บทที่ 76 ข้าจะให้รางวัลอย่างงาม
เทียบกันหลินอวี้แล้ว เสิ่นม่านอวิ๋นตั้งตารอที่จะปิดประตูมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“สหายเต๋าสวี่ ข้าอยากรู้นักว่าประสบการณ์การต่อสู้ของเจ้าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่หลังจากห่างหายไปหลายวัน”
เสิ่นม่านอวิ๋นเลียริมฝีปากสีแดงเพลิงทันทีที่ปิดประตู
สวี่หยาง “…”
“แค่ก แค่ก สหายเต๋าเสิ่น เจ้าถอดเสื้อทำไมหรือ? ความหมายของข้าคือการต่อสู้ที่แท้จริง อย่าคิดลึกให้มันมาก”
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรีบสวมเสื้อคลุมด้วยท่วงท่าอับอายยิ่ง แล้วนางก็เดินไปกอดแขนของสวี่หยางพลางเขย่าไปมา “เจ้าแกล้งข้า เจ้าแกล้งข้า…”
“เอาละ เอาละ ในเมื่อต้องการขนาดนั้น ข้าก็คงทำได้แค่ตอบสนองความพึงพอใจให้”
สวี่หยางเอ่ยอย่างจนใจ
เขาจะพูดอะไรได้อีก? แน่นอนว่ามีแต่ต้องทำให้ภรรยาพึงพอใจจนต้องหลั่งน้ำตา
หลินอวี้หัวเราะ “สามี ข้าจะปรนนิบัติเจ้าก่อนแล้วกัน!”
สิ้นคำนางก็คุกเข่าลงแต่โดยดี
ผ่านไปพักใหญ่ การต่อสู้ก็สิ้นสุดลงในไม่ช้า
สวี่หยางเอ่ยคำหลังจากผ่านไปสองก้านธูป “ชักจะหิวแล้วสิ อื้ม กินข้าวก่อน! กินกันก่อน…”
“คิก คิก ข้าจะไปเตรียมอาหารให้” หลินอวี้เพียงสวมชุดตัวในก่อนจะเดินไปที่ห้องครัว
เสิ่นม่านอวิ๋นหัวเราะเช่นกัน “ใช่ ใช่ พวกข้าเชื่ออยู่แล้วว่าสหายเต๋าสวี่หิว ไม่ต้องอธิบายให้มากความหรอก ถึงอย่างไรคำอธิบายก็ไม่ต่างจากคำแก้ตัว คิก คิก…”
แน่นอนว่าครั้งนี้เขาโดนภรรยาเล่นเข้าให้แล้ว
……
ไม่นานนักอาหารมื้อหรูก็ถูกวางบนโต๊ะ
สวี่หยางฉีกเนื้ออสูรอินทรีแล้วโยนให้หนูสุ่ยหลิง มันก็คาบไปกินที่มุมหนึ่งอย่างมีความสุข
“เจ้าตัวน้อยนี่นับวันยิ่งฉลาด ช่วงที่ข้าไม่อยู่ มันไม่สร้างปัญหาอะไรใช่หรือไม่?” สวี่หยางมองหนูสุ่ยหลิงพลางเอ่ยถาม
“ไม่นะ เสี่ยวเฉียงเป็นเด็กดีมาก พออวิ๋นเอ๋อร์กับข้านอนตอนกลางคืน มันก็ช่วยเฝ้าเวรยามให้ ส่วนตอนกลางวันที่พวกข้าทำงาน มันก็จะนอนหลับ”
หลินอวี้หัวเราะพลางเอ่ยคำ จากนั้นก็คีบชิ้นเนื้อท้องปลาวิญญาณไปวางในชามของสวี่หยาง
“อื้ม ดี ๆ”
“สามีนับว่าโชคดีที่ไม่ได้กลับมาพร้อมกลุ่มตระกูลสวีในครั้งนี้” เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยคำ “ครั้งนี้พวกเขาสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสามคนตายไปสอง! คนที่เหลือก็สูญเสียไปกว่าครึ่ง บางส่วนก็หายสาบสูญ”
“ว่าอะไรนะ? พวกเขาเจอปัญหางั้นหรือ?” สวี่หยางตกตะลึง
“ใช่แล้ว พ่อของสวีเหวินเผิงสละชีวิตเพื่อช่วยให้คนอื่น ๆ หนีกลับมาได้!”
สวี่หยางถอนหายใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
การตัดสินใจของเขาในตอนแรกถูกต้องจริงด้วย
“เกรงว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายตอนที่ออกมาจากโรงประมูล น่าเสียดายที่พ่อของสวีเหวินเผิงอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน เขาจึงเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา…”
“สามี ตอนนี้เจ้าอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดแล้วหรือ?” เสิ่นม่านอวิ๋นถามด้วยความตื่นเต้น
“หึหึ ลองเดาสิ”
เสิ่นม่านอวิ๋นตกตะลึง “ถ้าให้ข้าเดานะ มันไม่น่าใช่แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด แต่เป็นขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดต่างหาก”
“สามี เจ้าอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดจริงหรือ?” หลินอวี้รีบถาม
“ถูกต้อง ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด”
สิ้นคำสวี่หยางก็คิ้วขมวด
ในช่วงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย ไม่เพียงพลังกายที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่เขาควบคุมศัสตราศักดิ์สิทธิ์จนทำให้พละกำลังยิ่งสมบูรณ์แบบ!
รวมถึงยังมียันต์อยู่ติดตัว
มันทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้ ความเข้าใจในเคล็ดวิชาก็ไปถึงขั้นปรมาจารย์ ส่วนความสามารถในการต่อสู้ก็เป็นเลิศ ดังนั้นพละกำลังในตอนนี้ของเขามากพอที่จะทำให้ต่อสู้กับยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าได้อย่างวางใจ
สวี่หยางไม่ปกปิดพละกำลังอีกต่อไปขณะปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาเล็กน้อย ให้เสิ่นม่านอวิ๋นสัมผัสอย่างละเอียด
เมื่อรับรู้ถึงพละกำลังของสวี่หยาง แก้มของเสิ่นม่านอวิ๋นก็แดงระเรื่อขึ้นด้วยความตื่นเต้น
สามีไปถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดแล้วจริง ๆ
“สามี เจ้าทรงพลังขนาดนี้ ข้าจะให้รางวัลอย่างงามเอง”
หลินอวี้พูดไม่ออก ถึงตัวนางเองจะอยากให้รางวัล แต่ร่างกายกลับถึงขีดจำกัดแล้ว
สวี่หยางยิ้ม “สหายเต๋าเสิ่น เจ้าจะให้รางวัลอะไรกับข้าหรือ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นเลียริมฝีปากขณะคุกเข่าอย่างรู้งาน
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก…”
คืนนี้คงสายเกินกว่าจะทำความสะอาดโต๊ะอาหารแล้ว เพราะเขาต้องไปทำความสะอาดให้เสิ่นม่านอวิ๋นก่อน
……
เช้าวันต่อมา สวี่หยางตรวจสอบรางวัล
สิ่งแรกที่นางสังเกตเห็นคือพู่กันสร้างยันต์ซึ่งมีสีน้ำเงินเข้ม มันส่องแสงเรืองรองไปทั่วและมีพลังวิญญาณไหลหลั่งออกมาเล็กน้อย โดยมีตัวอักษรถูกสลักไว้บนตัวพู่กันว่า เทพีบุปผา!
บ่งบอกว่าของชิ้นนี้ไม่ธรรมดา
“พู่กันสร้างยันต์ระดับสองหรือ? สวรรค์ นี่มันพู่กันสร้างยันต์ระดับสอง”
สวี่หยางยิ้มแล้วเอ่ยคำ “ถูกต้อง สายตาของเจ้าเฉียบคมไม่เบา นี่คือพู่กันสร้างยันต์ขั้นสูงระดับสองที่มีชื่อว่าเทพีบุปผา”
ในสถานที่ขนาดเล็กเช่นนี้ย่อมไม่มีช่างทำยันต์ระดับสอง นับประสาอะไรกับพู่กันสร้างยันต์ขั้นสูงระดับสอง แม้กระทั่งทางฝั่งของสำนักชิงหยางก็ยังหาได้ยาก
ถึงอย่างไร พู่กันสร้างยันต์ขั้นสูงระดับสองนี้ก็ถูกสร้างขึ้นจากไม้วิญญาณระดับสามขึ้นไป
หากมีพู่กันสร้างยันต์เช่นนั้นก็สามารถรังสรรค์ยันต์ขั้นสูงระดับหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง
ถ้ามีฝีมือดี การสร้างยันต์ระดับสองก็ยิ่งไม่ใช่ปัญหา พวกมันจึงมีค่ายิ่งนัก!!
พู่กันสร้างยันต์นี้สามารถทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือแม้กระทั่งการแก่งแย่งระหว่างช่างทำยันต์ด้วยกันได้เลยทีเดียว
ทันใดนั้น เสิ่นม่านอวิ๋นพลันเปียกปอนด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม
“สามี ของชิ้นนี้คงแพงไม่น้อย”
สวี่หยางยิ้มโดยไม่เอ่ยอะไร เขาตบบั้นท้ายของนางเบา ๆ “ไปทำอาหารเช้าได้แล้ว ข้าอยากกินของดีเสียหน่อย”
“อื้มอื้ม! อวิ๋นเอ๋อร์จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลังจากเสิ่นม่านอวิ๋นไปแล้ว สวี่หยางก็หยิบเสื้อคลุมขั้นกลางระดับหนึ่งใหม่เอี่ยมออกมา
“อวี้เอ๋อร์ เสื้อคลุมตัวที่แล้วเป็นของมือสอง ครั้งนี้ข้าก็เลยซื้อตัวใหม่ให้เจ้า”
หลินอวี้ตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง “สามีเปลืองเงินเกินไปแล้ว ข้าอยู่ที่ร้านตลอด ไม่ได้ไปไหนมาไหน ไม่เห็นต้องซื้อของดีขนาดนี้ให้เลย”
“นี่ เจ้าเป็นเถ้าแก่เนี้ยของที่นี่ เพราะงั้นก็ต้องสวมเสื้อผ้าให้ดูดีเข้าไว้”
ตอนนี้ร้านเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขาจึงไม่ต้องแสร้งทำตัวยาจกอีกต่อไป
หลังจากรับเสื้อคลุมมาก็มีชุดชั้นในร่วงออกมา
หลินอวี้ตกตะลึงชั่วขณะ นี่มัน…
ชุดชั้นในเหล่านี้ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปแบบโปร่งบาง มันดูเย้ายวนเป็นอย่างยิ่ง
หลินอวี้เอ่ยคำอย่างเดือดดาล “สามี เจ้ามันช่างน่ารังเกียจเหลือเกินที่ซื้อของพวกนี้ให้ข้า…”
“ฮ่าฮ่า เจ้าถูกใจหรือไม่?”
“ชอบสิ ข้าจะใส่เดี๋ยวนี้เลย”
นี่มันไร้เดียงสาเกินไป…
หลังจากนั้น ในช่วงเช้าที่เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังทำอาหาร สวี่หยางก็ทำให้หลินอวี้รู้สึกเสียวซ่านอีกครั้ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน