บทที่ 49 ทั่วร่างชาด้าน
พวกโจรอาจรู้ว่าสวี่หยางหาเรื่องได้ไม่ง่าย ทำให้ไม่มีใครมายุ่งกับบ้านของเขาในคืนนี้
พอมาคิดดูแล้ว ใครเล่าจะไม่รู้เรื่องที่เขาแต่งงานกับเสิ่นม่านอวิ๋น?
มีผู้บำเพ็ญสองคนในบ้าน ใครก็ตามที่จะมาหาเรื่องก็ต้องชั่งน้ำหนักใช่หรือไม่??
ในวันที่สอง เพื่อนบ้านก็มาเปิดประตู
“สมาชิกสามคนของตระกูลเหล่าหลิวตายอย่างน่าเวทนา”
“ผู้เฒ่าหรูกับภรรยาและเมียน้อยอีกสองคนถูกยันต์อัคคีแผดเผาจนถึงแก่ความตาย”
“ข้าวของในบ้านไม่มีเหลือ”
“เหตุใดเมื่อคืนถึงไม่มีการลาดตระเวน?”
“อย่าไปพูดถึงเลย จางเถี่ยได้รับบาดเจ็บสาหัส หน่วยลาดตระเวนจึงเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ยิ่งกว่านั้น เป้าหมายของจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวในครั้งนี้ชัดเจนมาก พวกมันอยากจัดการกับสวีจื่อรั่ว คุณหนูใหญ่ตระกูลสวี ข้าไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับนาง”
เช้าวันต่อมา พระอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า แต่อุณหภูมิกลับค่อนข้างเย็น
ทุกคนต่างสวมชุดหนังสัตว์หนา
สวี่หยางซื้อชุดคลุมมาสวมเอาไว้ข้างในชุดผ้าฝ้ายบาง ทำให้ไม่มีใครทราบว่าเขาสวมอะไรข้างในเพื่อปกปิดความมั่งคั่งของตนเองเอาไว้
เขาไปที่แผงขายอาหารเช้าริมถนนเพื่อหาอะไรกินพร้อมกับรับฟังข่าวสารที่ต้องการ
เมื่อคืนสวีจื่อรั่วกำลังฝึกตนอยู่ในลานบ้าน แต่ทันใดนั้นก็มีความผันผวนกลิ่นอายแรงกล้า เป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานที่บุกเข้าไป
หลังจากนั้นการต่อสู้ครั้งใหญ่ก็อุบัติขึ้น
ขณะเมืองชั้นในตกอยู่ในความโกลาหล พวกโจรซึ่งอยู่เมืองชั้นนอกจึงฉวยโอกาสสร้างปัญหาในการเข่นฆ่าผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ขณะสวี่หยางเดินไปมาก็เห็นศพจำนวนมากกองอยู่ข้างทาง แม้แต่สตรีกับเด็กก็ไม่เว้น พวกเขาต่างเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา
ผู้หญิงหลายคนต้องทนทุกข์กับความอัปยศก่อนเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจนัก
กึด!!!
สวี่หยางกำหมัดโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเขาลุกโชน
“ไอ้พวกโจรบัดซบ ดีแต่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า พวกมันต้องเป็นคนแบบไหนกัน?”
ขณะมองศพที่น่าเวทนาเหล่านี้ สวี่หยางก็ครุ่นคิดกับตนเอง
หากไม่มีความสามารถปกป้องตัวเอง แล้วจะปกป้องภรรยาได้อย่างไร…
เขาส่ายหน้าก่อนจะไม่กล้าคิดเรื่องนี้อีก
เมื่อกลับถึงบ้าน เหอฉยงเหลียนก็กลับบ้านของตนเองไปแล้ว
สวี่หยางกับภรรยาทั้งสองก็เก็บข้าวของในบ้านเพื่อเตรียมย้ายไปอยู่ที่ใหม่
การเคลื่อนย้ายย่อมเป็นเรื่องที่น่าเบื่อแม้จะมีถุงเก็บของก็ตาม
ก่อนอื่นเลยคือต้องตกแต่งสถานที่ใหม่
เรื่องนี้เขาได้ฝากนายหน้าร่างผอมคนนั้นจัดการ
คนผู้นี้มีนิสัยเรียบง่าย เห็นได้จากที่เขาไม่กล้าจัดการกับโทสะของศิษย์พี่ แสดงว่าเป็นประเภทยอมคน ผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้ย่อมไม่มีความคิดร้ายแต่อย่างใด
ในวันเดียวกัน นายหน้าร่างผอมจ้างช่างไม้สองคนมาซ่อมประตูของห้องชั้นใน ตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ ทำที่กำบังฝุ่นอย่างดีและจัดสถานที่สำหรับจัดเก็บสิ่งของจิปาถะและฟืนไว้ข้างห้องครัว
หลินอวี้บอกว่าสถานที่นี้สามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้ ซึ่งในอนาคตนางอยากทำเช่นนั้น
สวี่หยางเข้าใจว่าหลินอวี้กำลังหาอะไรทำแก้เบื่อ
เมื่อไม่นานมานี้ เสิ่นม่านอวิ๋นทำการฝึกสร้างยันต์ แต่เนื่องจากนางไม่ค่อยได้ช่วยงานที่บ้าน ทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งหลงลืมไปบางส่วน
วันต่อมา สวี่หยางก็ทราบข่าวบางอย่าง
สวีจื่อรั่ว คุณหนูใหญ่ตระกูลสวียังไม่ตาย แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสองที่โจมตีนางถูกค่ายกลทรงพลังกำราบเอาไว้ จนตกตายทีละคน
สวี่หยางตกตะลึงเมื่อทราบข่าวนี้
สวีจื่อรั่วผู้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดอาศัยค่ายกลเพื่อสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานได้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งไม่น้อย
สามวันต่อมา
ช่วงดึก บ้านเช่าของเสิ่นม่านอวิ๋น
ขณะเสิ่นม่านอวิ๋นกระตุกอย่างรุนแรง นางก็ค่อย ๆ ขยับร่างกายแล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรง “นับวันสามียิ่งมีเรี่ยวแรงมากล้น วันนี้… วันนี้เองก็อาจหาญไม่น้อย”
เมื่อครู่นางคล้ายกับได้เห็นเซียนซึ่งเป็นเซียนแท้จริงกำลังทะยานอยู่ในหมู่เมฆ
พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่นางมีความรู้สึกเช่นนี้หลังจากร่วมเตียงกันมาหลายครั้ง
สวี่หยางก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ถึงแรงตอดรัดอันหนักหน่วงราวกับถูกกระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ต้องประหลาดใจระคนยินดีที่พบว่าความชอบของภรรยาเสิ่นม่านอวิ๋นเพิ่มขึ้น!
[ความชอบของภรรยาเสิ่นม่านอวิ๋น: 92]
หลินอวี้ผู้อยู่ข้างกายหัวเราะคิกคักขณะเอ่ยคำด้วยความอิจฉา “อวิ๋นเอ๋อร์ ดูเหมือนเจ้าจะเพิ่งขึ้นสวรรค์เลยนะ พรุ่งนี้พวกเราคงต้องเปลี่ยนผ้าห่มกันอีกแล้ว”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยเสียงแผ่ว “พี่อวี้เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้ารับใช้สามีเป็นอย่างดี ทำให้ทักษะเขาพัฒนามากยิ่งขึ้น”
หลินอวี้หน้าแดง “ไม่ขนาดนั้นหรอก”
“แต่สามีเองก็ไม่รู้จักความเห็นอกเห็นใจเลย พรุ่งนี้พวกเราต้องเปิดร้านแท้ ๆ แน่นอนว่าคงยุ่งตัวเป็นเกลียว ถ้าเกิดถึงตอนนั้นแล้วข้าเดินไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร”
แม้เมื่อครู่จะรู้สึกดี แต่ไม่ช้านางก็รู้สึกว่าขาอ่อนแรง
บางทีนางก็สงสัยว่าเหตุใดเขาถึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้าง?
สวี่หยางรีบปลอบประโลม “ข้าไม่ดีเอง คราวหน้าจะระวังแล้วกัน ส่วนคราวนี้พวกเจ้าทนหน่อยนะ”
กล่าวจบเขาก็หยิบขวดหยกออกมา
“นี่คือยาลดอาการบวมข้างใน ลองเอาไปทาดู น่าจะหายดีในไม่ช้า”
สิ้นคำสวี่หยางก็เริ่มเป็นฝ่ายทาให้
แต่คาดไม่ถึงว่าในไม่ช้าดวงตาของหลินอวี้จะวาววับก่อนจะเอ่ยด้วยความเขินอาย “สามี เจ้าคนไม่ดี…”
“ไม่ดีตรงไหน ลองว่ามา…”
ใส่ร้าย มันคือการใส่ร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย
“สามี ข้าอยากทำอีก”
“นี่หรือที่เจ้าจะพูด”
สวี่หยางยิ้ม ไม่ช้าพวกเขาก็จัดกันอีกรอบ
เสิ่นม่านอวิ๋นตกตะลึงจนทั่วร่างชาด้าน
นางเป็นผู้บำเพ็ญ ถึงกระนั้นก็ยังแพ้พ่ายต่อสวี่หยาง แต่หลินอวี้กลับ… ยังสามารถยืนหยัดได้
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ…”
นางเป็นแม่ทัพหรืออย่างไร? เหตุใดถึงอาจหาญชาญชัยเพียงนี้?
เป็นสามีภรรยากันสามคน ภรรยาคนหนึ่งยังคงเป็นมนุษย์ การจับคู่เช่นนี้ หากมองปราดเดียวก็จะพบว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ไม่มีพิษภัยแต่อย่างใด
ร้านค้ามีพื้นที่เพียงประมาณยี่สิบเสื่อ ดังนั้นจึงไม่สามารถจัดวางสินค้าได้มากนัก
มีเพียงของตัวอย่างส่วนใหญ่ที่จะถูกวางไว้ด้านหน้า
บริเวณทางเข้าจะเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า
ตัวอย่างยันต์จะทำจากลายฉลุ
ส่วนด้านหลังมีชั้นวางสำหรับวางสมุนไพรและพืชวิญญาณ
โอสถวิญญาณส่วนหนึ่งถูกปลูกโดยสวี่หยางในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกมันมีจำนวนทั้งสิ้นสิบหกชนิด
ของที่แพงที่สุดคือโสมหญ้าโลหิต
เขาวางมันไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดจำนวนสองต้น
สำหรับบุปผาครามที่ได้รับมาจากสวีจื่อรั่ว เขายังไม่ได้เริ่มปลูก
ที่ตู้ด้านซ้ายของร้านมีพืชกับผลไม้วิญญาณอยู่บางส่วน
เช่น เสาวรส
ตรงหัวมุมมีถังขนาดใหญ่สำหรับขายข้าววิญญาณ
สินค้าบางส่วนได้รับการแนะนำโดยเถ้าแก่สวีก่อนจะนำเข้ามาจากตระกูลสวี
มุมด้านหลังของร้านมีโต๊ะอยู่หนึ่งตัว
โต๊ะดังกล่าวทำจากไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงทนทาน โดยมีชุดน้ำชาและสมุดบัญชีวางอยู่
ในสวนหลังบ้านมีทั้งหมดสี่ห้อง
ห้องโถง ห้องนอนหลักสองห้อง และห้องนอนสำรองหนึ่งห้อง
ห้องนอนรองตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ
ส่วนห้องนอนหลักสองห้องเป็นของภรรยาซึ่งอยู่คนละห้อง
แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่แล้วทั้งสามคนก็นอนบนเตียงเดียวกัน
ปิดท้ายที่ทุ่งวิญญาณ
เนื่องจากเพิ่งเปิดทำการและมีลูกค้าไม่มาก สวี่หยางจึงมาที่ทุ่งวิญญาณเพียงลำพัง
บริเวณดังกล่าวมีกำแพงล้อมรอบทุกด้าน ซึ่งในวันแรกที่มาที่นี่ เขากับเสิ่นม่านอวิ๋นได้ติดตั้งค่ายกลเอาไว้สองชั้น
พวกมันคือค่ายกลอัคคีขั้นสูงระดับหนึ่งกับค่ายกลป้องกันขั้นกลางระดับหนึ่ง
เขาหยิบเมล็ดพันธุ์บุปผาครามออกมาสิบเมล็ด พวกมันมีขนาดใหญ่เท่ากับเมล็ดข้าวที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อนออกมา โดยมีปราณวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน
“สงสัยจริงว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หลังจากที่ปลูกไปแล้วได้หรือไม่?” สวี่หยางพึมพำ
เมล็ดพันธุ์วิญญาณเหล่านี้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เมื่อพวกมันเติบโตเต็มที่ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะหายไป เก็บเกี่ยวได้เฉพาะโอสถวิญญาณเท่านั้น
แต่นี่นับเป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งในโลกมนุษย์ ประเทศที่พัฒนาแล้วยังมีเมล็ดแตงโมและผักที่ดี ซึ่งพวกมันจะเติบโตจนมีขนาดใหญ่สวยงาม ให้ผลผลิตมหาศาลและไม่เสี่ยงต่อศัตรูพืช
ก่อนจะทันได้หว่านเมล็ดพันธุ์ ทางเข้าร้านก็เกิดความโกลาหล ดูเหมือนว่ามีคนกลุ่มใหญ่มา
สวี่หยางเก็บเมล็ดพันธุ์ก่อนจะรีบเดินออกไปดู
เมื่อมาถึงหน้าร้าน เขาก็พบกับกลุ่มผู้บำเพ็ญหญิง
พวกนางล้วนมีรูปร่างเพรียวบางงามสง่า ทั้งยังสวมใส่ชุดบางจนดูเย้ายวนมีเสน่ห์

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน