ตอนที่ 4 งานเลี้ยง
ตอนนั้นเองที่สวี่หยางนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องเช่นนี้
เมื่อมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิตหรือจัดงานแต่งงาน เพื่อนบ้านจะมาช่วยเหลือเสมอเหมือนกับชาติก่อนของเขา
“ขอบคุณพี่หลี่ที่มาเตือน หลังจากข้าเก็บของเสร็จแล้วจะตามไปทันที”
“อืม พาภรรยาของเจ้ามาแนะนำให้ทุกคนรู้จักด้วยล่ะ!” หลี่ต้าต่งเดินเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยสำทับ “แล้วก็เตรียมเศษหินวิญญาณไว้สิบก้อนด้วย ถือเป็นค่าใส่ซอง”
แน่นอนว่าต้องเตรียมเงินสำหรับงานเลี้ยงด้วย
สวี่หยางเอ่ยเสียงเนิบช้า “พี่หลี่ วันนี้ข้าใช้หินวิญญาณทั้งหมดในการซื้อยาฆ่าแมลงไปแล้ว”
“ไม่เหลือเลยหรือ?”
“ใช่ ไม่ใช่แค่แต่งงานภรรยาเท่านั้น ข้ายังต้องซื้ออาหารและของใช้ทุกวันก็เลยไม่เหลือติดตัวเท่าไร”
“เอาละ เดี๋ยวข้าให้ยืมเศษหินวิญญาณสิบก้อนก็แล้วกัน เรื่องแบบนี้จะทำเป็นเล่นไม่ได้นี่นะ”
หลี่ต้าต่งพูดไม่ออกขณะลอบคิดว่าตอนนี้สวี่หยางตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ขนาดเศษหินวิญญาณสิบก้อนก็ไม่สามารถหามาจ่ายได้ด้วยซ้ำ
“ขอบคุณพี่หลี่ ข้าจะใช้คืนทันทีที่เกี่ยวหญ้าหลิงซวีได้”
หลี่ต้าต่งช่างเป็นคนดีนัก สวี่หยางจะจดจำให้ขึ้นใจ
“ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ ครั้งนี้ที่ดินข้าเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย ฮ่า ๆ…”
หลี่ต้าต่งยิ้มขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
หลังจากหลี่ต้าต่งกลับบ้าน สวี่หยางก็ตัดสินใจไปร่วมงานศพก่อน ซึ่งบังเอิญว่าเป็นตอนเที่ยงพอดี ในเมื่อได้รับเศษหินวิญญาณมาแล้ว หากไม่ไปกินเลยก็กระไรอยู่
น่าเสียดายที่ไม่มีถุงพลาสติก ไม่อย่างนั้นเขาคงจะห่อเอากลับไปกินที่บ้านแล้ว
“อวี้เอ๋อร์ ยัดผ้าเข้าไปข้างในแล้วพันหน้าอกเพื่อให้มันดูป่อง รวมถึงทำให้เส้นผมดูกระเซิงด้วย” เมื่อกำลังจะออกไป สวี่หยางก็พบผ้าผืนหนึ่ง
หลินอวี้ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ “สามีกังวลว่าคนอื่นจะตกหลุมรักในความงามของข้างั้นหรือ?”
“แน่นอน เจ้าทั้งเด็กและงดงาม ระวังไว้หน่อยก็ดี” สวี่หยางอธิบาย
“เข้าใจแล้ว” หลินอวี้รู้สึกยินดีเมื่อได้ยินคำชื่นชมจากคนรัก ทันใดนั้นนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะเอ่ยถาม “สามี ข้าได้ยินมาว่าผู้บำเพ็ญสามารถมองการปลอมตัวของผู้อื่นได้ ทำแบบนี้จะไม่เป็นไรหรือ?”
“ยัยโง่เอ๊ย ผู้บำเพ็ญจะแกร่งกล้าหลังจากไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วเท่านั้น ซึ่งที่นี่มีแต่คนขอบเขตกลั่นลมปราณ ไม่ได้แย่อย่างที่เจ้าว่าหรอก”
สวี่หยางยิ้มขณะแกล้งเกาจมูกเล็กของหลินอวี้
หลินอวี้ลังเลสักพัก ในไม่ช้า หญิงสาวร่างอ้วนสภาพมอมแมมก็ยืนอยู่ตรงหน้าสวี่หยาง “สามี แบบนี้น่าเกลียดพอหรือไม่?”
“เกือบใช้ได้แล้ว”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย ทีนี้ก็จะไม่มีใครให้ความสนใจเขาแล้ว
ทั้งสองคนจับมือกันก่อนจะเดินออกจากบ้าน พวกเขาผ่านบ้านของหลี่ต้าต่งผู้บังเอิญกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับภรรยาและลูกสาวพอดี
“อวี้เอ๋อร์ นี่คือพี่หลี่ต้าต่ง ส่วนคนนี้คือภรรยาของเขา เหอฉยงเหลียน และคนนี้คือหลานสาว หลี่หงหง”
หลินอวี้ทักทายสามีและภรรยาพอเป็นพิธี ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการดูถูกนางเพียงเพราะเป็นมนุษย์ แต่ยังคงทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ครั้งนี้หลายครอบครัวสูญเสียเงินไปมากเพราะหนอนผีเสื้อวิญญาณ แต่โชคดีที่ข้าเสียไปเพียงสิบกว่าต้นเท่านั้น”
หลี่ต้าต่งมีที่ดินเจ็ดถึงแปดหมู่ การสูญเสียต้นไม้เพียงสิบกว่าต้นจึงนับว่าไม่สาหัสเท่าไร
“บางคนเสียไปมากกว่าสี่สิบต้น ทำให้ความพยายามครึ่งปีของพวกเขาสูญเปล่าไปเลย”
เหอฉยงเหลียนยังคงหวาดกลัว “สวี่หยาง ครอบครัวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“โชคดีที่โดนเพียงไม่กี่ต้น” สวี่หยางตอบขณะลอบบอกกับตัวเองว่าโชคดีที่มีทั้งภรรยาและได้รับโอกาส หาไม่แล้วการสูญเสียในครั้งนี้ก็คงหนักหนาไม่น้อย
‘ต้องเป็นเพราะภรรยาอำนวยพรแน่นอน’
สวี่หยางอารมณ์ดี
เมื่อเดินมาถึงบ้านของเหล่าหวัง เพื่อนบ้านต่างรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งตัวหลานชายเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงานศพโดยมีสหายทั้งหลายคอยยืนอยู่ข้างกาย
หลานชายของเหล่าหวังอาศัยอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ชื่อของเขาคือหวังหู่
แม้มีรูปร่างสูงกำยำ แต่กลับมีพลังเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง ทว่าเพราะฝึกฝนวิชายุทธ์ เลยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ได้สบาย ด้วยการชักชวนสหายไปออกล่าสัตว์อสูรบนภูเขาเพื่อประทังชีวิต
“ท่านอาปฏิบัติต่อข้าเหมือนลูกชายคนหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับถูกโจรฆ่าตาย ฮือ ๆ… ท่านอาตายอย่างน่าเวทนานัก ข้าจะต้องหาฆาตกรเพื่อล้างแค้นให้กับท่านเอง!” แม้หวังหู่จะร้องไห้ฟูมฟาย แต่กลับไม่เห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
ภายในบ้านมีโลงศพซึ่งทำจากวัสดุธรรมดาเรียบง่ายอยู่สองโลง
“เหอะ หวังหู่คนนี้ร้องไห้เก่งนัก เขาไม่เคยเป็นแบบนี้ตอนเหล่าหวังยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ”
หลี่ต้าต่งกัดแทะเมล็ดแตงโมด้วยสีหน้าเหยียดหยัน
ชื่อเสียงของหวังหู่ไม่ดีนัก เนื่องจากเขาไม่สามารถล่าสัตว์อสูรในปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องไปยืมเงินผู้อื่น หากยืมไม่ได้ก็จะขโมย แม้แต่บ้านของเหล่าหวังก็ยังไม่รอด
ขณะเอ่ยเช่นนั้น หลี่ต้าต่งก็คว้าเมล็ดแตงโมจำนวนหนึ่งไว้บนโต๊ะแล้วยัดไว้ในมือของสวี่หยาง
“ไม่กินก็น่าเสียดาย กินให้มาก พวกเราใส่ซองไปแล้ว”
สีหน้าของสวี่หยางหมองหม่น
“เจ้าสามารถหาหินวิญญาณจากการทำนาได้เพียงสองสามก้อนเท่านั้น ไปกับข้าดีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพบบริเวณที่สมุนไพรกำลังจะโตเต็มที่ หากไปช่วยกันเก็บ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้รับหินวิญญาณหลายร้อยก้อน”
หลังจากนั้น หวังหู่ก็จงใจเงียบโดยไม่เอ่ยอะไรอีก
จากความเข้าใจที่ตัวเขามีต่อสวี่หยาง หวังหู่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องถามว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนก่อนจะขอให้พาไปด้วย
น่าเสียดายที่สวี่หยางกลับเอ่ยว่า “ความแข็งแกร่งของข้าต่ำเกินไป เกรงว่าคงจะไม่สามารถช่วยอะไรได้”
“มีพวกข้าอยู่ทั้งคน เจ้าจะกลัวไปไย ลองคิดดูสิ เมื่อไม่นานมานี้ก็มีโจร แล้วแบบนี้ค่ายกลป้องกันที่บ้านจะยังใช้งานได้ดีหรือ โจวเต้าโหย่วผู้เป็นสหายของข้ารอบรู้เรื่องค่ายกล เจ้าอยากให้เขาตรวจสอบหรือไม่”
เขาชี้ไปที่ชายผิวคล้ำผู้อยู่ด้านหลัง ชายผู้นั้นมองสวี่หยางด้วยสายตามีเลศนัยทันทีที่ได้ยินเช่นนี้
“ไม่จำเป็น ค่ายกลที่บ้านข้ายังดีอยู่”
“สามี ท้องข้ารู้สึกปั่นป่วนชอบกล ช่วยรีบพากลับบ้านหน่อยได้หรือไม่”
หลินอวี้มองสวี่หยางด้วยสีหน้าขอโทษ
“พี่หวัง ภรรยาข้ารู้สึกไม่ดี ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน”
“ไม่เป็นไร”
หลังจากมองแผ่นหลังของทั้งสองหายลับไป ผู้บำเพ็ญมนุษย์แซ่โจวก็มายืนข้างกายหวังหู่ เส้นผมของเขาบดบังดวงตาขณะเอ่ยเสียงแผ่วเบา “สามีภรรยาคู่นี้ค่อนข้างระมัดระวัง แต่แบบนี้ก็ยิ่งจัดการได้ง่าย”
หวังหู่แค่นหัวเราะ “ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน สวี่หยางผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง ไม่นานมานี้เขาไปที่สำนักชิงหยางเพื่อไล่ตามหวงเสี่ยวเหมย แต่เพราะประเมินพลังตนเองสูงเกินไป ทำให้ถูกอีกฝ่ายทุบตีจนบาดเจ็บสาหัส พวกเราย่อมจัดการได้ไม่ยาก ส่วนภรรยา นางเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ยิ่งจัดการง่ายเข้าไปใหญ่…”
“แต่เขาดูยาจกนัก เกรงว่าคงมีเงินติดตัวไม่มาก” ผู้บำเพ็ญมนุษย์แซ่โจวส่ายหน้า
“อีกเดี๋ยวหญ้าหลิงซวีของเขาจะเติบโตเต็มที่แล้ว ถึงตอนนั้น… หึ ๆ…”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา
…
หลังจากสองสามีภรรยากลับถึงบ้าน สวี่หยางก็เอ่ยชม “ภรรยา โชคดีเหลือเกินที่เมื่อครู่เจ้าพูดแบบนั้น ไม่อย่างนั้นหวังหู่คงตามราวีไม่เลิก”
“เหตุใดเขาถึงทำตัวแบบนี้ ข้ารู้สึกไม่ดีเลย เขาถามถึงค่ายกลป้องกันของพวกเราด้วยนะ”
หลินอวี้ไม่ใช่คนโง่ นางจึงเห็นความผิดปกติจากบรรยากาศสนทนาเมื่อครู่ ด้วยกังวลว่าคนรักของตนจะลำบากใจก็เลยหาข้ออ้างเพื่อพาสวี่หยางกลับบ้าน
“อืม หลังจากนี้ต้องระวังเขาให้มาก ตอนนี้ออกไปขายหญ้าหลิงซวีก่อนแล้วค่อยดูว่าระหว่างทางเจ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมบ้าง”
คราวนี้เขาตัดสินใจพาหลินอวี้ออกไปดูโลกภายนอกด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน