บทที่ 42 อย่าเกลียดข้า
“จบแล้วหรือ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นผู้นอนอยู่มุมหนึ่งพึมพำด้วยความวิตก
เพราะในช่วงกลางวัน หลินอวี้บอกว่าจะมากับนางคืนนี้
“เหตุใดพี่อวี้เอ๋อร์ถึงยังไม่มา?”
คราวนี้นางคิดไว้แล้วว่าหลังจากหลินอวี้มาถึง ตนเองจะถามเกี่ยวกับสวี่หยางเสียหน่อย เช่นเขาชอบกินอะไร ชอบทำอะไรหรือแม้กระทั่งต้องมีเพศสัมพันธ์แบบไหน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ทว่าสิ่งที่นางไม่คาดคิดก็คือหลินอวี้ไม่ได้มา แต่เป็นสวี่หยางที่มาถึงหน้าประตูแทน
“เรื่องนี้…”
นี่ทำให้เสิ่นม่านอวิ๋นอ้าปากค้าง
เหตุใดสวี่หยางถึงอยู่ที่นี่?
ในยามนี้ นางรู้สึกว่าตนเองเข้าใจผิด เรื่องที่หลินอวี้บอกว่าจะมาในคืนนี้ ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะมาด้วยตัวเอง แต่เป็นสวี่หยางต่างหาก
เสิ่นม่านอวิ๋นทั้งอายและวิตกเพราะคิดว่ายังไม่พร้อม ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูไม่ดี เตียงยังไม่ได้จัดใหม่หรือผ้าปูที่นอนเก่า มันเป็นครั้งแรกที่นางไม่พร้อมจนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“อวิ๋นเอ๋อร์ ข้าเข้าไปนะ”
เนื่องจากประตูไม่ได้ลงกลอน สวี่หยางจึงผลักเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เห็นเสิ่นม่านอวิ๋นนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เดิมทีสวี่หยางคิดว่าเสิ่นม่านอวิ๋นจะต้องทำความสะอาดเพื่อรอเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นฉากเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ฉากในห้องแตกต่างจากที่คิดเอาไว้ สิ่งสำคัญก็คือสีหน้าของเสิ่นม่านอวิ๋นที่มองเขาราวกับเห็นผี
“จะ… เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
สวี่หยาง “…”
หมายความว่าอย่างไรที่ว่าข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?
เสิ่นม่านอวิ๋นตอบสนองก่อนจะพึมพำ “ข้าคิดว่าหลินอวี้จะมา ข้าเลย… เลยไม่ได้เตรียมตัว”
นางชำเลืองมองแล้วพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา “แต่ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ข้าก็พร้อมจะปรนนิบัติ ขอแค่อย่ารังเกียจข้าก็พอ”
สวี่หยางยิ้ม “เจ้าสวยขนาดนี้ ข้าจะรังเกียจลงได้อย่างไร?”
“ปากจะพูดอะไรก็ได้”
ทันใดนั้น ดวงตาก็เผยเสน่ห์เย้ายวนก่อนขาขาวนวลสองข้างจะยื่นออกมาจากเตียง แล้วเอ่ยคำอย่างยียวน “ขาของข้าเจ็บนิดหน่อย ช่วยปลอบมันหน่อยได้หรือไม่”
“ด้วยความยินดี”
เค้าโครงกระดูกของเสิ่นม่านอวิ๋นใหญ่กว่าของหลินอวี้ ทำให้ขาทั้งสองข้างของนางมีเนื้อมีนวลกว่าเล็กน้อย
ผ่านไปสักพัก เสิ่นม่านอวิ๋นก็รู้สึกร้อนผ่าวตามสัมผัสหยาบกร้านบนท่อนขา แต่นางยังคงรักษาความสุขุมเอาไว้ “สหายเต๋าสวี่…”
“ยังจะเรียกข้าว่าสหายเต๋าอีก…”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยอย่างเขินอาย “สามี ให้ข้าได้ปรนนิบัติเจ้าแล้วกัน แต่คืนนี้ข้าไม่ได้เตรียมการอะไร มันเป็นครั้งแรกของพวกเรา ข้าเลยไม่อยากรีบร้อน”
“ส่วนสิ่งที่เจ้าต้องการ”
“คืนนี้ข้า…”
นางชี้ไปที่ปาก
สวี่หยางเข้าใจทันที
ผ่านไปสักพัก ทั้งสองก็เสร็จกิจ
สวี่หยางเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ เขาคิดว่าในเมื่อพิชิตหลินอวี้ได้แล้วก็คงไม่มีอะไรเหนือบ่ากว่าแรง แต่คาดไม่ถึงว่ายังมีระดับแม่ทัพแสนร้ายกาจอย่างเสิ่นม่านอวิ๋นอยู่!
ตอนนี้เองที่เขาได้รู้ซึ้งว่าสิ่งที่เรียกว่าสามชั่วอึดใจมันเป็นอย่างไร
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยขณะอยู่ในอ้อมแขนของสวี่หยาง “สามี เจ้าไม่ชอบข้าใช่หรือไม่?”
“ไม่ชอบเจ้างั้นหรือ?”
“อื้ม ทุกคนที่อยู่ด้านนอกรู้ว่าข้าเคยมีสามีมาก่อน พวกเขาต่างพากันพูดว่าข้าเป็นคนล้มเหลว”
“ถ้าข้าเกลียดจริงก็คงไม่มาหาเจ้าหรอก”
ในฐานะชายหนุ่มแห่งศตวรรษใหม่ สวี่หยางย่อมไม่ใช่คนใจแคบ
แต่ประโยคต่อมาของเสิ่นม่านอวิ๋นก็ทำให้เขาประหลาดใจ
“เหตุผลที่ข้าไม่โต้แย้งผู้อื่นในตอนนั้นก็เพราะเป็นผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องการใช้คำพูดปกป้องตัวเอง ความจริงแล้วระหว่างสามีเก่ากับข้าไม่เคยทำอะไรด้วยกัน แม้แต่จับมือก็ไม่เคย! ชายผู้นั้นถูกแม่สื่อแนะนำให้มารู้จักกับข้า ตอนแรกเขาก็ทักทายด้วยความสุภาพ แต่ข้าไม่เคยอยากทำอะไรกับเขาเพราะคิดเสมอว่าผู้หญิงควรจะแต่งงานเสียก่อน”
“หลังจากนั้นเขาก็ฉวยโอกาสตอนดูแลร้านช่วงที่ข้าไม่อยู่ด้วยขโมยของทั้งหมดไป ภายหลังข้าทราบว่าเขาจับตาดูมานานแล้วก่อนจะขอให้แม่สื่อแนะนำให้รู้จัก… ต่อมา หลายคนก็บอกว้าข้าถูกเขาหลอก ฉ้อโกงเงินและอีกสารพัด เป็นการยากนักที่จะสามารถแก้ต่างให้ได้ เฮ้อ…”
สวี่หยางประหลาดใจ “อย่างนี้นี่เอง”
นางมองตาของสวี่หยาง “ที่ข้าพูดก็เพื่อจะอธิบายว่าข้ายังบริสุทธิ์ ดังนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะอ่อนโยน”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“ข้าปรนนิบัติเจ้าได้ดีหรือไม่?”
สวี่หยางรู้สึกเขินอายเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำเมื่อครู่ “แน่นอน แต่ครั้งหน้าข้าจะทำให้ช้าลง”
เร็วเกินไปคงจะไม่ได้สินะ
ดวงตาของเสิ่นม่านอวิ๋นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณขณะยกยิ้มเล็กน้อย “เอาเถอะ ที่จริงข้าก็คิดอยู่ตลอดว่าพี่อวี้เอ๋อร์ชมเจ้าไม่ขาดปาก แต่เมื่อครู่เหมือนจะเสร็จไวเกินไปหน่อย คราวหน้าระวังหน่อยแล้วกัน”
“ว่าแต่เจ้าไปเรียนทักษะนี้มาจากไหน?”
“เล่มนี้น่ะ”
นางหยิบหนังสือออกมาจากใต้หมอนแล้วส่งให้สวี่หยางดู
มันคือกามศิลป์ในห้องหอ
……
เช้าวันรุ่งขึ้น
ร้านค้ามีขนาดเพียงประมาณยี่สิบเสื่อ แม้ขนาดจะไม่ใหญ่โต แต่ด้านหลังมีบ้านทรงสี่เหลี่ยม มีต้นไม้ใบหญ้าอยู่ตรงกลางกับบ่อน้ำโบราณอยู่ใต้ต้นไม้
ด้านหลังบ้านมีทุ่งนาหนึ่งหมู่ และมีคูน้ำขนาดเล็กล้อมรอบ
“สหายเต๋า เจ้าของเดิมของที่นี่เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีภรรยาสามคน ในวันธรรมดา เขาจะปรุงยาขาย ส่วนภรรยาทั้งสามจะปลูกผักผลไม้อยู่ด้านหลัง แม้กิจการจะไปได้สวย แต่น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อหลายสิบวันก่อน!”
หยาเหรินเป็นเพียงผู้บำเพ็ญรูปร่างเตี้ยจ้ำม่ำซึ่งอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง เขาเดินตามสวี่หยางขณะแนะนำทีละส่วน
“ประสบอุบัติเหตุที่นี่หรือ?” สวี่หยางคิ้วขมวดพลางเอ่ยถาม
“เอ้อ นับตั้งแต่ตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวเริ่มต่อสู้กัน กองกำลังพิทักษ์ที่นี่ก็ถูกย้ายออกไป ตอนนี้เหลือเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า ทำให้โจรหรือแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญมารบางส่วนเข้ามาสร้างปัญหา”
“แต่สหายเต๋าวางใจได้ ผู้รับผิดชอบที่นี่ล้วนถูกเปลี่ยนให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลายแล้ว อีกทั้งช่วงกลางคืนยังมีการลาดตระเวนเพิ่มขึ้นด้วย เพราะงั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเลย”
“อีกอย่าง ทุ่งวิญญาณหลังบ้านหลังนี้เชื่อมต่อกับกิ่งก้านเส้นชีพจรวิญญาณของตระกูลสวี ทำให้ปราณวิญญาณของที่นี่อุดมสมบูรณ์มากกว่าที่อื่น สหายเต๋าบอกว่าอยากปลูกโอสถวิญญาณสินะ เช่นนั้นที่นี่ก็เหมาะสมที่สุดในบรรดาเมืองชั้นนอกแล้ว”
“สิ่งสำคัญคือที่นี่อยู่ใกล้เมืองชั้นใน หากมีปัญหาอะไรก็สามารถอพยพไปที่นั่นได้”
พูดตามตรง สวี่หยางรู้สึกประทับใจที่นี่มาก!
มันคือสถานที่ซึ่งมีร้านค้า ที่พักอาศัยและทุ่งนารวมอยู่ในแห่งเดียว
แน่นอนว่ามันเทียบไม่ได้กับถนนสายหลักที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมีขนาดเท่ากับเมืองขนาดเล็กรอบเมืองฟาง
ทว่ามันก็ดีกว่าบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ในตอนนี้
ที่นี่พืชวิญญาณที่เขาปลูกจะสามารถขายได้อย่างเปิดเผย ซึ่งเทียบเท่ากับมีช่องทางการ ‘ฟอกเงิน’
ที่นี่ทุ่งวิญญาณอุดมไปด้วยปราณวิญญาณ ทำให้ประหยัดแรงในการปลูกพืชวิญญาณไปได้มากโข
ส่วนที่อยู่อาศัย พื้นที่ของมันมีขนาดเท่ากับบ้านของเขา ซึ่งเพียงพอต่อการอาศัยร่วมกับภรรยาสองคน
สถานที่ไม่เลว เป็นสถานที่ที่ไม่เลว!
ส่วนความจริงที่มีคนตายที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด เพราะเท่าที่เขาทราบมา นักเล่นแร่แปรธาตุปรุงยาปลอมจนสร้างความขุ่นเคืองให้ใครบางคนเข้า ทำให้ถูกตามฆ่าเช่นนี้
สวี่หยางถามเรื่องการเช่าที่นี่ทันที
ราคาอยู่ที่สองร้อยสิบหินวิญญาณต่อเดือน!
แต่เนื่องจากมันมีทั้งร้านค้า ที่อยู่อาศัยและทุ่งวิญญาณ ราคาจึงไม่ถือว่าแพงเกินไป
แต่สวี่หยางไม่แสดงสีหน้าเช่นนั้นด้วยเกรงว่าจะถูกมองเป็นคนรวย
ดังนั้นเขาจึงแสดงสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะเอ่ยถาม “ราคาเท่ากับสองร้อยสิบหินวิญญาณหรือ ข้าควรปลูกพืชวิญญาณกี่ต้นถึงจะได้ราคาขนาดนี้กัน?”
หยาเหรินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนี้ “สหายเต๋า ราคานี้ไม่นับว่าแพงแต่อย่างใด มิหนำซ้ำช่วงนี้ก็มีแต่ความวุ่นวาย ไม่อย่างนั้น ราคาในช่วงสองปีที่ผ่านมาคงพุ่งเกือบถึงสามร้อยหินวิญญาณแล้ว”
“แพง ยังแพงเกินไป ข้าต้องทำนาอย่างหนักและมีภรรยาอีกสองคนต้องดูแล จุ๊จุ๊ ดูท่าว่าข้าต้องกลับไปคุยกับภรรยาก่อน”
สวี่หยางถอนหายใจ แสดงให้เห็นว่าตนยากจนแค่ไหน
“งั้นขอตัว” สิ้นคำสวี่หยางก็จากไปทันที
“บ้าอะไรเนี่ย คิดว่าเขาเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณมากความสามารถเสียอีก แต่กลับกลายเป็นคนจนที่ทำให้ข้าเสียเวลาเล่น”
หยาเหรินร่างเตี้ยจ้ำม่ำอดไม่ได้ที่จะสบถ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน