เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 75

บทที่ 75 กลับห้อง บำเพ็ญสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด!!

ห้องส่วนตัวในภัตตาคาร

สวีเหวินเผิง สวีเชี่ยนเชี่ยนผู้เป็นพี่สาว รวมถึงผู้เป็นบิดากำลังวางแผนช่วงเดินทางกลับ

“สหายเต๋าสวี่อยากอยู่เพื่อขัดเกลายาทะลวงขั้น พวกเราไปกันก่อนเถอะ”

หลังจากเก็บยันต์สื่อสาร สวีเหวินเผิงก็ขมวดคิ้วมุ่น

เขารู้สึกว่าการกระทำของสวี่หยางออกจะเสี่ยงอยู่เล็กน้อย

ถึงอย่างไร ต่อให้ต้องขัดเกลายาทะลวงขั้นแต่มันจะทรงพลังเทียบเท่ากับพ่อของเขาหรือ? สุดท้ายมันก็ไม่ใช่การสร้างรากฐาน

ต้องทราบก่อนว่าพวกเขามียอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานสามคนอยู่ร่วมการเดินทางครั้งนี้ มิหนำซ้ำพี่สาวของเขายังมีไพ่ตายอยู่ในมือ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ใช่ปัญหา

“ถ้าเขาไม่อยากไปก็ช่างสิ มันไม่สำคัญอยู่แล้ว” สวีเชี่ยนเชี่ยนเอ่ยคำ

“ใช่”

สวีเหวินเผิงถอนหายใจ ซึ่งในส่วนลึกของเขาได้ปฏิบัติต่อสวี่หยางในฐานะสหายอย่างแท้จริง

เพราะงั้นจึงไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย

“หวังว่าพี่สวี่จะมีแผนนะ…”

……

ในคืนนั้น ทุกคนในตระกูลสวีก็ออกจากเมืองเซียนกันเป็นกลุ่ม

ขณะพวกเขาอยู่ในถิ่นทุรกันดาร สวี่หยางก็ได้รับสารจากสวีเหวินเผิงเช่นกัน อีกฝ่ายบอกว่ากลุ่มของพวกตนเองรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นและปลอดภัย ตอนนี้กำลังจะออกเดินทางแล้ว ซึ่งไม่วายที่จะถามทิ้งท้ายว่าจะตามมาด้วยหรือไม่

หากเต็มใจที่จะตามมา พวกเขาสามารถรอได้

เพราะหากพวกเขาไปไกลกว่านี้ก็จะอยู่นอกขอบเขตของยันต์สื่อสารแล้ว ถึงตอนนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะตามมาทัน

สวี่หยางยังคงปฏิเสธ

เขายังอวยพรให้อีกฝ่ายเดินทางปลอดภัย

หลังจากเก็บยันต์สื่อสาร สวี่หยางจึงย้ายร่างตัวเองเข้าไปในห้อง

ในตอนนี้ เขาทั้งเฉยชาและสงบขณะครุ่นคิดหลายสิ่งอยู่ในใจ

สามปีก่อนตอนมาที่โลกเซียนครั้งแรก เดิมทีเขาอยากแต่งงานกับภรรยามนุษย์และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้

บัดนี้แม้แต่ยาทะลวงขั้นก็ยังมี

ปราณวิญญาณจากค่ายกลรวมวิญญาณในภัตตาคารแห่งนี้มากพอที่จะสนับสนุนการเลื่อนระดับในช่วงขอบเขตกลั่นลมปราณ แต่ก็จำเป็นต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมากเพื่อเป็นการชดเชยค่ายกลดังกล่าว

ตั้งจิต…

ทำสมาธิ…

อ้าปาก…

ยาทะลวงขั้นถูกใส่เข้าปาก

กลิ่นยาเข้มข้นทำให้สวี่หยางสูดหายใจเข้าเพื่อนำพวกมันเข้าสู่บริเวณช่วงท้อง

ตูม ตูม!!

โอสถในจุดตันเถียนคล้ายกับเกิดการระเบิด กระแสปราณวิญญาณทะลักออกมาราวกับมีมือคู่หนึ่งทำการบีบรัดอยู่ภายใน

ในเวลาเดียวกัน สวี่หยางสัมผัสได้ชัดเจนว่าคอขวดเกิดการพังทลายทันที

ตอนนี้คือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด!!

ตั้งแต่คอขวดที่คงอยู่มาเนิ่นนาน สวี่หยางก็เตรียมใจที่จะทำการทะลวงเอาไว้นานแล้ว

เขาชักนำปราณวิญญาณให้โคจรรอบเส้นลมปราณในร่างกายอย่างสงบขณะรับรู้ถึงความรู้สึกจากขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด

“นี่คือความรู้สึกที่จะได้รับจากขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นท้าย ช่างทรงพลังนัก…”

สวี่หยางสัมผัสได้ว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากยาทะลวงขั้นมากกว่าที่คิดเอาไว้

ปราณวิญญาณของเขายังคงพลุ่งพล่านขณะพละกำลังยังคงเพิ่มพูน จนกระทั่งไปถึงคอขวด

ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด!!!

จะทะลวงแล้วหรือ?

สวี่หยางลอบครุ่นคิด

ยาทะลวงขั้นที่เขาซื้อในคราวนี้ไม่ธรรมดา พลังของมันทำให้มีโอกาสทะลวงได้ถึงสองระดับ

ประกอบกับคอขวดก่อนหน้าที่คลายออกและปัจจัยมากมายซ้อนทับไปมา จึงทำให้เขาคาดหวังว่าจะทะลวงสองระดับติดต่อกันได้อย่างแน่นอน

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ไม่ยั้งมืออีกต่อไป ขณะนำกองหินวิญญาณออกมาจากถุงเก็บของ พวกมันก็กลายเป็นผุยผงทันที

ปราณวิญญาณบริสุทธิ์ไหลหลั่งเข้าสู่ในห้อง

“จงทะลวงเพื่อข้า!!!”

สวี่หยางตะโกนเสียงต่ำ!

เกิดเสียง ‘คลิ๊ก’ คอขวดของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดก็ถูกทะลวงทันที

“ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด!!”

สวี่หยางอยากหัวเราะ ยาทะลวงขั้นนี้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปอย่างยิ่ง

หลายวันต่อมา

ปราณวิญญาณในภัตตาคารค่อยกลับสู่ความสงบ

สวี่หยางลืมตาขึ้นโดยปราศจากความผันผวนใด ๆ

หลังจากนำร่มพันกลออกมา เขาเพียงคิดก็ทำให้มันหมุนอยู่ในลานอย่างเชื่อฟัง โดยปลายอันคมปลาบตัดผ่านอากาศจนทำให้เกิดระลอกคลื่นในอากาศ

“จริงด้วย หลังจากระดับได้รับการพัฒนาแล้ว ทำให้ควบคุมร่มพันกลได้ง่ายขึ้น”

สวี่หยางลงมาชั้นล่างขณะจ่ายค่าที่พักเพิ่มเติมให้กับเถ้าแก่

จากนั้นเขาก็ส่งสารไปหาหวังสวี่เฉียงเพื่อบอกว่าเลื่อนระดับสำเร็จและพร้อมที่จะออกเดินทาง

ตอนแรกหวังสวี่เฉียงตั้งใจจะเดินทางตั้งแต่เมื่อวาน แต่สวี่หยางเป็นคนบอกว่าให้รออีกหนึ่งวัน

หนูสุ่ยหลิงพลันเงยหน้ามองไปทางประตูด้วยความไม่อยากเชื่อ ทันใดนั้น หนูสุ่ยหลิงสีน้ำตาลเทาก็พุ่งตรงเข้าไปในร้านประหนึ่งสายฟ้าสีเทา

“เสี่ยวเฉียง เจ้าทำข้าตกใจแทบแย่ รีบเข้ามาสิ ข้าวเย็นใกล้เสร็จแล้ว อย่ากังวลไปเลย”

หลินอวี้ถือผ้าขี้ริ้วขณะลูบศีรษะของหนูสุ่ยหลิงเชิงตำหนิ

“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”

หนูสุ่ยหลิงกระโดดไปมาด้วยความวิตกขณะสายตายังคงจับจ้องไปทางประตู

“พี่อวี้เอ๋อร์ ดูเหมือนหนูสุ่ยหลิงอยากจะบอกอะไรบางอย่างนะ” เสิ่นม่านอวิ๋นมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“หืม??”

หลินอวี้พลันมองออกไปนอกประตูโดยไม่รู้ตัว

ทันใดนั้น ร่างละเอียดอ่อนของนางก็สั่นเทาเล็กน้อย

“สามี!”

“สามี!!”

เสิ่นม่านอวิ๋นเห็นสวี่หยางปรากฏตัวที่ประตูเช่นกัน

“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…” หนูสุ่ยหลิงวิ่งไปที่เท้าของสวี่หยางอย่างมีความสุข

“เสี่ยวเฉียง คนอื่นเขามองไม่เห็นเจ้านะ รีบเข้าไปข้างใน”

สวี่หยางยิ้มขณะเดินเข้าไปสวมกอดภรรยาทั้งสอง

“สามี เจ้ากลับมาแล้ว! กลุ่มตระกูลสวีเพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่พอไม่เห็นวี่แววของเจ้า พวกข้าเลยคิดว่า…”

หลินอวี้กอดแขนของสวี่หยางขณะส่ายไปมาด้วยความตื่นเต้น “โชคดีที่หนูสุ่ยหลิงปลอดภัยดี พวกข้าเลยรู้ว่าเจ้าไม่เป็นไร”

“ใช่แล้ว สามี ดีจริงที่เจ้ากลับมา พวกเรามาฉลองกันเถอะ”

เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

สวี่หยางยกยิ้ม “ใช่แล้ว ข้าจะฉลองให้ยิ่งใหญ่เพื่อให้พวกเจ้ารู้ว่าตอนนี้ข้าทรงพลังแค่ไหน ฮ่าฮ่าฮ่า…”

แก้มของภรรยาทั้งสองแดงระเรื่อ พวกนางจะไม่ทราบได้อย่างไรว่าสามีกำลังพูดถึงงานฉลองแบบไหน?

พวกนางต้องรับศึกหนักไม่ผิดแน่

ทว่าการหายไปนานก็ยังดีกว่าการแต่งงานใหม่ ซึ่งพวกนางก็ตั้งตารอศึกที่จะมาถึงอย่างใจจดใจจ่อเชียวละ

“สามี ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว? ข้าได้ยินใครบางคนจากตระกูลสวีบอกว่าเจ้าซื้อยาทะลวงขั้นมาด้วย” เสิ่นม่านอวิ๋นถาม

แม้ไม่อาจทราบได้เพราะสวี่หยางปกปิดกลิ่นอายเอาไว้ แต่นางรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีความมั่นใจกว่าครั้งก่อน

“ฮ่าฮ่า มาลองกันสักยกแล้วจะรู้ว่าข้าอยู่ระดับไหน! เอาละ ปิดประตูได้แล้ว วันนี้เริ่มเร็วหน่อยแล้วกัน…”

หลินอวี้ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

เขายังเหมือนเดิม เพิ่งกลับมาไม่ทันไรก็คิดแต่จะทำเรื่องอย่างว่า นางนึกภาพของพายุที่ต้องเผชิญหลังจากนี้ออกทันที…

น่าเสียดายที่ขาของนางชินชาอีกครั้ง บางจุดก็เกิดอาการบวมขึ้นมาอีกหน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน