บทที่ 37 เสิ่นม่านอวิ๋นเผชิญปัญหา
เสิ่นม่านอวิ๋นเริ่มเล่าให้ฟัง
กลายเป็นว่าภารกิจนี้เริ่มต้นได้อย่างราบรื่น
นางได้รวมกลุ่มเล็กห้าคนเพื่อช่วยกันดูทุ่งวิญญาณให้ตระกูลสวี นอกจากนี้ยังร่วมแรงกันล่าสัตว์อสูรเพื่อกอบโกยหินวิญญาณ
แต่เมื่อไม่กี่คืนก่อน ผู้บำเพ็ญหญิงคนหนึ่งในกลุ่มได้เผชิญหน้ากับโจรจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อคนในกลุ่มไปถึง ผู้บำเพ็ญหญิงก็ตกอยู่ในอันตราย สุดท้ายนางเพียงพูดไม่กี่คำว่า หัวหน้าว่านไห่หลินคือ… คือฆาตกร…
เมื่อสิ้นคำ นางก็ถึงแก่ความตาย!
“ข้าไม่คาดคิดเหมือนกันว่าหัวหน้าผู้มักใส่ใจเพื่อนร่วมกลุ่มจะเป็นโจรเสียเอง น่าเสียดายที่เคยหลงคิดไปว่าเขาเป็นคนดี”
“หลังจากนั้น ว่านไห่หลินก็ฆ่าคนอื่นอีก ข้าพยายามหลบหนีอย่างสุดความสามารถ แต่ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ในมือของข้าดันถูกทำลายเสียก่อน!”
“เขายังไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน แต่ไม่ช้าก็เร็วจะต้องพบตัวข้าอย่างแน่นอน”
“แบบนี้แล้วเจ้ายังคิดจะแต่งงานกับข้าอีกหรือ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นจับจ้องสวี่หยางแล้วเอ่ยคำ “ว่านไห่หลินเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด!!”
ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดคือสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหาเรื่องได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเสิ่นม่านอวิ๋นก็หัวเราะขัน “เอาละ ข้าซาบซึ้งที่เจ้ากับภรรยาเป็นห่วงข้าจริง แต่ข้าพอจะมีความสามารถ เพราะงั้นไม่ต้องห่วง ข้าคิดว่าจะย้ายไปเมืองใกล้เคียงที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ถึงอย่างไรข้าก็มีหินวิญญาณเหลือเฟือ ไว้อีกหนึ่งถึงสองปีค่อยกลับมาหาพวกเจ้าก็ยังไม่สาย”
“พี่เสิ่น เหตุใดท่านไม่ป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือโจรเล่า?” หลินอวี้ถามด้วยความสับสน
“ยัยเด็กโง่ มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังเขา ว่านไห่หลินถึงสามารถรับภารกิจของตระกูลสวีในราคาสูงได้ ข้าไม่อยากเปิดเผยตนเองโดยไม่จำเป็น! อีกอย่าง ข้ายังไม่มีหลักฐาน ส่วนเขาคงเก็บกวาดที่เกิดเหตุเรียบร้อยไปแล้ว…”
สวี่หยางเอ่ยคำ “หากเขาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด เช่นนั้นก็ไม่น่ากลัวหรอก”
“สหายเต๋าสวี่คิดจะพึ่งค่ายกลอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นม่านอวิ๋นส่ายหน้าขณะเอ่ยคำด้วยความเศร้าโศก
“ค่ายกลนี้สามารถสร้างปัญหาให้กับผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลายได้จริง แต่เจ้าต้องทราบก่อนว่าว่านไห่หลินก็มีไพ่ตายมากมายเช่นกัน! เท่าที่ข้าทราบจากการทำงานกับเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขามีศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับหนึ่งนามว่าร่มกลไกข่ายไหม ไม่เพียงพ่นม่านหมอกและปล่อยหมอกพิษได้เท่านั้น แต่ยังสามารถยิงอาวุธลับกับเพลิงพิษซึ่งไม่อาจป้องกันได้อีกด้วย! นอกจากนี้เขายังมียันต์ช่วยชีวิตอีกมากมาย ข้อได้เปรียบเดียวของพวกเราคือค่ายกลอัคคีซึ่งอาจจะไม่ยั่งยืน! ส่วนศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของข้าก็หายไปแล้ว…”
“แล้วนี่ล่ะ?”
สวี่หยางหยิบยันต์ใบหนึ่งออกมา
“นี่คือ…”
ดวงตาของเสิ่นม่านอวิ๋นเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ชั่วขณะ
นางเป็นช่างทำยันต์ ดังนั้นมองเพียงปราดเดียวก็ทราบทันทีว่ายันต์ในมือของสวี่หยางคือยันต์แสงทอง มันคือยันต์ขั้นสูงระดับสอง
ความผันผวนของพลังวิญญาณอันแก่กล้าทำให้นางรู้สึกใจสั่นราวกับกำลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน
นี่คือยันต์แสงทองที่สามารถจัดการกับยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานได้!
หากเป็นการโจมตีฉับพลันก็มีความเป็นไปได้ที่จะสังหารยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน
และหากจะจัดการกับว่านไห่หลินผู้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ ย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
“สวี่หยาง เจ้าถึงกับมียันต์ใบนี้ได้ มันคืออาวุธทรงพลังที่ถูกกองกำลังทรงพลังทั้งหลายสั่งห้ามไม่ให้ขาย”
ในบรรดากองกำลังขนาดใหญ่ ขอบเขตสร้างรากฐานคือกระดูกสันหลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง การขายยันต์แสงทองขั้นสูงระดับสองที่สามารถจัดการกับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานได้จึงเป็นข้อห้าม
ส่วนสวี่หยางผู้เป็นเพียงผู้ปลูกถ่ายวิญญาณธรรมดากลับมีอาวุธทรงพลังเช่นนั้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลสวีอาจจะตามมาสืบสาวราวเรื่องในทันที
“สหายเต๋าเสิ่น กรุณาลดเสียงลงหน่อย” สวี่หยางเอ่ยคำ
เสิ่นม่านอวิ๋นพยักหน้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เอ่ยคำด้วยความตื่นเต้น “หากมียันต์นี้ ข้าก็ไม่ต้องกลัวใครอีกแล้ว”
“แน่นอนว่าพวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม หลังจากนี้ต้องออกไปซื้อยันต์คุณภาพดีเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว”
“ดี… ดีมาก!”
เสิ่นม่านอวิ๋นพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น พูดตามตรง ใจจริงหากไม่จำเป็นนางก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่นเช่นกัน
บัดนี้สวี่หยางสามารถตระเตรียมการป้องกันได้ นางจึงอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
“เยี่ยมมาก พี่เสิ่น ในเมื่อเรื่องของว่านไห่หลินได้รับการคลี่คลายแล้ว ท่านก็สามารถแต่งงานได้แล้ว” เมื่อเห็นว่าเรื่องราวจบลงด้วยดี หลินอวี้ก็พยักหน้าด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นเสิ่นม่านอวิ๋นก็หันไปมองสวี่หยางอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยคำด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ “ไว้คุยเรื่องนี้ทีหลัง”
สิ้นคำนางก็ขนของที่เตรียมจะย้ายกลับเข้าไป
แม้เสิ่นม่านอวิ๋นจะไม่ตอบตกลงในทันที แต่สวี่หยางทราบว่าข้อตกลงเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว
ความจริง สวี่หยางคิดวิธีรั้งตัวเสิ่นม่านอวิ๋นเอาไว้มากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ศัตรูที่ต้องเผชิญเป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย!
หากยึดตามนิสัยของร่างเดิม เขาไม่มีทางลงมือได้โดยง่าย
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป
ประการแรก แม้เขาจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า แต่ด้วยความเข้าใจในวิชายุทธ์ขั้นปรมาจารย์ พละกำลังของตนเองย่อมไม่ด้อยกว่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด เขาก็มั่นใจว่าสามารถเทียบเคียงได้
ประการที่สอง เขามีไพ่ตายมากมาย
หากอยู่ในค่ายกลนี้ เขาย่อมได้เปรียบ
นอกจากนี้ยังมียันต์จำนวนมากที่คอยสนับสนุน ซึ่งยันต์แสงสีทองที่ทรงพลังที่สุดคือไพ่ตายทรงพลังที่สุด!
แถมยังมีเสิ่นม่านอวิ๋นคอยช่วยด้วยอีกแรง
การช่วยเสิ่นม่านอวิ๋นเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาจริง นั่นเพราะหลังจากเข้ากันได้แล้ว นางก็จะกลายเป็นคนน่าเชื่อถือและมีความสัมพันธ์อันดีกับภรรยาของตน
หากได้รางวัลเป็นสองเท่า การแต่งงานกับนางย่อมไม่ดีกว่าหรือ?
ทว่าพละกำลังที่เสิ่นม่านอวิ๋นเผยออกมาคือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า แต่เพียงเท่านั้นก็มากเกินพอแล้ว หาไม่แล้วนางจะทำภารกิจของตระกูลสวีสำเร็จเป็นจำนวนมากทั้งที่อยู่ขอบเขตเพียงเท่านั้นได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่หยางจึงมาที่บ้านเพื่อสอบถามพลังต่อสู้แท้จริงของเสิ่นม่านอวิ๋น
“เจ้ามองออกหรือว่าข้าปกปิดความแข็งแกร่งเอาไว้”
เสิ่นม่านอวิ๋นเผยสายตาซับซ้อน
“อะแฮ่ม มันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
สวี่หยางพูดไม่ออก
“เอาเถอะ ข้าบอกความจริงก็ได้ แท้จริงแล้วข้าเพิ่งเลื่อนขั้นมาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดเมื่อไม่นานมานี้เอง!”
คนกลุ่มนี้ล้วนอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า พวกเขาเพียงต้องการยาสร้างรากฐานหนึ่งเม็ดเพื่อกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน แล้วพวกเขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
อีกส่วนกำลังครุ่นคิดอยู่ภายในว่าตระกูลสวีขัดสนเงินทองจนถึงขนาดนำยาสร้างรากฐานมาประมูล!
“พวกเรานั่งตรงนี้กันเถอะ”
สวี่หยางดึงแขนเสื้อของเสิ่นม่านอวิ๋นก่อนจะนั่งที่มุมซ้ายซึ่งไม่ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน
ตำแหน่งค่อนข้างสูง สามารถมองเห็นได้ทั่ว
เขาสังเกตเห็นว่าบางคนไม่ได้สวมหน้ากาก เปิดเผยใบหน้าชัดเจน พวกเขาคือคนที่สนทนาเมื่อครู่นี้
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาเข้าใจเช่นกันว่าคนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังและทรงพลังไม่เบา จึงไม่ต้องกลัวเกรงแต่อย่างใด กลับกัน การแสดงใบหน้าให้เห็นย่อมเป็นการให้ผู้แข่งขันในการประมูลต้องใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมาหลังจากนั้น
ที่ใดมีคนที่นั่นย่อมมีแม่น้ำและทะเลสาบ*[1] แม้กระทั่งโรงประมูลซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ยุติธรรมที่สุดก็ไม่เว้น
หลังจากนั่งใกล้เสิ่นม่านอวิ๋นเป็นครั้งแรก สวี่หยางก็ได้กลิ่นหอมจากตัวอีกฝ่าย
เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังจะเป็นภรรยาในไม่ช้า สวี่หยางจึงอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความคิดบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายยื่นมือไปโอบกอดอีกฝ่ายขณะอีกข้างก็กุมมือนุ่มเอาไว้ก่อนจะส่งกระแสจิต “มือของเจ้าเรียบเนียนทีเดียว”
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าช่างอาจหาญเสียจริง ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกับเจ้าเลยนะ”
แม้จะเอ่ยคำเช่นนั้น แต่เสิ่นม่านอวิ๋นก็เริ่มลูบไล้ฝ่ามือของสวี่หยางกลับเช่นกัน
เมื่อเห็นความอาจหาญของนาง สวี่หยางก็ลูบเอวอีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่านางจะบ้าจี้จนต้องรีบส่งกระแสจิตว่าอย่าทำอีก ไม่อย่างนั้นพอกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ นางจะฟ้องหลินอวี้ว่าโดนเขารังแก
สวี่หยางหัวเราะคิก “หลินอวี้บอกว่าอยากรับใช้ข้ากับเจ้าเต็มแก่แล้ว”
“อา…”
เสิ่นม่านอวิ๋นลอบครุ่นคิดว่าหลินอวี้เองก็ใจกล้าไม่เบา
ตอนนี้ทักษะของสวี่หยางร้ายกาจนัก เช่นเดียวกับเมื่อครู่ตอนที่เขาคว้ามือของเสิ่นม่านอวิ๋นแล้วทำการลูบไล้ไปมาอย่างชำนาญ
เสิ่นม่านอวิ๋นไม่อาจทนไหว นางนั่งหนีบขาพร้อมกับกัดริมฝีปากเพื่อพยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ในใจ ด้วยกลัวว่าสวี่หยางจะเห็นบางอย่าง
ถ้าเขามาเห็นเข้าคงจะน่าอายไม่น้อย
โชคยังดีที่ผ่านไปสักพักประตูก็ได้ปิดลง
หมายความว่าทุกคนที่เข้าร่วมการประมูลได้มาถึงกันครบถ้วนแล้ว
เมื่อนั้นสวี่หยางก็หยุดเคลื่อนไหวขณะสังเกตทั่วบริเวณด้วยกลิ่นอาย
ในพื้นที่ชั้นสอง อาจเป็นเพราะค่ายกลยังไม่ทำงาน ทำให้เขาสังเกตเห็นกลิ่นอายทรงพลังบางส่วน
‘ขอบเขตสร้างรากฐาน!!’
สวี่หยางทราบทันที
“สหายเต๋าทุกท่าน บัดนี้โรงประมูลตระกูลสวีได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!”
“แม้ในช่วงสุดท้ายของวันนี้จะเป็นยาสร้างรากฐาน แต่ก่อนหน้านั้นก็ยังมีของดีมากมายรออยู่อีก ขอให้สหายเต๋าทุกท่านอย่าพลาดเป็นอันขาด!”
“ถ้างั้นก็มาเริ่มอุ่นเครื่องกันที่ยารวมปราณหนึ่งเม็ด…”
[1] ที่ใดมีคนที่นั่นย่อมมีแม่น้ำและทะเลสาบ หมายถึง ที่ใดผู้คนรวมตัวกัน ที่นั่นย่อมมีสิ่งต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน