เข้าสู่ระบบผ่าน

จอมศาสตราพลิกดารา นิยาย บท 602

ตึงๆๆ ด้านในเตาโอสถ มีเสียงสะเทือนหูแทบดับดังลอดออกมา เฝิงเจิ้งไม่ตกใจแต่กลับดีใจ

“ดิ้นรนเข้าไป ดิ้นรนให้สุดชีวิต เช่นนี้ พลังยาของสมุนไพรเทพต่าง ในร่างกายเจ้าจึงจะแสดงพลัง รวมตัว หลอมซ�า และผสานรวมเป็นหนึ่ง เดียว สร้างลําดับห่วงโซ่อักขระ จนกลายเป็น ‘ลูกกลอนเซียน’ ของข้า”

เขาล้วงเอาสมุนไพรวิญญาณจากในกล่องสมบัติออกมาอีก

สมุนไพรวิญญาณนี้รูปร่างลักษณะโค้งเหมือนสะพาน แปลกไม่ เหมือนใครอย่างมาก เปล่งประกายแวววาวเรียบลื่น เหมือนมรกตไร้ ตําหนิก้อนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เมื่อมองอย่างละเอียด ประกายเขียว ทั้งหมดล้วนละเอียดเหมือนเป็นห่วงโซ่อักขระอย่างไรอย่างนั้น ลักษณะ ที่มีมาแต่กําเนิด เต็มไปด้วยความงามท่วงทํานองแห่งธรรมชาติ

“ ‘หญ้าเซียนสะพานเทพ’!”

เฝิงเจิ้งพูดกับตนเอง “ต้นเดียวก็สามารถทําให้ผู้ฝึกตนขั้นแมลง ก้าวสู่ขั้นสามัญ สร้างสะพานเป็นตาย มูลค่ามหาศาล ถ้าหากเป็นเวลา ปกติ หญ้าเซียนเช่นนี้ข้าคงไม่กล้ามอบให้เจ้า อาจจะทําให้ขั้นของเจ้า ยกระดับขึ้น แต่ว่าตอนนี้…เหอๆ”

ใบหน้าเฝิงเจิ้ง ปรากฏความมั่นใจว่าควบคุมเรื่องทั้งหมดไว้แล้ว

เขาจงใจพูดให้หลี่มู่ที่อยู่ในหม้อโอสถได้ยิน

“ในร่างกายเจ้า เต็มไปด้วยพลังของยาสมบัติสมุนไพรเทพหลาย ชนิดแล้ว คงถึงขีดสุดแล้ว แค่เพิ่ม ‘หญ้าเซียนสะพานเทพ’ ลงไปอีก หนึ่งต้น ก็ปลิดชีวิตเจ้าได้แล้ว…ฮ่าๆ เป็นหญ้าเซียนเชียวนะ ปกติเจ้าคง จะอยากได้แม้กระทั่งในฝัน ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นสมุนไพรพิษ สําหรับชีวิตเจ้าเสียแล้ว ฮ่าๆ โกรธไหมล่ะ?”

ด้านในหม้อโอสถยังคงมีเสียงกระแทกโครมครามอยู่

ไม่มีการใครตอบกลับหาเขา

เฝิงเจิ้งยิ้มเหี้ยมเกรียม หยิบ ‘หญ้าเซียนสะพานเทพ’ ต้นนี้ใส่ลงไป ในเตาโอสถ

พริบตาที่หญ้าเซียนเข้าสู่เตาโอสถ ก็ถูกความร้อนแผดเผาในเตา หล่อหลอมจนกลายเป็นพลังงานสีเขียวอันแสนบริสุทธิ์ แทรกเข้าสู่ใน ร่างกายที่ร้องคํารามโหยหวนของหลี่มู่อย่างไม่รีรอ

หลี่มู่รู้สึกไปว่าตนเองเหมือนกับกลายเป็นภูเขาไฟที่กําลังจะระเบิด ยากที่จะควบคุมพลังในร่างกายได้อีกต่อไป

เขาฝืนทนความเจ็บปวดเอาไว้เพื่อให้ตนเองสงบลง ไม่มือไม้เป็น ระวิงจนหวดนั่นนี่อีก และแสดงท่าเริ่มกระบวน ‘หมัดยุทธ์แท้’ ออกมา

‘วิชาก่อนกําเนิด’ และ ‘หมัดยุทธ์แท้’ เป็นไพ่ใบใหญ่ที่สุดของหลี่มู่

และเป็นไพ่ตายสุดท้ายอีกด้วย

วิชาอันสุดยอดทั้งสอง สอดประสานกันและกัน ส่วนที่ยอดเยี่ยม ค่อยเกิดขึ้นทีละเล็กน้อย

วิชาหมัดที่หมุนเวียน ผลักดันให้พลังในกายเนื้อหมุนเวียน

การฝึกฝนวิชาท่ามกลางความเจ็บปวดที่ราวกับกระดูกป่นปี้ ไข กระดูกถูกสูบเช่นนี้ จําเป็นต้องมีจิตใจที่แน่วแน่และสติปัญญาที่ไม่น่า เชื่อ หากเป็นคนอื่นล่ะก็ ไฟโอสถเข้าสู่ร่างกาย ต่อให้ไม่ถูกเผาเป็นจุล ลําพังแค่ความเจ็บปวดเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะทําให้จิตวิญญาณพังทลาย ลงได้

ร่างมนุษย์ก็เหมือนเตาโอสถ

การหล่อหลอมยาล�าค่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร หลี่มู่ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะไร้ตัวตนไป ทุกที

ดวงตาของเขาไม่เหลือระยะจุดรวมแสง ไม่รับรู้ต่อวัตถุราวกับ วิญญาณออกจากร่าง ทว่าร่างกายยังคงแสดง ‘หมัดยุทธ์แท้’ อยู่ การ สอดประสานของลมหายใจทางปากและจมูกเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม เป็นจังหวะการหายใจของ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ไฟโอสถเข้าทางจมูกและ หายใจออกทางปาก

หากสังเกตอย่างละเอียดจะมองเห็นว่า เปลวไฟที่สูดเข้าและปล่อย ออก สีสันความสว่างนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

บางครั้งมีบางหมัดที่ซัดเข้ากับผนังของเตา จนเตาโอสถเกิดเสียง ตูมดังสนั่น

เฝิงเจิ้งที่อยู่ด้านนอกเมื่อได้ยิน ก็เข้าใจว่าหลี่มู่นั้นใกล้จะไม่ไหว แล้ว

อาการดิ้นรนแผ่วลง จนแทบจะทนต่อไปไม่ได้

เวลาอันเชื่องช้ากลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“สี่สิบเก้าวัน เหลือเพียงสามวันสุดท้ายแล้ว”

เฝิงเจิ้งอยู่ข้างๆ เตาโอสถตลอดไม่ห่างไปไหน คอยสังเกตอย่าง ละเอียดด้วยความระมัดระวัง

ทว่าในเตาโอสถกลับไม่มีเสียงใดๆ ออกมา นิ่งสงบไปแล้ว

กระทั่งกลิ่นอายแห่งชีวิตของหลี่มู่ ก็หายไปอย่างหมดจดแล้ว

แต่คลื่นพลังที่ทั้งคลุมเครือและแปลกประหลาด กลับลอดออกมา จากด้านในของเตาโอสถอย่างต่อเนื่อง

“ต้องเป็นคลื่นพลังของ ‘ลูกกลอนเซียน’ แน่นอน ไม่แตกต่างจาก บันทึกลูกกลอนเขียนเอาไว้เลย ฮ่าๆๆๆ…”

เฝิงเจิ้งดีใจจนแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้

วางแผนไว้นับสิบปี ภายใต้โอกาสอันเหมาะสม วันนี้กําลังจะได้เห็น ผลประจักษ์สายตาแล้ว

เขาติดอยู่ในขั้นนักรบมานาน ทะลวงออกไปไม่ได้ นี่เป็นความหวัง เดียวที่เขาจะเข้าสู่ขั้นขุนพล ขอแค่สําเร็จ เขาก็ก็สามารถช่วงชิงเอา ตําแหน่งเจ้าสํานักวังประสานฟ้ามาได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เวลาเดียวกัน ยังยกระดับตําแหน่งขึ้นอย่างมากในเขตดาราเทพวีรชนอีกด้วย กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดแห่งเขตดาราผืนนี้ที่มีอยู่เพียงไม่กี่คน

แค่คิดถึงภาพอันสวยงามในภายภาคหน้าขึ้นมา เฝิงเจิ้งก็ดีใจจน แทบจะคุมตนเองไว้ไม่ได้

“สุดท้าย ก็คือมังกรจุติเม็ดนี้แล้ว”

เขาล้วงเอาผลึกสีดําทึบก้อนสุดท้ายออกมาจากกล่องสมบัติ ดวงตาปรากฏแววใจหาย ในตอนนั้นเพื่อที่จะได้เจ้า ‘มังกรจุติ’ เม็ดนี้มา เขาเกือบจะต้องดับสูญจากการสังหารอาจารย์ของตนเองอย่าง ยากลําบากเพื่อแย่งชิงมันมา

“มังกรจุติแฝงปราณแห่งมังกรไว้ สามารถทําวัตถุกลายเป็นมังกร จุดสําคัญท้ายสุดของ ‘ลูกกลอนเซียน’ อยู่ที่นี่แล้ว….” เฝิงเจิ้งนํามังกร จุติเม็ดนี้ ส่งเข้าไปในเตาโอสถ เอ่ยต่อว่า “เวลานี้เจ้าคงจะตายไปแล้ว สามารถถูกหลอมจนกลายเป็น ‘ลูกกลอนเซียน’ ถือเป็นวาสนาของเจ้า แล้ว ชาติหน้าก็จงเป็นคนดีเสีย”

เขาทําปางมือสุดท้าย กรอกปราณไฟชีพจรดินเข้าไปในเตาโอสถ ทั้งหมด

จากนั้น ก็เพียงแค่รอ เวลาสามวันสุดท้าย สําหรับเฝิงเจิ้งแล้วมันนานนับปี สําหรับหลี่มู่ที่อยู่ด้านในเตาโอสถ กลับไม่รู้สึกถึงเลยแม้แต่น้อย

หลี่มู่ในตอนนี้ ได้หยุด ‘หมัดยุทธ์แท้’ และ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ไป แล้ว ทั่วร่างบนล่างดําเกรียมสนิท ร่างที่พองบวมราวกับเป็นถ่านไหม้ ไม่สามารถแยกแยะหน้าตาออกได้ ผิวหนังภายนอกแตกลายกระดอง เต่า เหมือนกับรูปปั้ นของคนร่างมโหฬารอย่างไรอย่างนั้น นั่งขัดสมาธิ อยู่ในกลางเตาโอสถ

ไฟโอสถคุกรุ่น ห้อมล้อมร่างของหลี่มุ่ที่กลายเป็นถ่าน

เปลวไฟแห่งชีวิต เหมือนได้ดับสูญไปนานแล้ว

ในทะเลความรู้สึกบริสุทธิ์ ด้านหน้าหนีหวานกงโบราณ ร่างแสง เล็กที่นั่งขัดสมาธิไม่ขยับเขยื้อน จู่ๆ ได้ลุกขึ้นยืน ก้าวตรงไปทางทะเล ความรู้สึกบริสุทธิ์เบื้องหน้าหนีหวานกงทีละก้าวๆ

ทุกก้าวย่างของมัน ใต้ฝ่าเท้าปรากฏสะพานเทพขึ้นมาทีละท่อน

ทีละก้าวๆ สะพานเทพเบ่งบานออกมาราวดอกบัว ผลิบานใต้ฝ่า เท้าของคนร่างเล็กนี้ เชื่อมต่อกันไป

ก้อนหินก้อนอิฐโบราณทีละก้อนๆ ลอยขึ้นมาจากทะเลความรู้สึก บริสุทธิ์ รวมตัวกันกลายเป็นรูปร่างสะพานโบราณ สูงตระหง่านราวเขา ไท่ซัน ทอดยาวจากด้านหน้าประตูหนีหวานกงตามใต้ฝ่าเท้าของคนร่าง เล็ก ยืดยาวตรงไปยังปลายทางของทะเลความรู้สึกบริสุทธิ์!

สี่สิบเก้าวัน ช่วงสุดท้ายของวันสุดท้าย ในที่สุดก็มาถึง ค่ายกลดาราบนพื้นได้หยุดไหลเวียนแล้ว

เฝิงเจิ้งยืนอยู่ด้านหน้าเตาโอสถ อารมณ์ตื่นเต้นและกระวน กระวาย

เวลาเดียวกัน ชั้นเปลือกสีดําได้หลุดออกในพริบตา เงาคนที่คลุม ด้วยแสงร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากด้านใน

ภาพนี้เหมือนกับด้านในก้อนหินสีดําดีดคนออกมาอย่างไรอย่างนั้น

“อะไรกัน?”

เฝิงเจิ้งตกตะลึง

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

“เจ้าเป็นใคร?” เขามองร่างเงาที่ไม่ใช่ร่างอมตะของผู้ฝึกตนที่เขา ทิ้งลงไปในหม้อโอสถ แต่เป็น….ดูคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ภายใต้ความตก ตะลึง สัญชาตญาณของเขายังคงประหลาดใจอยู่

“เจ้าไม่ใช่ต้องการจะสังหารข้าเพื่อไปรับเงินรางวัลหรือไรกัน?”

ร่างเงานี้ แน่นอนว่าเป็นหลี่มู่

ก่อนหน้าที่เขาถูกทิ้งลงไปในเตาโอสถ ได้แปลงร่างเอาไว้ ตอนนี้ ผ่านการหล่อหลอมได้กลับมาเป็นร่างเดิม ดังนั้นจึงแตกต่างกัน เฝิงเจิ้ง จึงมองไม่ออก

แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบคนนี้ ประสบการณ์สั่งสมมายาวนาน ปฏิกิริยาตอบกลับรวดเร็ว “เจ้าคือหลี่มู่? มาคลั่งสังหารคนนั้น? ที่แท้ คนๆ นั้นก็คือเจ้า…เจ้าทําไมจึงไม่ถูก…”

“ไม่ถูกหล่อหลอมจนตายใช่ไหม?” หลี่มู่ยิ้มขึ้น “จะว่าไป เจ้าเป็น ดาวนําโชคของข้าจริงๆ ฮ่าๆ ข้าไม่เพียงแต่ไม่ตาย แต่กลับทะลวงขั้น อย่างก้าวกระโดด สร้างสะพานเป็นตายขึ้นมาได้ ต้องขอบคุณเจ้า จริงๆ”

“เจ้า…” เฝิงเจิ้งแทบจะกระอักเลือดออกมาสักสามจั้ง

เขายังรุ้สึกไม่อยากจะเชื่อ

เป็นไปไม่ได้ ถูกหลอมอยู่ในเตาโอสถตั้งสี่สิบเก้าวัน ต่อให้เป็นขั้น นักรบหรือกระทั่งขั้นขุนพล ก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ยากลําบาก บนตํารา

กลอนโบราณนั่นเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ตอนนี้ทําไมจึงกลายเป็น เช่นนี้?

“นี่คือโชคชะตา” หลี่มู่เอ่ยขึ้น

เฝิงเจิ้งครั้งนี้ กระอักเลือดออกมาแล้วจริงๆ

คําพูดที่หลี่มู่พูด ล้วนเป็นสิ่งที่เขาประชดหลี่มู่ก่อนหน้าทั้งสิ้น ตอนนี้ถูกตบฉาดเข้าที่หน้า ตบมาอย่างจัง

“ข้าจะสังหารเจ้า”

เฝิงเจิ้งคําราม ออกปราณกระบี่ชี้ไปยังหน้าผากของหลี่มู่

ปราณกระบี่เห็นได้ด้วยตา

ไม่ตายแล้วจะทําไม?

ทะลวงขั้นขึ้นมาได้แล้วจะทําไม?

ขั้นแมลงที่ทะลวงขั้นขึ้นมาได้ มันก็แค่ขั้นสามัญเท่านั้น อยู่ต่อหน้า เขาก็ยังคงเป็นแค่แมลงตัวจ้อย

ทว่าหลี่มู่ยกมือฟาดดาบฝ่ามือออกไป ฟันกระบี่ที่มองเห็นได้จน แตกละเอียด

ทว่าบนมือของเขา กระทั่งขนสักเส้นก็ยังไม่ร่วง

……………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา