“พี่ใหญ่ ดูท่านพูดสิ ข้าไม่ได้เเย่ขนาดนั้น” ซูอวิ๋นรู้สึกน้อยใจอย่างยิ่ง
ซูหว่านหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ ชมเชยว่าพี่ใหญ่พูดได้ตรงประเด็นจริงๆ
ซูอวิ๋นไม่พอใจทันที เขายืนเท้าสะเอว พลางมองดูซูหว่าน เเละโต้เเย้งอย่างมีเหตุผลว่า
“ใช่ ข้าพูดไม่ค่อยเก่ง วันหลังเจ้าอย่ากินอาหารที่ข้าทำละกัน”
“อย่าเพิ่งสิพี่สี่ ข้ายอมรับผิดเเล้วยังไม่ได้อีกเหรอ”
พอซูหว่านได้ยินว่าจะไม่ได้กินกับข้าวที่เขาทำก็ตกใจมาก เพราะเขาเป็นคนทำอาหารที่ทุกคนในบ้านยอมรับ
“หึ สายไปแล้ว!” ซูอวิ๋นกอดอกทำท่าเย่อหยิ่ง
สองพี่น้องหยอกล้อกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
พวกผู้ใหญ่เเละเหล่าพี่ชายคนอื่นๆที่เห็นก็ยิ้มอย่างเอ็นดู
ซูเฉินที่ไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ค่ายทหารปกป้องบ้านเมืองในวันนี้ ยังไม่รู้เรื่องที่น้องห้าถูกเรียกเข้าพบ
เขากำลังขี่ม้าลาดตระเวนกับกองทหารตามปกติ ไปตามท้องถนนอย่างขยันขันเเข็ง
ที่ชั้นบนของโรงเตี๊ยมที่อยู่ไม่ไกลออกไป สาวใช้ของเจียเฉิงแอบชะเง้อที่หน้าต่าง เเละมองเห็นร่างของซูเฉินปรากฏขึ้น นางก็รีบเรียกนายหญิงของตัวเองทันที
“จวิ้นจู่ เเม่ทัพซูปรากฏตัวแล้ว”
เมื่อเจียเฉิงได้ยิน ก็ตาสว่างทันที จากตอนเเรกที่ง่วงนอนอยู่
นางก็รีบวิ่งไปที่หน้าต่าง เป็นซูเฉินจริงๆที่กำลังขี่ม้าตัวสูงใหญ่ สวมชุดเกราะสีเงินลาดตระเวนตามถนน ท่าทางดูองอาจสง่างามมาก
นางก็จัดปิ่นปักผมเเละเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย วันนี้นางได้เเต่งตัวสไตล์หญิงสาวผู้ดีอย่างที่นานๆครั้งจะทำ
“ไป เราลงไปกันเถอะ!”
เจียเฉิงลงมาถึงชั้นหนึ่งของโรงน้ำชา เเละกะจังหวะให้พอดีกับตอนที่ซูเฉินเดินผ่านมาพอดี
“เเม่ทัพซู ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ ได้พบท่านอีกแล้ว”
เดิมทีซูเฉินกำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม และมองตรงไปข้างหน้า เเต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงของเจียเฉิง
อาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาได้ยินเสียงนางค่อนข้างบ่อย จึงทำให้คุ้นเคยเป็นอย่างดี
เขาหันไปมองข้างๆ ก็เห็นเจียเฉิงยืนอยู่บนบันไดและกำลังมองเขาอยู่ วันนี้นางเปลี่ยนจากชุดสไตล์ทุ่งหญ้าแบบเมื่อวาน มาสวมชุดรัดอกผ้าไหมบางเบา ที่เผยให้เห็นลำคอระหงเเละไหปลาร้าที่สวยงาม
ซูเฉินมองเห็นผิวที่เนียนและขาวผ่อง ลำคอระหงที่ดูบอบบาง ราวกับว่าแค่บีบเบาๆก็หักได้
ไม่นานนัก เขาก็ต้องตกใจกับความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ของตัวเอง จนทำให้ใบหน้าคมเข้มของเขารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา
“คา คารวะเจียเฉิงจวิ้นจู่ บังเอิญจริงๆเลย!”
ซูเฉินพูดตะกุกตะกัก ราวกับว่าเขาเป็นเเบบนี้เเค่กับเจียเฉิงคนเดียวเท่านั้น มันก็บังเอิญจริงๆนั่นเเหล่ะ ที่พบกันทุกวันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่กงกงก็ออกมาเชิญเขาเข้าไปเข้าเฝ้า
เมื่อเข้าไปข้างใน ซูอี้ก็คุกเข่าลงทันที เเละเเสดงความเคารพอย่างสูงสุด
“ข้าน้อยขอถวายบังคมฝ่าบาท ฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”
ฮ่องเต้วางฏีกาลง เงยพระพักต์ขึ้นทอดพระเนตรไปยังชายหนุ่มที่คุกเข่า
เมื่อมหาบัณฑิตพูดกับเขา มันน่าทึ่งมาก จนเขาอยากจะเจอด้วยตัวเอง
พอดีกับที่ พระองค์ทรงสนใจเรื่องการวาดภาพ การเล่นหมากรุก การประพันธุ์บทกวี เเละการเขียนอักษรจีนเป็นพิเศษ จึงอยากรู้ว่าชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์ตามที่คนอื่นว่ากันนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
“ลุกขึ้นเเล้วค่อยพูดเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ซูอี้ลุกขึ้นยืน เเต่ก็ยังคงก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ได้มองไปรอบๆ
ฮ่องเต้ทรงสังเกตุชายหนุ่มคนนี้อย่างละเอียด พบว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนกเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักต์ อีกทั้งการกระทำเเละท่าทางก็สุภาพเรียบร้อยดีมาก
“เราได้ยินจากมหาบัณฑิตว่าเจ้ามีความสามารถด้านการวาดภาพสูงมากเเละมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ภาพวาดของเสินฮูหยินที่เราได้ดูเเล้วนั้น ช่างงดงามจับใจยิ่งนัก การเรียกเจ้าเข้าวังในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากให้เจ้ามาวาดภาพของเราเเละฮองเฮา รวมถึงสนมในวังหลังทั้งหมดใหม่ในชุดเต็มยศ เจ้าเต็มใจหรือไม่”
สิ่งที่เรียกว่าภาพเหมือนในชุดเต็มยศ ก็คือภาพวาดบุคคลที่สวมชุดขุนนางเต็มยศนั้นเอง
ซูอี้เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ประสานมือคำนับทันที
“กราบทูลฝ่าบาท ข้าน้อยเต็มใจพะยะค่ะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...