวี่ เจ้ามีภรรยาที่งดงามถึงเพียงนี้เลยหรือ ช่างมีวาสนายิ่งนัก”
เสิ่นม่านอวิ๋นเดาะลิ้นพลางชื่นชม
สวี่หยางระบายยิ้ม “พอรู้ตัวอีกทีก็ช่วงบ่ายแล้ว ข้าชักจะหิวแล้วสิ สหายเต๋าเสิ่นกินข้าวที่บ้านหน่อยดีหรือไม่”
“นั่นสิ กับข้าวในหม้อกำลังร้อนได้ที่” หลินอวี้กล่าว
เสิ่นม่านอวิ๋นก็ไม่เกรงใจเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี”
บังเอิญว่านางหิวมานานแล้ว หลังจากนั่งลงก็ร่วมรับประทานอาหารที่หลินอวี้นำมาให้
ขณะรับประทานอาหาร สวี่หยางสนทนากับเสิ่นม่านอวิ๋นพลางสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในตลาด
“แม้การต่อสู้ระหว่างตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่พวกเขายังคงต่อสู้กันในที่ลับ ด้วยเหตุนี้สมุนไพรรักษาบาดแผลจึงเป็นของหายากมาก ข้าเกรงว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากสหายเต๋าสวี่เก็บสมุนไพรได้ขึ้นมาก็จงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก”
“เข้าใจแล้ว”
“อ้อ หากมีสิ่งใดที่สหายเต๋าสวี่ต้องการก็ติดต่อผ่านยันต์สื่อสารได้ทุกเมื่อ งั้นข้าขอตัวก่อน”
ทันทีที่เสิ่นม่านอวิ๋นจากไป หลินอวี้ก็เอ่ยอย่างใจเย็นว่า “พี่เสิ่นคนนี้ปฏบัติต่อเจ้าอย่างดี ทั้งยังมาส่งถึงบ้านอีก”
สวี่หยางได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลก่อนจะหัวเราะ “อะไร เจ้าหึงหรือ?”
“ไม่มีทาง”
เมื่อถูกสวี่หยางจับได้ หลินอวี้จึงรีบปฏิเสธ “ข้าแทบรอไม่ไหวที่จะมีความสุขต่างหาก ถึงอย่างไรเจ้าก็ปลอดภัยกว่าถ้ามีนางคอยคุ้มกัน ข้าจะหึงได้อย่างไร?”
แม้ความจริงหลินอวี้จะมีความสุข แต่ส่วนลึกแล้วก็มีอาการหึงหวงเช่นกัน
แต่นางเข้าใจสถานะตนเองดี
นางเป็นเพียงมนุษย์ นอกจากขาดพละกำลังแล้ว ต่อให้มีทายาทซึ่งมีรากฐานวิญญาณ แต่โอกาสที่จะให้กำเนิดเช่นนั้นก็น้อยมาก
ถ้าเช่นนี้ หากสามีของนางพบผู้หญิงที่มีรากฐานวิญญาณก็นับว่าเขามีวาสนา ส่วนตนเองคงได้แค่หวังว่าอีกฝ่ายจะแวะเวียนมาดูแลเป็นครั้งคราว
สวี่หยางกุมมือหลินอวี้ “เจ้าเป็นภรรยาคนแรกของข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะรักเจ้าเสมอ”
ชั่วขณะนั้นเองที่หัวใจของหลินอวี้พลันอบอุ่นขึ้นมา แล้วร่างของนางก็อ่อนยวบก่อนสวี่หยางจะเข้ามาสวมกอด
จากนั้นทั้งสองคนจึงช่วยกันเก็บโต๊ะ…
…
ไม่กี่วันต่อมา
ในช่วงเช้าตรู่ สวี่หยางนับหินวิญญาณได้ทั้งสิ้นสามร้อยสี่สิบก้อน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาทำให้โสมหญ้าโลหิตเติบโตอีกหลายครั้งเพื่อนำไปขายผ่านช่องทางต่าง ๆ มากมาย
ในเวลาเดียวกัน เขาได้ซื้อยากระตุ้นวิญญาณเพื่อเติมปราณวิญญาณในการฝึกตน
หลังจากทำการฝึกตนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับเผยวี่แววของการทะลวงขั้น
ตอนนี้ขาดแต่เพียงโอกาสเท่านั้น
เขาตัดสินใจพัฒนาเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณด้วยคิดว่ามันอาจจะทำให้ฝึกตนได้เร็วขึ้น
ตอนนี้มีคะแนนพิเศษหนึ่งร้อยยี่สิบแต้ม ซึ่งเพียงพอสำหรับการพัฒนา
เขาเหลือบมองขั้นของเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณ…
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นสมบูรณ์ 0/100]
“เพิ่มแต้ม!”
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่: ปรมาจารย์ คุณลักษณะ: ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ]
…
“หืม?”
จิตใจของสวี่หยางสั่นไหว “เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ไปถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว หลังจากนี้จะไม่สามารถพัฒนาได้อีก แต่ก็มีทักษะใหม่ปรากฏขึ้น คือลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ!”
“ความสามารถนี้คืออะไร?”
ทันใดนั้นความทรงจำพลันปรากฏขึ้นในใจ
เขาฝึกฝนเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณทั้งวันทั้งคืน การฝึกตนยิ่งก้าวหน้าโดยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนก่อเกิดเป็นความชำนาญโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสิ่งนี้ก็คือ ‘ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ’
โดยปกติแล้วการฝึกตนจำเป็นต้องทำให้จิตใจสงบ จากนั้นจึงเริ่มใช้เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไป นั่นเป็นเพราะเขาเชี่ยวชาญวิธีการบ่มเพาะปราณวิญญาณผ่านลมหายใจ
นี่คือลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ!
“หมายความว่าข้าจะอยู่ระหว่างการฝึกตนตลอดทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพักสินะ!”
สวี่หยางพลันบังเกิดความยินดี!
ถึงอย่างไรมนุษย์ก็หายใจตลอดเวลา
และในตอนนี้เองก็มีเสียงประหนึ่งแก้วแตกดังขึ้น แสดงว่าขอบเขตของเขาเกิดการทะลวง
เขารีบกลืนยากระตุ้นวิญญาณ เมื่อยาลงท้องไปแล้ว มันก็กลายเป็นพลังอันแรงกล้า
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้า ใช้เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณเคลื่อนไปพร้อมกับลมหายใจก่อนจะกระจายไปตามแขนขาและกระดูก
วาบ!!!
พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแทบจะในทันที แต่เนื่องจากพวกมันเคลื่อนที่เร็วเกินไป ทำให้แขนขาเกิดอาการกระตุกราวกับโดนเข็มทิ่มแทง
เขากัดฟันกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงไป
อันที่จริง การเลื่อนขั้นตามปกติจะไม่เจ็บปวดขนาดนี้ แต่เขามีพรสวรรค์และรากฐานค่อนข้างแย่ ทำให้ต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับวิชายุทธ์เพื่อพัฒนาขอบเขต
เมื่อปราณวิญญาณไหลหลั่งเข้ามา เส้นลมปราณและมัดกล้ามก็ขยายตัวโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวแต่อย่างใด ทำให้เกิดความเจ็บปวดสุดแสน
“รากฐานร่างกายย่ำแย่เกินไป”
ผ่านไปสักพัก ความรู้สึกของเส้นลมปราณที่ปูดโปนก็ค่อย ๆ จางหายไป ชายหนุ่มในตอนนี้ได้เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ได้อย่างราบรื่น
“ขนาดขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ยังทำให้ข้าเจ็บปวดขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลายหรือแม้กระทั่งขอบเขตสร้างรากฐานจะทำอย่างไร?”
สวี่หยางรู้สึกปวดหัวขณะตัดสินใจว่าภายภาคหน้าจะต้องเก็บสมุนไพรที่บำรุงเส้นลมปราณและร่างกายให้มากขึ้น
เขาเปิดหน้าต่างตรวจสอบสถานะขึ้นมา
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 20 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่]
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่: ปรมาจารย์ ทักษะพิเศษ: ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ]
สวี่หยางสะบัดนิ้วออกไปเพื่อใช้ดัชนีฝังเข็ม แล้วพลังวิญญาณก็ทะลุผ่านหัวปลาวิญญาณสองตัวในชั่วพริบตา
ปลาวิญญาณจำนวนมากต่างพากันว่ายหนีไปคนละทาง
โชคดีที่แม่น้ำสายนี้ไม่ใหญ่นัก สวี่หยางจึงพบปลาตัวหนึ่งซ่อนอยู่ใต้พืชน้ำก่อนจะยิงมันอีกครั้ง
ซู่ ซู่ ซู่…
หลังจากเสียงดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ปลาวิญญาณทั้งสามตัวก็ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
ปลาเขียววิญญาณเหล่านี้จะรู้ได้อย่างไรว่าสวี่หยางจับจ้องกลิ่นอายของพวกมันไว้นานแล้ว หากไม่ว่ายออกนอกระยะเกินสามกงหลี่*[1] เพื่อทำให้กลิ่นอายที่ตรวจจับการมีอยู่ของพวกมันเบาบางลง มัจฉาเหล่านี้ย่อมไม่มีทางรอดพ้นจากการตรวจจับดังกล่าวได้
ซู่ ซู่ ซู่…
จนกระทั่งดัชนีฝังเข็มถูกยิงเป็นครั้งสุดท้าย ปลาเขียววิญญาณทั้งสิบตัวก็ลอยอยู่บนผิวน้ำ
“สามี ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”
หลินอวี้กระโดดด้วยความตื่นเต้นจนหน้าอกกระเพื่อมไปมา
“อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป แล้วก็ลดเสียงลงหน่อย ถ้ามีใครมาได้ยินเข้า เดี๋ยวจะอิจฉาตาร้อนเอาได้”
สวี่หยางระบายยิ้ม
หลินอวี้รีบหุบปาก นางไม่สนเสื้อผ้าที่เปียกปอนก่อนจะกระโดดลงไปจับปลาในน้ำ
ตอนนั้นเองที่สวี่หยางพบว่าหลินอวี้สามารถว่ายน้ำได้
สวี่หยางจับปลากับนางในน้ำ หลังจากมองปลาสิบตัวที่อยู่ในตะกร้าผัก หลินอวี้ก็มีความสุข
“อวี้เอ๋อร์ ลงน้ำทั้งที พวกเรามาอาบน้ำก่อนกลับบ้านดีกว่า”
“เอ๊ะ?”
ก่อนหลินอวี้จะทันได้ตอบสนอง สวี่หยางก็กอดนางจากด้านหลัง “อวี้เอ๋อร์ ข้าอยากเหลือเกิน”
หลินอวี้ปฏิเสธด้วยความกังวล “สามี ถ้ามีคนมาเห็นเข้า มันจะกลายเป็นภาพน่าอายเอาได้นะ”
“ข้าลองตรวจสอบแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่นี่หรอก แล้วก็มีข่าวดีจะบอกด้วย ข้าไปถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่แล้ว”
“ว่าอะไรนะ?”
หลินอวี้อุทานออกมา นางรู้ว่าสามีของตนเองมีความสามารถยิ่ง แต่คาดไม่ถึงว่าจะไปถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่แล้ว! ทันใดนั้นหัวใจพลันสั่นไหว ความตื่นเต้นก่อตัวขึ้นในอก
“ยินดีกับสามีด้วย งั้น… ก็ได้”
หลังจากสิ้นคำ นางก็ครวญครางออกมา…
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งก้านธูป ท้องนภาเริ่มมืดลง ทั้งสองจึงขึ้นจากน้ำเพื่อกลับบ้านพร้อมกับตะกร้าผักที่เต็มไปด้วยปลาเขียววิญญาณ
ก่อนเข้าบ้าน สวี่หยางตรวจสอบกลิ่นอายในบ้านก่อน เมื่อพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงเข้ามาข้างใน ส่วนหลินอวี้ไปทำความสะอาดห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร
อาหารถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว เหลือแค่อุ่นร้อนเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง สวี่หยางทำความสะอาดปลาเขียววิญญาณ โรยเกลือด้านนอกหนึ่งชั้น จากนั้นห่อด้วยใบบัว ซึ่งตนวางแผนจะเก็บไว้กินเองห้าตัว ส่วนอีกห้าตัวจะนำไปขาย
ขณะรับประทานอาหารก็มีเสียงลาดตระเวนดังมาจากนอกประตู
แม้เรื่องโจรจะได้รับการคลี่คลายแล้ว แต่ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว หากไม่รักษาสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยก็มีโอกาสที่โจรเหล่านั้นจะกลับมาอีก
หลังจากกินอิ่มแล้ว ทั้งสองก็สวมกอดกันบนเตียง เมื่อพลิกตัวกันไปมาหลายตลบ หลินอวี้จึงนอนอยู่ในอ้อมแขนของสวี่หยาง ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความสุข
“สามี นับวันเจ้ายิ่งมีความสามารถ การฝึกตนก็ไปถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่แล้ว แต่ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่อยากให้คนอื่นล่วงรู้เรื่องการฝึกตนนี้ใช่หรือไม่?”
[1] กงหลี่ คือ กิโลเมตรในหน่วยเมตริก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน