บทที่ 74 สหายเต๋าสวี่ช่างรอบรู้เสียจริง
“สหายเต๋าสวี่ช่างรอบรู้เสียจริง” สวีเชี่ยนเชี่ยนเอ่ยพลางยกยิ้ม
แม้สวี่หยางจะจับน้ำเสียงหยอกล้อของสวีเชี่ยนเชี่ยนไม่ได้ แต่เขาก็ไม่สนใจ ถึงอย่างไรมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกันอยู่แล้ว
“ข้าบังเอิญพบสหายเข้าแล้วเขาก็แนะนำให้ข้ามาที่นี่น่ะ…”
สวี่หยางอธิบายถึงประโยชน์ที่ได้จากที่นี่ให้ฟังโดยสังเขป
สวีเชี่ยนเชี่ยนไม่สนใจแต่อย่างใด “สหายเต๋าสวี่เชิญใช้เวลาตามสะดวกได้เลย”
“เอ่อ… เดินทางปลอดภัยล่ะ”
“เจ้าน้องชาย นี่คือคนดีที่เจ้าพูดถึงงั้นหรือ? น่าเศร้านักที่เจ้ายังอยากให้พวกข้าคบหากัน” สวีเชี่ยนเชี่ยนบ่นไม่หยุดระหว่างทางกลับ
สวีเหวินเผิงอับจนปัญญาจนพูดอะไรไม่ออก
สองวันต่อมา สวี่หยางกะจะกลับมาฟังดนตรี เขาเริ่มรู้สึกว่าคอขวดกำลังถูกคลาย
“ข้าอาจจะสามารถทะลวงได้โดยไม่ต้องใช้ยาทะลวงขั้น!!”
……
แน่นอนว่าเขาซื้อยาทะลวงขั้นเผื่อเอาไว้เรียบร้อย
ถึงอย่างนั้นเมื่อมีเวลาว่าง เขาก็จะไม่เกียจคร้าน
เขาขายสมุนไพรวิญญาณส่วนหนึ่งในถุงเก็บของจนได้หินวิญญาณราวสี่พันก้อน
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขามีคะแนนพิเศษไม่มากพอ หาไม่แล้วก็คงทำการปลูกเพิ่มเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณมากกว่านี้แล้ว
ในที่สุดวันประมูลก็มาถึง
โรงประมูลสำนักชิงหยางเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็นสี่ชั้น
สวี่หยางได้รับประโยชน์จากหวงเสี่ยวเหมย ดังนั้นเขาจึงถูกจัดให้อยู่ชั้นสอง
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนบางส่วนในตระกูลสวีประหลาดใจ พวกเขาไม่คาดคิดว่าคนอย่างสวี่หยางจะมีสถานะสูงส่งปานนี้ ต้องทราบก่อนว่าแม้กระทั่งกลุ่มพวกเขายังต้องเบียดเสียดกันอยู่ด้านล่างของห้องโถงด้วยซ้ำ
หวงเสี่ยวเหมยถูกรายล้อมด้วยสหายทั้งหลายจากสำนักเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่
“ข้าได้ยินมาว่าครั้งนี้จะมีการประมูลเสื้อคลุมระดับสามด้วย เกรงว่าแม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายก็ต้องแก่งแย่งกัน”
“ถึงกับมีเสื้อคลุมระดับสามเชียวหรือ? ที่นี่ช่างใจกว้างเหลือเกิน”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกองกำลังจากตระกูลทั้งหลายถึงได้แห่กันมา!”
“อื้ม หลังจากสิ้นสุดการแข่งขันสายในของทุกปี สำนักชิงหยางจะจัดการประมูลเช่นนี้เพื่อเน้นย้ำถึงมรดกของพวกเรา”
ช่วงประมาณเที่ยงวัน
ผู้บำเพ็ญมนุษย์เฒ่าคนหนึ่งเดินขึ้นเวที แล้วเสียงทั่วห้องโถงก็ค่อย ๆ เบาลง
“สหายเต๋า ข้าคือผู้ดูแลสำนักชั้นนอกของสำนักชิงหยาง มีนามว่าโจวฉางอัน ก่อนอื่นเลย ข้าขอเป็นตัวแทนสำนักชิงหยางเพื่อกล่าวขอบคุณทุกท่านที่มาเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้…”
โจวฉางอันผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีเขียวหลวม ๆ ไว้หนวดเคราสีขาว ใบหน้ามีการประแป้ง น้ำเสียงนุ่มนวล
เขาไม่ได้จงใจปกปิดพลังของตัวเอง ทำให้กลิ่นอายขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายปรากฏจนเด่นชัด
ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายต่างพากันตื่นเต้น
ในที่สุดการประมูลก็กำลังจะเริ่มแล้ว ซึ่งครั้งนี้มีของมากมายที่ควรค่าแก่การต่อสู้แย่งชิง พวกเขาถึงขั้นได้ยินมาว่ามียาสร้างรากฐานสองชุดถูกนำมาประมูลในครั้งนี้ด้วย
ในโลกเซียน นอกจากผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมบางส่วนที่สามารถพึ่งตัวเองในการสร้างรากฐานได้แล้ว คนส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งยาสร้างรากฐาน
ขั้นตอนของการสร้างรากฐานอันตรายมาก ซึ่งไม่ได้น้อยไปกว่าการทะลวงสู่ขอบเขตจินตานเลยสักนิด
เพราะทันทีที่การสร้างรากฐานล้มเหลวก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนระดับการบำเพ็ญลดลง
หรืออาจเลวร้ายกว่านั้นนั่นคือความตาย!! พวกเขาอาจเป็นคนบ้าหรือคนพิกลพิการ
แต่ถ้ามียาสร้างรากฐานช่วยสนับสนุนมันก็อีกเรื่อง
ไม่เพียงสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จของการสร้างรากฐานได้เท่านั้น ต่อให้การสร้างจะล้มเหลว ร่างกายก็จะได้รับการปกป้องจนไม่เกิดความบอบช้ำภายใน
ทันทีที่การประมูลเริ่มขึ้น ของชิ้นแรกก็ดึงดูดความสนใจของสวี่หยางทันที
ยาทะลวงขั้น!!
“สหายเต๋า ของประมูลชิ้นแรกก็คือยาทะลวงขั้น มันสามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาของผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ติดอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกให้สั้นลงได้ สิ่งสำคัญก็คือไม่มีผลข้างเคียง”
โจวฉางอันเอ่ยคำพลางแย้มยิ้ม
“ราคาเริ่มต้นคือหนึ่งพันแปดร้อยหินวิญญาณ!!”
“ว่าอะไรนะ ยาทะลวงขั้นแพงถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
“ล้อกันเล่นใช่หรือไม่?”
หลังจากทราบราคา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายต่างแสดงความไม่พอใจ
สวี่หยางคิ้วขมวดเช่นกัน
เขาจำได้ว่าคราวที่แล้วตอนอยู่เมืองสวีเจียฟาง ยาทะลวงขั้นคุณภาพธรรมดาราคาเพียงสองพันสองร้อยหินวิญญาณเท่านั้น เหตุใดมันถึงราคาแพงได้เพียงนี้?
หลังจากประมูลไปแล้ว มูลค่าของมันก็ไม่ต่างจากยาสร้างรากฐานแต่อย่างใด
“สหายเต๋า คุณภาพของยาทะลวงขั้นนี้ไม่ธรรมดา คุณภาพของมันอยู่ที่หนึ่งเส้นวิถี ยิ่งกว่านั้นยังถูกสร้างโดยผู้อาวุโสใหญ่ประจำสำนัก รวมถึงผสมวัตถุดิบพิเศษอีกมากมาย ทำให้ผลของมันน่าทึ่งยิ่ง หากโชคดีพอก็อาจสามารถสนับสนุนให้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดได้!! ดังนั้นราคาเท่านี้ยังถือว่าถูกไปด้วยซ้ำ”
หลังจากสิ้นคำโจวฉางอัน ดวงตาของผู้คนทั้งหลายก็ทอประกาย
ใครบางคนตะโกนทันที “สองพันหินวิญญาณ!”
“สองพันหนึ่งร้อยหินวิญญาณ!”
สวี่หยางลอบตกตะลึง ฐานะการเงินของผู้คนที่นี่มั่นคงไม่เบา
เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักชิงหยางเป็นประโยชน์มาก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นนักปรุงยาขอบเขตจินตาน จึงไม่แปลกที่ผู้คนทั้งหลายจะพยายามดิ้นรนเพื่อคว้ามันมา
“สองพันสี่ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเสนอราคาอีก ในที่สุดสวี่หยางก็ตะโกนออกไป
ในตอนนี้ กลุ่มคนที่เดิมกำลังโต้เถียงด้วยใบหน้าแดงก่ำก็หยุดชะงักลง
ไม่ใช่ว่าไม่สามารถสู้ได้
แต่ถ้ายังตะโกนราคาที่สูงกว่านี้ต่อไป ส่วนที่ต้องจ่ายจะมากเกินไปจนได้ไม่คุ้มเสีย
อีกอย่าง พวกเขายังต้องประมูลของชิ้นอื่นอีก เพราะงั้นจึงไม่สามารถสู้ราคาไปได้มากกว่านี้แล้ว
สวี่หยางตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน ถึงได้ทำการเสนอราคานี้ออกไป
ในความเห็นของเขา ยาทะลวงขั้นนี้จะมอบโอกาสในการเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด ดังนั้นจึงคุ้มค่าที่จะคว้าเอาไว้
“ขอแสดงความยินดีกับศิษย์ของสำนักชิงหยางที่ชนะการประมูลยาชุดนี้ โปรดไปที่หลังเวทีเพื่อชำระหินวิญญาณด้วย”
โจวฉางอันพยักหน้าไปทางสวี่หยางซึ่งอยู่ชั้นสอง
“เข้าใจแล้ว”
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้จะต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณจำนวนมาก แต่ก็คุ้มค่า!
‘ตระกูลสวีอยากใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อยาสร้างรากฐานขั้นยอดเยี่ยมงั้นหรือ?’
สวี่หยางครุ่นคิดในใจเมื่อเห็นฉากนี้
ในหมู่ทายาทของตระกูลสวีลือกันว่าคุณหนูใหญ่อย่างสวีจื่อรั่วซึ่งอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้ากำลังจะสร้างรากฐาน การที่คนในตระกูลมาที่นี่ในครั้งนี้เพื่อประมูลยาสร้างรากฐานจึงนับว่าสมเหตุสมผล
ทว่ามีผู้แข่งขันมากเกินไป
สวี่หยางมั่นใจว่าในช่วงสิ้นสุดสงครามครั้งก่อนกับตระกูลโจว ตระกูลสวีจะได้ค่าชดเชยเป็นหินวิญญาณกว่าห้าหมื่นก้อน…
แน่นอนว่าสวีเชี่ยนเชี่ยนตะโกนจำนวนหินวิญญาณหกพันหนึ่งร้อยก้อนแล้ว
ตอนนี้ทั้งโถงเงียบกริบ
“ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าผู้นี้ที่ได้รับยาสร้างรากฐาน”
สวีเชี่ยนเชี่ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อการประมูลกำลังจะสิ้นสุดลง สวี่หยางได้รับการติดต่อจากสวีเหวินเผิงว่าเสร็จธุระแล้ว พวกเขาเตรียมที่จะเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้
สถานที่นัดพบคือด้านนอก
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าโจมตี
สวี่หยางรับคำแล้วถามว่าเขาสามารถออกไปในอีกสองวันต่อมาได้หรือไม่ เนื่องจากตนเองต้องการขัดเกลายาทะลวงขั้นที่นี่ซึ่งปลอดภัยกว่าด้านนอกมากนัก
สวีเหวินเผิงตอบว่าจะถามบิดาให้เมื่อถึงเวลา
หลังจากส่งสารและเห็นว่าการประมูลสิ้นสุดลงแล้ว สวี่หยางจึงออกไปจากที่นี่
เมื่อกลับไปถึงภัตตาคาร สวี่หยางก็คิดหาวิธีที่จะออกไป
สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือทุกครั้งที่สิ้นสุดการประมูล ผู้ที่ได้ของดีมักจะตกเป็นเป้า
ตระกูลสวีในครั้งนี้ไม่ทรงพลังเท่าไหร่นัก ครั้งนี้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสามคนเป็นผู้นำกลุ่มเท่านั้น การจัดกลุ่มเช่นนี้ไม่อาจยับยั้งพวกโจรได้อย่างสมบูรณ์
พวกเขาอาจจะเผชิญกับอันตรายระหว่างทางก็ได้
“การติดตามกลุ่มของตระกูลสวีไปมีทั้งข้อดีและข้อเสียสินะ”
ตอนนี้เองก็มีสารหนึ่งถูกส่งมา
กลายเป็นว่าสารดังกล่าวมาจากหวังสวี่เฉียง
เขาบอกว่าวางแผนจะมุ่งหน้าไปเมืองสวีเจียฟางในอีกสองวันข้างหน้า เนื่องจากไม่คุ้นชินกับพื้นที่เท่าไหร่ เขาจึงมาถามว่าอยากร่วมทางไปด้วยกันหรือไม่
สวี่หยางยินดีอย่างยิ่ง!!
“หากมีหวังสวี่เฉียงร่วมทางด้วยก็จะปลอดภัยมากขึ้น”
สวี่หยางรีบวางแผนก่อนจะตัดสินใจไม่เข้าร่วมกลุ่มตระกูลสวี
ไม่ช้าสวีเหวินเผิงก็ส่งสารกลับมา
เขาบอกว่าผู้เป็นพ่อกังวลเรื่องที่จะมีคนวางแผนซุ่มโจมตี
ดังนั้นพวกเขาจะเตรียมตัวออกเดินทางกันคืนนี้
เขาจึงมาถามว่าอยากร่วมทางไปพร้อมกันในทันทีเลยหรือไม่…
เขายังบอกอีกว่าผู้เป็นพ่อส่งกำลังเสริมมาให้ ดังนั้นถนนหนทางย่อมปลอดภัยหายห่วงอย่างแน่นอน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับสวี่หยาง
เดิมทีถ้าสวีเหวินเผิงไม่ได้เอ่ยประโยคสุดท้าย สวี่หยางคงอยากร่วมทางไปด้วย
แต่เนื่องจากประโยคดังกล่าวมันไม่ต่างจากการปักธง เขาจึงตอบทันทีว่าอยากขัดเกลายาทะลวงขั้น ดังนั้นจึงไม่อาจติดตามไปได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน