บทที่ 88 ค้นหาผู้บำเพ็ญมาร
จ้าวหลานจิบสุราพลางแย้มยิ้มโดยไม่เอ่ยอะไร
สวี่หยางเข้าใจแล้วยื่นกล่องผ้าให้
เขาแกะมันแล้วแสดงให้จ้าวหลานดู เห็นได้ชัดว่าภายในนั้นคือโสมหญ้าโลหิต!!
ดวงตาของนางทอประกายขณะพยักหน้าเล็กน้อย “สหายเต๋าสวี่ช่างใจกว้างเหลือเกิน”
“ตอนนี้เจ้าพูดมาได้แล้ว”
“พูดตามตรง ผู้บำเพ็ญมารคนนั้นเคยมาหาข้าแล้ว!”
สวี่หยาง “…”
ทันใดนั้น สวี่หยางมีสีหน้าตกตะลึงขณะกระจายจิตเทวะออกไป หลังจากแน่ใจว่ารอบข้างไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงหรี่ตาลง “เขาอยากจัดการข้า? หรืออยากสืบเรื่องข้า?”
“ทั้งสองอย่าง แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว”
“ข้าไม่เชื่อ” สวี่หยางเอ่ยตามตรง
ในใจเขาทราบดีว่านอกจากการเปิดหอนางโลมแล้ว จ้าวหลานยังลอบทำการซื้อขายข้อมูลอีกด้วย
คนเช่นนั้นจะละทิ้งโอกาสทำเงินเช่นนี้ไปได้อย่างไร?
จ้าวหลานส่ายหน้าอย่างจนใจพลางอธิบาย “ข้าปฏิเสธจริงนะ แม้จะชอบเงิน แต่ก็มีคนสองประเภทที่จะไม่คบค้าด้วย! กลุ่มแรกก็คือผู้บำเพ็ญมาร! พูดตามตรง ตระกูลของข้าเคยถูกผู้บำเพ็ญมารทำร้ายมาก่อน แล้วจะให้ไปร่วมมือกับพวกมันได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นจ้าวหลานกัดฟัน สวี่หยางก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
นางเอ่ยต่อ “กลุ่มที่สอง ข้าจะไม่ร่วมมือกับพวกที่กลั่นแกล้งผู้หญิง! สหายเต๋าสวี่ เจ้าเป็นคนที่รักภรรยามาก แน่นอนว่าข้าไม่มีทางคิดร้ายเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงมาหาเจ้าและเป็นฝ่ายเสนอข้อมูลให้ก่อนอย่างไรล่ะ”
“ผู้บำเพ็ญมารอยู่ไหน?”
“ข้าไม่รู้ แต่วันที่เขามาถามข้อมูลก็ได้เข้ามาในห้องนี้ สหายเต๋าสวี่คิดว่ากลิ่นมันเป็นอย่างไรหรือ?”
“กลิ่นหอมดี”
“กลิ่นนี้คือสูตรลับของข้าเอง หากโดนกลิ่นนี้เข้าไป มันจะติดตัวไม่หายไปไหนนานกว่าหนึ่งเดือน”
สวี่หยางเข้าใจทันที “หมายความว่าหากข้าเจอคนที่มีกลิ่นนี้อยู่บนร่างกาย คนผู้นั้นก็คือผู้บำเพ็ญมารสินะ”
“ถูกต้อง สหายเต๋าสวี่โปรดวางใจ มีเพียงเจ้ากับผู้บำเพ็ญมารที่เข้ามาในห้องนี้ได้ไม่นาน ไม่มีคนอื่นอย่างแน่นอน”
สวี่หยางพยักหน้า “ข้าเชื่อว่าสหายเต๋าจ้าวคือคนที่ไม่โป้ปด เจ้าทราบหรือไม่ว่าผู้บำเพ็ญมารอยู่ขอบเขตใด?”
“ไม่ต้องห่วง อย่างไรก็ไม่ใช่ขอบเขตสร้างรากฐานอยู่แล้ว น่าจะขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด แต่ขอบเขตของผู้บำเพ็ญมารจะแตกต่างจากพวกเรา ในขอบเขตเดียวกัน วิชายุทธ์ของพวกมันแปลกประหลาดและดูถูกไม่ได้”
“อืม ข้าจะระวัง”
เมื่อกลับไปถึงร้าน สวี่หยางหยิบป้ายควบคุมสัตว์อสูรออกมาเพื่อสื่อสารกับหนูสุ่ยหลิง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หนูสุ่ยหลิงซ่อนอยู่ใต้ดินในที่พักของหลินหวั่นชิง ภายใต้การสังเกตการณ์ของมัน ทำให้ทราบทุกการเคลื่อนไหวของนาง
ยกตัวอย่างเช่น หลินหวั่นชิงออกไปซื้อของในวันแรก นางพบเด็กยากจนสองคนบนถนนก่อนจะมอบเศษหินวิญญาณให้
ในวันที่สอง หลินหวั่นชิงซื้อตำรามาอ่านก่อนจะมอบให้กับเด็กไร้บ้าน
ในวันที่สาม นางประสบกับความเจ็บปวดสุดแสนจนร่ำไห้อยู่ที่บ้านทั้งวัน
หลังจากได้รับการติดต่อของสวี่หยาง หนูสุ่ยหลิงก็กลับมาทันที
“ดมกลิ่นนี้ที”
สวี่หยางปล่อยให้หนูสุ่ยหลิงดมกลิ่นพิเศษบนร่างกายของเขา
ทันใดนั้น มันก็กระวนกระวายขณะส่งสารหาสวี่หยาง
มันได้กลิ่นนี้ใกล้กับที่พักของหลินหวั่นชิง
สวี่หยางหรี่ตา “ตรงไหน?”
……
ผ่านไปสักพัก หนูสุ่ยหลิงก็มาถึงบ้านใกล้กับที่พักของหลินหวั่นชิงซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับแม่น้ำสายเล็ก
ภายในห้องลับของบ้านดังกล่าว ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีกระดูกหน้าผากนูนและผมเผ้ายุ่งเหยิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะขณะถือกะโหลกสีดำ โดยข้างกายมีชามโลหิตสีดำที่เดือดพล่านและแผ่ควันสีขาวออกมาสองใบ
“น่าแปลก ด้วยความแข็งแกร่งของหลินหวั่นชิง หากโดนพิษของข้าไปก็น่าจะตายไปนานแล้ว แม้กระทั่งผู้มีความแข็งแกร่งขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังเผชิญกับความยากลำบาก แต่นางก็ยังรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ หรือว่าตระกูลสวีใช้อุบายบางอย่างในการยืดชีวิตเอาไว้? แต่ว่ากันตามหลักแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตระกูลสวีจะช่วยนางซึ่งเป็นคนต่างแซ่ไปทำไม? มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
ผู้หญิงคนนั้นพึมพำ กลิ่นโลหิตเข้มข้นอบอวลอยู่ในห้อง โลหิตสีดำลอยอยู่ตรงหน้านางทันทีที่ยื่นมือออกไป อึดใจต่อมา พวกมันก็ทะลวงเข้าสู่หัวกะโหลกบนมือของนาง
“ห้าวัน อีกห้าวันเท่านั้น หากหลินหวั่นชิงยังไม่ตาย เช่นนั้นข้าจะจับนางเพื่อดูว่ามีโอสถวิเศษแบบใดอยู่กันแน่”
“หืม??”
ทันใดนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงเสียงประหลาดดังมาจากสวนหลังบ้าน
“นั่นใคร?”
นางเพียงยกมือก็มีตะขาบทะยานออกไป ไม่ช้าก็พบหนูสีน้ำตาลเทาตัวเล็กอยู่ในสวนหลังบ้าน มันรีบมุดรูหนีออกไปด้วยความตระหนก
“ก็แค่หนูตัวหนึ่ง”
……
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
หนูสุ่ยหลิงกลับมาหาสวี่หยางขณะรายงานสิ่งที่เห็นและได้ยินให้ฟัง
สวี่หยางตกตะลึง!!
ในที่สุดก็พบผู้บำเพ็ญมารแล้ว
เขาไม่คาดคิดว่าผู้บำเพ็ญมารจะเป็นสตรี รวมถึงไม่คาดคิดว่านางจะอาจหาญถึงขั้นซ่อนตัวถัดจากที่พักของตระกูลสวีไปไม่เท่าไหร่
“แต่เจ้าถูกผู้บำเพ็ญมารพบเข้าแล้ว ข้าไม่รู้ว่านางจะเคลื่อนไหวหรือไม่ เสี่ยวเฉียง เจ้าช่วยจับตาต่อหน่อยเถิด แต่คราวนี้รักษาระยะห่างเอาไว้…”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
หนูสุ่ยหลิงจากไปอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางส่งสารหาสวีเหวินเผิงเพื่อบอกเรื่องที่พบตัวผู้บำเพ็ญมารให้ทราบ
ความจริง หนทางดีที่สุดก็คือส่งสารหาสวีจื่อรั่ว แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้คุณหนูใหญ่ปิดด่านฝึกฝนอยู่ ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงติดต่อสวีเหวินเผิงที่คุ้นหน้าค่าตาเป็นอย่างดี
“ว่าอะไรนะ ผู้บำเพ็ญมารหรือ!!”
สวีเหวินเผิงตกตะลึง เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะสร้างผลงาน
“พี่สวี่ หลังจากได้รับข้อมูลแล้ว ข้าจะขอให้ผู้นำตระกูลจัดการผู้บำเพ็ญมารทันที”
สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็นเรื่องดีที่สวีเหวินเผิงไปขอให้ผู้นำตระกูลลงมือ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน หากลงมือขึ้นมา ผู้บำเพ็ญมารย่อมไม่สามารถหนีพ้นแน่
“ผู้บำเพ็ญมารคล้ายกับหายไปจากโลก ต่อให้ผู้นำตระกูลทำการสอบสวนด้วยตัวเองก็ยังไม่พบอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือมันน่าจะยังอยู่ในเมือง เพราะเมื่อเช้านี้ผู้นำตระกูลสั่งให้ปิดเมืองชั้นใน จึงไม่น่าจะออกไปไหนได้”
สวีเหวินเผิงประสานมือให้กับสวี่หยางอย่างหนักแน่น “พี่สวี่ ข้ามาที่นี่ในครั้งนี้ก็เพื่อสอบถามว่าเจ้ารู้ตำแหน่งของผู้บำเพ็ญมารได้อย่างไร เจ้าสามารถตามหาอีกครั้งได้หรือไม่?”
สวี่หยางส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าโชคดีก็เลยเจอตัวเข้า แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเจอง่ายอีกหรือไม่?”
ในความจริง เขาเพิ่งส่งหนูสุ่ยหลิงไปตรวจสอบ
สวีเหวินเผิงทำเสียเรื่องมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นเขาจะไม่ยอมคุยเรื่องนี้อีกเป็นหนที่สอง นอกจากนี้ กลิ่นของผู้บำเพ็ญมารคล้ายกับหายไป แม้หนูสุ่ยหลิงจะวนเวียนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่พบอะไร
……
ขณะสวี่หยางและสมาชิกตระกูลสวีทั้งหลายกำลังตามหาตำแหน่งของผู้บำเพ็ญมาร หญิงชราผู้หนึ่งในชุดซอมซ่อกำลังทำความสะอาดอยู่ในส่วนลึกของลานบ้าน
เบื้องหน้าของนางมีกลุ่มสมาชิกตระกูลสวีที่กำลังเตรียมจะออกไปค้นหาผู้บำเพ็ญมาร
“เร่งมือเข้า ผู้นำตระกูลมีคำสั่งให้ปิดเมือง พวกเราต้องหาผู้บำเพ็ญมารให้ได้ก่อนฟ้าจะมืด”
“เจ้าพวกโง่อยากตามหาข้าหรือ แต่ข้าอยู่ตรงหน้าแล้วก็ยังไม่สังเกตเห็นกันอีก!”
หญิงชราเย้ยหยัน “แต่ข้าถูกพบตัวได้อย่างไร?”
นางไม่เข้าใจเลยสักนิด
ในความจริง นางก็อยู่ในภาวะหวาดกลัวเช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะสายลับของตระกูลสวีมาแจ้ง เมื่อคืนนางก็อาจจะตายไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ ปราชญ์หน้าหยกใช้พิษเพื่อควบคุมคนของตระกูลสวีเอาไว้ห้าคน!
ตอนนี้เขาตายแล้ว นางผู้รู้วิธีถอนพิษดังกล่าวจึงส่งสารหาห้าคนนั้นเพื่อทำการควบคุมและนำมาใช้งานได้สำเร็จ
เมื่อคืน นางได้รับสารจากสายลับว่าผู้นำตระกูลสวีกำลังจะมาจับตนด้วยตัวเอง เพราะงั้นจึงสามารถหลบหนีออกมาได้ทันการณ์
สายลับก็ไม่ทราบเช่นกันว่าอีกฝ่ายพบตัวนางได้อย่างไร
หลังจากนั้นนางก็คาดเดาในใจว่าอาจจะมาจากกลิ่นหรือวิธีพิเศษ ตนเองจึงทำการชำระล้างกลิ่นกายออกเผื่อเอาไว้
ตอนนี้นางอยู่ในลานบ้านที่หลินหวั่นชิงพักอาศัย!
นางสังหารสาวใช้แก่ผู้กำลังทำความสะอาดก่อนจะสวมหน้ากากหนังมนุษย์ ตอนนี้ไม่มีใครทราบว่าผู้บำเพ็ญมารอยู่ภายในที่พักของตระกูลสวี
ในตอนนี้ นางสังเกตเห็นว่าหลินหวั่นชิงได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่ก่อนจะจากไป
นางขมวดคิ้ว
หลินหวั่นชิงเพิ่งเผชิญกับความเจ็บปวดสุดแสนเพราะพิษมา ตอนนี้นางจะไปไหนได้?
นางรู้สึกว่าสาเหตุที่หลินหวั่นชิงสามารถรอดจนมาถึงตอนนี้ได้อาจเป็นเพราะมีคนภายนอกให้การช่วยเหลือ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าไปหาสวี่หยางอีก เขาบอกว่าไม่มีทางรักษาพิษข้าได้!”
ตอนนี้ หลินหวั่นชิงตะโกนด้วยเสียงอ่อนแรง
“มีเพียงสวี่หยางที่สามารถช่วยเจ้าในตอนนี้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลองดูอีกสักครั้งเถิด”
“ใช่แล้ว ไปเถอะ”
“แต่ว่า…” แม้หลินหวั่นชิงไม่อยากสร้างปัญหาให้สวี่หยางอีกแล้ว แต่นางก็อ่อนแรงเกินกว่าจะขัดขืน
“สวี่หยาง เป็นสวี่หยางอีกแล้ว” สตรีในสวนแค่นเสียงลอดไรฟัน ขณะจับจ้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน