เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 89

บทที่ 89 ทำลายผู้บำเพ็ญมาร! ทุ่มหมดหน้าตัก!

ช่วงเที่ยงวัน พระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า อากาศแจ่มใส

บนชายคาร้าน ไม่ทราบว่ารังนกปรากฏตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พวกมันส่งเสียงร้องเรียกดังระงม

หลังจากกลับถึงบ้าน หนูสุ่ยหลิงอยากขุดรังนกอยู่หลายครั้ง แต่หลินอวี้เข้ามาห้ามพร้อมฟาดสั่งสอนไปหลายหนเพื่อให้จำขึ้นใจ

ในตอนนี้ แม้สวี่หยางกำลังสร้างความสำราญให้กับลูกค้า แต่จิตใจของเขากลับฟุ้งซ่านไปไกล มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หากผู้บำเพ็ญมารไม่ถูกจัดการในวันนี้ มันก็ไม่ต่างกับมีก้อนหินกำลังกดทับหัวใจ

ผ่านไปสักพัก ลูกค้าจ่ายหินวิญญาณสามสิบสองก้อนเพื่อซื้อโอสถวิญญาณสองชุด

ทันทีที่ลูกค้าจากไป พวกเขาทั้งสามก็เข้าห้องที่อยู่ด้านหลัง

“เถ้าแก่สวี่ โปรดให้การช่วยเหลือด้วย!!”

คนที่มาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลินหวั่นชิงกับพ่อแม่ของนาง

เขาไม่ได้เห็นหลินหวั่นชิงมาสามวัน ในตอนนี้ ริมฝีปากของนางเป็นสีดำและม่วงสนิท ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ลมหายใจเข้าออกไม่สม่ำเสมอ

ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป นางอาจตายภายในสิบวัน

สวี่หยางขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบปัญหาเช่นนี้

เพราะว่ากันด้วยเหตุและผล ข้อตกลงระหว่างเขากับหลินหวั่นชิงเป็นอันสิ้นสุดแล้ว ทำให้ไม่มีภาระผูกพันที่ต้องช่วยอีกต่อไป

“ท่านลุงท่านป้า ข้าเห็นใจสถานการณ์ของพวกท่าน ข้าเองก็อยากให้การช่วยเหลือสหายเต๋าหลิน แต่ความสามารถที่มีนั้นจำกัด จึงเป็นการยากที่จะช่วยให้รอดชีวิตได้”

สวี่หยางถอนหายใจเล็กน้อยขณะเตรียมส่งแขก

“เถ้าแก่สวี่ ลองอีกสักครั้ง หากไม่ได้ผลจริง โปรดช่วยแนะนำยอดฝีมือจากสำนักชิงหยางให้พวกข้าที”

พ่อของหลินหวั่นชิงเอ่ยคำด้วยความกระวนกระวาย “ขอเพียงให้การช่วยเหลือ ข้า… ข้าสามารถมอบความลับยิ่งใหญ่กับผลประโยชน์มหาศาลให้กับเจ้าได้”

“ความลับยิ่งใหญ่หรือ?”

หลินหวั่นชิงตระหนักบางอย่างได้ ทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้าง “ท่านพ่อ…”

“หวั่นชิง ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะดีแค่ไหน แต่มันก็เทียบไม่ได้กับชีวิตของเจ้า!!”

พ่อของหลินหวั่นชิงสูดหายใจเข้าก่อนจะชี้ไปที่ข้างในร้าน “เถ้าแก่สวี่ พวกเราไปคุยกันในร้านดีกว่า!”

สวี่หยางตระหนักได้ว่าตระกูลนี้มีผลประโยชน์มหาศาล ด้วยเหตุนั้นอีกฝ่ายจึงมั่นใจพอจะมาขอความช่วยเหลือจากเขา

‘เอาเถอะ ลองดูสักหน่อยก็แล้วกัน’

สวี่หยางลอบพยักหน้าก่อนจะเอ่ยคำกับเสิ่นม่านอวิ๋นผู้อยู่ข้างกาย “อวิ๋นเอ๋อร์ ช่วยพาสหายเต๋าหวั่นชิงเข้าไปในบ้านที”

“ได้เลย”

เมื่อเข้ามาในลานบ้าน สวี่หยางรินชาให้หลินหวั่นชิงกับครอบครัว หลังจากนั่งลงแล้วก็เอ่ยถามทันที “ก่อนอื่นเลย ข้าบอกก่อนว่าไม่สามารถขอร้องสำนักชิงหยางได้ แต่ข้าสามารถยืดชีวิตของสหายเต๋าหลินได้สักระยะ แต่ต้องทราบก่อนว่าการทำแบบนี้ต้องใช้พลังงานค่อนข้างมาก”

พ่อของหลินหวั่นชิงมีสีหน้าขมขื่น “พวกข้ามีแผนที่สมบัติ มันคือถ้ำของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน!”

หัวใจของสวี่หยางเต้นระรัว “กี่ปีหรือ?”

“อย่างต่ำก็สองร้อยปี!”

“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนที่สมบัตินี้เป็นของจริงหรือของปลอม?”

“ข้าสามารถให้ครึ่งหนึ่งก่อนเพื่อให้เจ้ามุ่งหน้าไปยังสถานที่นั้นได้ จากนั้นก็ดูว่ามีถ้ำของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานจริงหรือไม่! ส่วนอีกครึ่งคือโครงสร้างภายในถ้ำ หากไม่มีส่วนนี้ ต่อให้พบทางเข้าถ้ำก็ต้องเจอกับดักมากมาย”

ตึก ตึก ตึก…

หลังจากได้ฟังคำของอีกฝ่าย สวี่หยางก็เคาะนิ้วกับโต๊ะ พูดตามตรง เขาไม่ได้สนใจแผนที่สมบัติ

แม้สมบัติจะเป็นของดี แต่ก็ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง

ตอนนี้เขาเป็นอมตะและมีเวลาอยู่ข้างเขา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อสมบัติดังกล่าว

ทว่าต่อให้ไม่อยากไป เขาก็สามารถเอาแผนที่สมบัติไปขายได้ไม่ใช่หรือ?

หากแผนที่สมบัตินี้เป็นของจริง อย่างน้อยก็น่าจะขายได้สักหมื่นหินวิญญาณใช่หรือไม่?

เขากับเสิ่นม่านอวิ๋นต่างวางแผนที่จะสร้างรากฐาน แน่นอนว่ายิ่งหินวิญญาณมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

เมื่อคิดได้ดังนี้ สวี่หยางก็มองหลินหวั่นชิงแล้วเอ่ยคำ “เอาละ เอาสมบัติแผนที่มาแล้วข้าจะพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ!”

“เจ้าสามารถยืดชีวิตของข้าได้นานแค่ไหน?”

“ข้ามั่นใจว่าได้ถึงสามเดือน แต่ถ้าผ่านไปสามเดือนแล้วยังหาทางไม่ได้ก็ปล่อยวางเถอะ” สวี่หยางเอ่ย

“ดี ดีมาก”

สามเดือนก็มากพอแล้ว

ตราบใดที่มีเวลา นางก็ตัดสินใจที่จะออกไปข้างนอกเพื่อตามหายาถอนพิษ

จากนั้นสวี่หยางจึงกระตุ้นเคล็ดวิชาหล่อเลี้ยงปราณพฤกษาวารี ถ่ายพลังวิญญาณธาตุไม้เข้าสู่ร่างของหลินหวั่นชิงอีกครั้ง เมื่อสัมผัสได้ว่าพิษในร่างหายไปทีละน้อย นางที่อ่อนแอยิ่งก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับผิวพรรณที่ดูดีขึ้นทันตา!

ริมฝีปากสีดำม่วงปรากฏเลือดฝาด ใบหน้าซีดเซียวก็กลายเป็นสีชมพูระเรื่อ

“ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก”

หลินหวั่นชิงลุกขึ้นเดินได้อย่างน่าประหลาด

พ่อแม่ของนางร่ำไห้ด้วยความยินดีขณะกอดลูกสาวเอาไว้

จากนั้น พวกเขาพลันคุกเข่าต่อหน้าสวี่หยาง

“ไม่ต้องสุภาพหรอก” สวี่หยางถอนหายใจขณะหันไปเอ่ยกับหลินหวั่นชิง “มีบางอย่างที่ข้าต้องบอกเจ้า”

เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อแม่ของนางก็ปล่อยให้ทั้งสองได้คุยกันตามลำพัง

สวี่หยางเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้ฟัง “ผู้บำเพ็ญมารคนนั้นอาศัยอยู่ใกล้บ้านเจ้า ตอนนี้นางหลบหนีไปแล้ว เกรงว่าเจ้าจะโดนหมายหัวไปด้วย”

“ถึงจะมีเวลาเพียงแค่สามเดือน แต่ถ้าไม่ได้ผลจริง ข้าก็ยังมีแผนอยู่อีก”

สวี่หยางขมวดคิ้ว “โอ้? ลองบอกข้าสิ”

หลินหวั่นชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “นางจะฆ่าข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ข้าเลยคิดว่าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ!!”

“เจ้าไม่กลัวหรือ?”

“กลัวสิ แต่ก็ดีกว่าอยู่ด้วยความหวาดกลัวไปตลอดกาล”

“ดี ข้าจะช่วยเจ้าและไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นแน่นอน”

ใบหน้าของหลินหวั่นชิงปรากฏรอยยิ้มขึ้น “เช่นนั้นก็ขอบคุณสหายเต๋าสวี่ที่ให้การช่วยเหลือ”

……

หลังจากหลินหวั่นชิงกลับไป นางประกาศต่อสาธารณะว่าพิษในร่างใกล้จะหายดีแล้วหลังจากรับการรักษาด้วยยาถอนพิษ!

ดังนั้นนางจึงประกาศว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สมาชิกตระกูลสวีต่างประหลาดใจ พวกเขาไม่คาดคิดว่าอาการป่วยของหลินหวั่นชิงจะหายขาดได้!

“ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงระดับหนึ่งหรือ มั่งคั่งไม่เบาเลยนี่ ไม่สงสัยเลยที่สามารถคบหาศิษย์สำนักชิงหยางได้ แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก”

ผู้บำเพ็ญหญิงเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น ปากสีดำมีกลิ่นโลหิตโชยออกมา

ธารโลหิตสีดำอีกสายพุ่งออกจากร่างก่อนจะกระแทกเข้าใส่ร่มพันกล พลังวิญญาณของมันก็ถูกกำราบจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ในเวลาเดียวกัน หัวกะโหลกสีดำปรากฏในค่ายกลของนาง มันส่งเสียงกรีดร้องขณะโจมตีไปที่หลังห้อง

“ผู้บำเพ็ญมารประเภทนี้รับมือยากเสียจริง”

สวี่หยางเกิดความกังวล ระดับการต่อสู้ที่ผู้บำเพ็ญมารสำแดงออกมาอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดเท่านั้น แต่อุบายที่ใช้กลับแปลกประหลาด ดูจากพลังต่อสู้แท้จริงแล้วคงไม่น้อยไปกว่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า

นี่คือศัตรูที่ทรงพลัง!!!

เมื่อเห็นว่าร่มพันกลคล้ายกับถูกกัดกร่อนโดยกลิ่นอายมารจนพลังวิญญาณลดลงอย่างต่อเนื่อง สวี่หยางก็หยิบกระดานค่ายกลออกมา

แต่ในตอนนี้ หัวกะโหลกก็พุ่งเข้าหาเขา ทันทีที่เข้าใกล้ พวกมันก็งอกแขนขาแล้วโจมตีด้วยฟันกับกรงเล็บอันแหลมคม

เครื่องรางป้องกันที่สวี่หยางเพิ่งบดขยี้ไปไม่สามารถต้านไว้ได้ถึงอึดใจ แต่โชคดีที่ในยามวิกฤตยังมีโล่ไม้ศิลา เกิดชั้นแสงสีเหลืองอ่อนปรากฏขึ้นเพื่อปัดป้องหัวกะโหลกทั้งหลายก่อนจะสำแดงฤทธิ์พร้อมกัน ด้วยพลังวิญญาณแก่กล้า ทำให้กลุ่มหัวกะโหลกถูกกระแทกกลับไปพร้อมส่งเสียงคร่ำครวญก่อนจะแตกสลายหัวแล้วหัวเล่า

“อะไรน่ะ??”

ผู้บำเพ็ญหญิงตกตะลึง

“ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ประเภทโล่ขั้นกลางระดับสอง เจ้าช่างมีของดีมากมายเหลือเกิน!!”

น่าตกตะลึง น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง

ในตอนนี้ สวี่หยางเป็นเพียงแกะอ้วนตัวใหญ่ในสายตาของนาง

สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เขามีโล่ไม้ศิลาอยู่กับตัว หาไม่แล้วก็คงเจ็บตัวอย่างแน่นอน

ในตอนนี้ เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ยืนอยู่ข้างกายเขา คนหนึ่งถือกระบี่ อีกคนควบคุมหุ่นเชิดสังหารคอยช่วยคุ้มกันอีกแรง

คนหนึ่งช่วยโจมตี ส่วนอีกคนใช้หุ่นเชิดช่วยป้องกัน

นี่คือผลลัพธ์จากการฝึกพิเศษที่สวี่หยางมอบให้ภรรยาทั้งสอง

ถึงกระนั้น สวี่หยางก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากผู้บำเพ็ญมารคนนี้

‘ต้องรีบจบการต่อสู้ให้ไว!!’

สวี่หยางทราบดีว่าผู้บำเพ็ญมารแปลกประหลาดยิ่งและมีแนวโน้มที่จะหลบหนีได้ค่อนข้างสูง

หากหลบหนีไปได้อีกก็เป็นการยากที่จะตามหาตัวเจอ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงกัดฟันแล้วใช้ยันต์แสงทองระดับสอง!!

นี่คือยันต์แสงทองที่สามารถจัดการกับยอดฝีมือที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้ มันคือไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุด

ทว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ยันต์แสงทองถูกโยนออกไป พลังอันมหาศาลก็จัดการหัวกะโหลกตรงหน้าได้ทันที

เสียงร้องโหยหวนน่าขนลุกหายไป แม้กระทั่งกลิ่นฉุนของโลหิตก็มลายสิ้น

“นี่มันอะไรกัน??”

ผู้บำเพ็ญหญิงตกตะลึง นางถึงขั้นรู้สึกว่าค่ายกลทะเลโลหิตกำลังเผยท่าทีว่าจะพังทลาย

นี่คือค่ายกลทะเลโลหิตที่นางสร้างด้วยเลือดเนื้อและหัวกะโหลกของผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมาก อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณเลย แม้กระทั่งขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังถูกกักขังได้

“เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้!”

ตอนนี้ค่ายกลทะเลโลหิตรวมถึงกลิ่นเลือดเนื้อกำลังพังทลาย หัวกะโหลกซึ่งอยู่ในดวงตาค่ายกลทั้งเจ็ดล้วนแตกสลาย แล้วพลังยุทธ์ทั้งหมดก็สูญสลายจนเหลือเพียงความว่างเปล่า

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน