“เจ้าคงไม่ได้หวังจะให้จ้าวลัทธิตายสินะ” ติงอี้มองหมูตัวนี้ สายตา ที่มองดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
ศิษย์พี่สองเอ่ยขึ้นอย่างขี้เกียจ “ยังต้องให้พูดอีกหรือ? แต่ว่า ภัย พิบัติอย่างนี้ไม่ตายง่ายๆ แน่ ขนาด ‘ค่ายกลไร้กําเนิดลําดับสาม’ ยังอยู่ ในมือของเขาเลย ในเมืองพายุดารา คนที่จะสังหารเขาลงได้มีอยู่ไม่ เท่าไร เจ้าวางใจเถอะ”
ติงอี้จ้องมองเขา หยุดสิ่งที่จะพูดลง
ศิษย์พี่สองเอ่ยต่อ “ทําไม เจ้าไม่เชื่อหรือไร เจ้ามนุษย์สามัญผู้น่า สงสาร ไม่ได้รู้ถึงพลานุภาพของ ‘ค่ายกลไร้กําเนิดลําดับสาม’ เอา เสียเลย ต่อให้เป็นขั้นราชา เมื่ออยู่ต่อหน้าค่ายกลนี้ก็ยังต้องคุกเข่าร้อง หาบิดา”
ติงอี้ยังคงขมวดคิ้ว
ศิษย์พี่สองเห็นเขายังอยู่ท่าทีเดิม จึงไม่พูดอะไรต่ออีก จุ๊ปากพูดขึ้น “เฮ้อ ช่างเถอะ พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ เจ้าคนสามัญที่น่าสงสาร”
ติงอี้เอ่ยขึ้นบ้าง “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ทันระวัง”
ศิษย์พี่สอง “หา?”
“ที่เจ้าเพิ่งกินไปเมื่อครู่ มันคือเนื้อหัวหมู” ติงอี้ชี้ไปที่จานด้านหน้า ศิษย์พี่สอง
ศิษย์พี่สอง “???”
จากนั้นสีหน้าของเขาได้มีสีสันหลากหลายขึ้นมา
ใบหน้าของภูตหมูตนนี้ มีอาการงุนงงปรากฏขึ้นมาก่อนเหมือน สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็ฯหวาดกลัว ท้ายสุด ก็เหมือนกับกินขี้ลงไป รีบร้อนล้วงคอตนเอง อาเจียนแห้งๆ อย่างบ้า คลั่ง
เขาเป็นภูตหมูจําแลงกาย แต่กลับกินเนื้อหมูเนี่ยนะ?
กินเนื้อของพวกเดียวกันเอง?
“อ๊า เจ้าพ่อครัวบ้าเอ๊ย อาหารนี้ไม่ใช่ว่าชื่อ ‘ใบหน้าเซียน’ หรือไร ข้าจะไปกุดหัวมันเดี๋ยวนี้” ศิษย์พี่สองอาเจียนจนมึนหัว โหยหวนราวผี ครวญ ท้ายสุดจึงกลับคืนร่างเดิม ใบหน้าซีดขาว สีหน้าหมดอาลัยตาย อยากในชีวิต เหมือนกับสูญเสียพรหมจรรย์ไปอย่างไรอย่างนั้น จิตใจ ล่องลอย
ติงอี้เอ่ยต่อ “ข้าคิดว่าเจ้ารู้แล้ว”
ศิษย์พี่สองเป็นฟืนไฟขึ้นมา “เจ้าจงใจแน่ๆ ทําไมไม่บอกก่อน กัน?”
ติงอี้ตอบกลับ “ก็เจ้าเอาแต่พูด ข้าแทรกไม่ได้เลย” ศิษย์พี่สอง “…”
… …
ในวังเล็กใต้ดินที่ซ่อนเร้นเอาไว้แห่งหนึ่ง สีหน้าจั่วชิงชิงร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขามาถึงคลังลับของสํานักดาราแปดดินแดนได้ราวหนึ่งชั่ว ยามแล้ว
แต่ว่าหลี่มู่ยังไม่ได้กลับมารวมตัวกับพวกเขา สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร กัวอวี่ชิงนั่งขัดสมาธิเคลื่อนปราณทําการรักษาอยู่บนเบาะรองนั่ง
“พี่กัว ออกไปดูเสียหน่อยดีไหม ด้านนอกฟ้าสว่างแล้ว อาจจะได้ ข่าวอะไรบ้าง” หลังจากรอไปอีกหนึ่งชั่วยาม จั่วชิงชิงเริ่มทนไม่ไหวแล้ว จริงๆ
กัวอวี่ชิงลืมตาขึ้น สั่นศีรษะไม่พูดจา
ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ห้ามออกไปเด็ดขาด
เขาเชื่อมั่นในตัวหลี่มู่ว่าจะพลิกสถานการณ์ได้แน่นอน
ตอนอยู่ที่แผ่นดินใหญ่เสินโจว หลี่มู่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ ที่อันตรายกว่านี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทว่าเขาก็พลิกร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนแปลงไปได้ราวปาฏิหาริย์อยู่เสมอ
ครั้งนี้ ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น
ที่สําคัญกว่าก็คือ ตราหยกบนหน้าอกของเขาชิ้นนั้น ยังคงมีจิต อบอุ่นอยู่เป็นระยะ สมบูรณ์แบบไร้ริ้วรอย
นี่อธิบายได้ว่าน้องสามยังคงมีชีวิตอยู่ และยังปลอดภัยดี
ถ้าหากพวกตนเองออกไปตอนนี้ ในขณะที่การค้นหาจับกุมของวัง ประสานฟ้าอยู่ในสภาพเข้มงวดที่สุด ก็ไม่แตกต่างจากโยนตัวเองลงไป ในตาข่าย และยิ่งกลายเป็นตัวถ่วงให้กับน้องสามอีกด้วย
ต้องรอจนกว่าวังประสานฟ้าจะรู้สึกว่านานไปก็ไร้ผล ขณะที่การ ค้นหาเริ่มเกิดการขี้เกียจ จึงค่อยออกไปหาข่าวสาร จึงจะเป็นตัวเลือกที่ ดีที่สุด
ปีที่แล้ว กัวอวี่ชิงเคยถูกสํานักเทพต่างๆ ถูกคนจากเก้ายอดไล่ล่า ล้อมสังหารในแผ่นดินใหญ่เสินโจว ประสบการณ์ในด้านนี้ของเขาจึงถือ ว่ามากพอตัวอยู่
…
…
หลี่มู่ถูกขังเอาไว้ในห้องประหลาดห้องหนึ่ง
กําแพงหินสี่ด้าน กลิ่นยาลอยคลุ้งทั่วอากาศ
เขาสังเกตอยู่นานจึงยืนยันได้ ว่าที่นี่น่าจะเป็นห้องโอสถห้องหนึ่ง บนกําแพงหินอ่อนสีขาว มีการตีตราหยินหยางปากว้า หม้อกลั่นโอสถ ทองเหลืองใบหนึ่ง ตั้งอยู่กลางตาค่ายกลของค่ายกลดาราขนาดใหญ่บน พื้น ค่ายกลนี้เปล่งความร้อนออกมาวูบวาบ หลี่มู่เดาว่า มันน่าจะดึงเอา พลังความร้อนจากชีพจรดินใต้ดินเพื่อมาเพิ่มความร้อนให้แก่หม้อกลั่น โอสถทองเหลือง
หม้อกลั่นโอสถทองเหลืองสูงประมาณเจ็ดฉื่อ รูปทรงน�าเต้าคู่ น�าเต้าด้านบนประมาณสิบฉื่อ น�าเต้าด้านล่างใหญ่กว่า เส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณยี่สิบฉื่อได้ ด้านซ้ายสีทึมๆ ด้านขวาสีสว่าง ลักษณะ รวมแบบหยินหยางแห่งเต๋า บนผิวนอกมีค่ายกลอักขระอันลึกลับ บางส่วนหล่อเอาไว้ ปราณโบราณไหลเวียน เพียงแค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่ง ธรรมดา อย่างน้อยต้องเป็นสมบัติระดับสมบัติวิญญาณแน่
เนื่องจากที่แหกคุกไปก่อนหน้าอย่างไม่ทันระวังเป็นเหตุ ดังนั้นการ จับตาดูหลี่มู่จึงถูกยกระดับขึ้นมา
บนร่างของเขามีเครื่องพันธนาการเพิ่มมาอีกสามชิ้น และยังพันรัด รอบตัวด้วยโซ่เหล็กอักขระพิเศษอีกหลายเส้น มัดเขาจนเหมือนขนม จ่างอย่างไรอย่างนั้น
เขายังไม่ได้ดิ้นรนให้หลุดจากของเหล่านี้ แต่ได้ดีดตัวขึ้นมา เหมือนกับผีดิบกองก๋อย ใช้หัวเข่ากระโดดไปมารอบๆ ห้องโอสถนี้
ซีกซ้ายของห้องโอสถ มีแท่นวางของโบราณขนาดยักษ์ ด้านบน วางเรียงรายด้วยขวดด้วยกระป๋อง สีหยกมรกต งานช่างประณีตเล็ก ใหญ่ไม่เหมือนกัน มียันต์ปิดผนึกเอาไว้ที่ปากขวดทุกใบ เห็นได้ชัดว่า ด้านในถ้าไม่ใช่บรรจุยาลูกกลอนที่กลั่นจนเสร็จไปแล้ว ก็คงจะเป็นตัว ยาหายากบางอย่าง มูลค่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“รสชาติไม่เลว กรุ๊บๆ เหมือนถั่วทอด” หลี่มู่จงใจยั่วโมโหเขา เอ่ย ต่อว่า “ยังมีอีกไหม?”
ปราณกระบี่ปลายนิ้วเฝิงเจิ้งไหลเวียนพุ่งออกมา คิดที่จะบดขยี้ห ลี่มู่เป็นหมื่นๆ ชิ้นด้วยนิ้วเดียว
แต่กระบวนของเขาออกได้เพียงครึ่งเดียวก็หยุดลงกะทันหัน
“เหอๆ ข้ารู้ว่าเจ้ามีร่างอมตะ ข้าสังหารเจ้าไม่ได้” เฝิงเจิ้งจู่ๆ ได้ หัวเราะขึ้นมา เอ่ยต่อว่า “แต่อย่าคิดว่าข้าจะทําอะไรเจ้าไม่ได้ ไม่เป็นไร ถือเสียว่า ‘ลูกกลอนทองเก้ากระบวน’ สามเม็ดนี้ฝากไว้ในร่างของเจ้า ชั่วคราว จะช้าเร็วข้าก็สามารถนํามันออกมาได้…”
เขาหัวเราะร่า ชี้ไปยังน�าเต้าหยกบนโต๊ะโบราณเอ่ยขึ้นว่า “ในนี้ ล้วนเป็นยาลูกกลอนที่ข้าหล่อหลอมขึ้นในช่วงหลายปีนี้ ถ้าเจ้าชอบกิน ก็กินเสียให้หมด ฮ่ะๆ ไม่ต้องเกรงใจ”
หลี่มู่มองเฝิงเจิ้งอย่างตกตะลึง ยังคิดว่าตนเองฟังผิดไป
เกิดอะไรขึ้น?
ตาเฒ่านี่ไม่ได้กินยาผิดขวดใช่ไหม หรือว่าโดนตนเองยั่วโมโหจน สติแตกไปแล้ว?
ใจกว้างขนาดนี้เชียว?
เฝิงเจิ้งมองหลี่มู่ด้วยสายตาร้อนแรง พิจารณาร่างกายทั้งบนร่าง ของหลี่มู่ จุ๊ปากขึ้น ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายราวกับมองเห็นสมบัติ ที่สุดยอดอย่างไรอย่างนั้น
หลี่มู่รู้สึกตะลึงในใจ เกิดจินตนาการไม่ดีบางส่วนขึ้น สายตาเช่นนี้ ….ขยะแขยงจริง ตาเฒ่านี่คงไม่ได้เป็นรักร่วมเพศสินะ?
เขาถอยกรูด
นี่มันชักน่ากลัวขึ้นมาแล้วสิ
ใครจะคิดว่าเฝิงเจิ้งจะเอ่ยต่อว่า “กายเนื้อที่สมบูรณ์ จะต้องเป็น ร่างอมตะแน่ๆ ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไร กินตามสะดวก เจ้ารับเอายาลูกกลอน ไปมากเท่าไร ยิ่งรับเอาพลังส่วนที่ดีของหญ้าสมุนไพรไปมากเท่าไร อีก สามวัน ข้าจะเอาเจ้าลงหม้อแล้วหลอมให้เป็นลูกกลอนมนุษย์ ประสิทธิภาพหลังจากออกจากหม้อก็จะดียิ่งขึ้น ขอแค่สามารถหลอม ออกมาเป็น ‘ลูกกลอนเซียน’ ได้เม็ดหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะชดเชยกับ ‘ลูกกลอนสีทองเก้ากระบวน’ นับร้อยเม็ดแล้ว เหอๆ ฮ่าๆๆๆ ไม่ว่าเจ้า
จะเป็นใคร มาจากที่ไหน แต่ต้องยอมรับ ว่าเจ้าเป็นดาวแห่งโชคของข้า จริงๆ”
หลี่มู่เข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้ก็จะเอาข้าไปหลอมเป็นลูกกลอนหรือ? ลูกกลอนเซียน? ฟังดูเป็นชื่อที่ขู่เกทับกันจริง
ดังนั้นจึงบอกได้ว่าในสายตาของตาเฒ่านี่ ตนเองคือถังซัมจั๋งที่มี กล้ามเนื้อสินะ
หลี่มู่เลิกคิ้ว รู้สึกว่าเรื่องไม่ได้ดูง่ายดายเช่นนี้
แต่เฝิงเจิ้งเห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดอะไรมาก หยิบเอาสิ่งของที่มี มูลค่าอื่นๆ ในห้องโอสถออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงยาลูกกลอน ระเกะระกะให้หลี่มู่ อยู่ในท่าทีประมาณ ‘เจ้ากินได้ตามใจชอบไม่ต้อง เกรงใจข้า’ จากนั้นได้เพิ่มการปิดผนึกบนตัวหลี่มู่อีกหลายชั้น รับประกันว่าหลี่มู่จะไม่สามารถหลุดจากการปิดผนึกจนปราณแท้ฟื้ นฟู แล้วหนีออกไปจากห้องโอสถได้
ด้านนอกห้องโอสถ ยังมียอดฝีมือวังประสานฟ้าอีกมากมายคอย คุ้มกัน
หลี่มู่ก็ไม่เกรงอกเกรงใจจริงๆ กินยาลูกกลอนตุ้ยๆ เหมือนเคี้ยวถั่ว ไปด้วย นั่งคิดถึงปัญหาที่สําคัญที่สุดไปด้วย…. “นี่ข้าหนีอยู่หรือเปล่า หรือว่าหนีไป หรือว่าหนีไปดี?” ……………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา