ในเมืองหลวงยามนี้ ผู้ที่มีรูปโฉมโดดเด่นที่สุดคือองค์ชายห้าและองค์ชายเจ็ด รองลงมาคือรองเจ้ากรมซู ทว่าเขาแต่งงานแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหมอเทวดาน้อยซูมู่ผู้เพิ่งจะฉายแววโดดเด่น จิตรกรหลวงประจำพระองค์ซูอี้ และแม่ทัพน้อยซูเฉิน ล้วนแล้วแต่มีรูปโฉมที่ไม่ธรรมดา
บัดนี้เจียงซื่อจื่อปรากฏตัวอย่างโดดเด่น เพียงปรากฏกายครั้งแรกก็เป็นที่กล่าวขานถึงขีดสุด ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะไปที่ใดล้วนสวมหน้ากาก ทำให้ผู้คนต่างคิดว่าเขามีใบหน้าอัปลักษณ์จึงต้องปิดบังไว้
มาบัดนี้ถึงได้รู้ว่า เป็นพวกตนที่ตื้นเขินเกินนัก ที่แท้เขาเพียงไม่ต้องการเป็นที่จับตามองมากเกินไปเท่านั้น
มารดาของเจียงซื่อจื่อนามว่าเจียงซินโหรว ในตอนนั้นสมแล้วที่เป็นหญิงงามเลื่องชื่อแห่งเมืองหลวง ส่วนเจียงกั๋วกงเมื่อครั้งยังหนุ่มก็เป็นบุรุษรูปงามสง่าผ่าเผยเช่นกัน มีพ่อแม่รูปงามถึงเพียงนี้ จะให้กำเนิดบุตรชายอัปลักษณ์ได้อย่างไรกัน?
เรื่องแค่นี้มิต้องคิดให้ลึกซึ้งก็ย่อมรู้ได้ เพียงแต่ข่าวลือนั้นยากจะหยุดยั้ง ทั้งยังมีออกมามากมายหลายรูปแบบ
“ว้าว เจียงซื่อจื่อ นั่นคือเจียงซื่อจื่องั้นหรือ?”
“น่าจะใช่กระมัง มาพร้อมกับเจียงกั๋วกง”
“ใช่แล้ว เป็นเขาเอง เจียงซื่อจื่อโปรดปรานการสวมชุดสีม่วงที่สุด เจียงซื่อจื่อช่รูปโฉมงามยิ่งนัก งามกว่าองค์ชายห้าเสียอีก”
“พูดจาเหลวไหล เห็นชัด ๆ ว่าองค์ชายห้าดูดีกว่า”
“เจ้าสิเหลวไหล เห็นได้ชัดว่าเจียงซื่อจื่อเหนือกว่าหนึ่งขั้น ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าเขาเป็นอัปลักษณ์อยู่เลย ไม่นึกเลยว่าจะดูดีถึงเพียงนี้ รู้อย่างนี้ข้าควรจะหาโอกาสพูดคุยกับเขาให้มากกว่านี้”
เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ที่อยู่ด้านหลังต่างถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่งว่าผู้ใดรูปงามกว่ากัน
ทว่าลางเนื้อชอบลางยา รสนิยมความงามของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นบางคนจึงรู้สึกว่ามู่หรงเซิงดูดีกว่า บางคนก็ว่าเจียงอวี้ดูดีกว่า
แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่เป็นผู้ชื่นชมมู่หรงไหวอย่างสุดหัวใจ
เมื่อจงหลีเอ๋อร์ได้เห็นเจียงอวี้ตัวจริงก็ถึงกับตะลึงงัน สายตาของนางจับจ้องตามติดเขาไปทุกฝีก้าว มองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างเหม่อมลอย
“ที่แท้เขาก็รูปงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
“ใช่หรือไม่เล่า ข้าไม่ได้หลอกเจ้าใช่หรือไม่ รูปโฉมของเจียงซื่อจื่อนั้นนับเป็นความงามระดับหนึ่งเลยทีเดียว” กู้เย่ว์เอียงศีรษะกระซิบข้างหูนาง
จงหลีเอ๋อร์พยักหน้าไม่หยุดเพื่อแสดงการยอมรับ
“นี่ไม่ใช่แค่ระดับหนึ่งแล้ว นี่มันเทพเซียนจุติลงมาบนโลกมนุษย์ชัด ๆ!” จงหลีเอ๋อร์ประกาศว่า บัดนี้เจียงซื่อจื่อได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในใจนางแล้ว
มิน่าเล่าจงหลีเอ๋อร์ถึงได้เป็นฝ่ายเข้าหาเจียงอวี้ ที่แท้ก็เพราะรู้มานานแล้วว่าเขารูปโฉมงามนี่เอง
ซูหว่านได้ยินเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ที่อยู่ด้านหลังพร่ำเพ้อว่าจะแต่งให้เจียงอวี้ให้ได้ก็อดเบะปากไม่ได้ ในใจคิดว่า รอชาติหน้าเถอะพวกเจ้า
แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ต่อให้เป็นชาติหน้าก็ไม่ได้เช่นกัน
ในความทรงจำของเจียงอวี้ รอยยิ้มของมารดานั้นอ่อนโยนและช่วยเยียวยาจิตใจได้เสมอ
“วันนี้เจ้านึกครึ้มอะไรขึ้นมา ถึงได้ยอมทิ้งหน้ากากโทรม ๆ ของเจ้าไปได้ คนที่ไม่รู้คงนึกว่าใบหน้าของเจ้ามีความลับอะไรที่ไม่อาจให้ผู้ใดเห็น มันก็แค่นี้เองมิใช่รึ?”
เมื่อครู่ยังเป็นช่วงเวลาอบอุ่นที่หาได้ยากอยู่เลย เหตุใดวินาทีต่อมาตาเฒ่าผู้นี้ถึงได้เริ่มพูดจาไร้สาระแล้วเล่า?
เจียงอวี้หงุดหงิดจนต้องยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วย ขี้คร้านที่จะตอบคำถามของเขา
แต่ด้วยความเข้าใจที่เจียงกั๋วกงมีต่อบุตรชาย เขามีลางสังหรณ์ว่า เจ้าเด็กนี่คงกำลังคิดแผนการอะไรไม่ดีอยู่เป็นแน่
เจียงอวี้ไม่สนใจเขาอีกต่อไป เขาจิบชาไปพลาง มองร่างระหงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามไปพลาง ราวกับว่าความวุ่นวายทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับเขา ในสายตาของเขามีเพียงทุกอากัปกิริยาของคนผู้นั้นเท่านั้น
ในไม่ช้า ฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมาถึง พร้อมด้วยซูเฟย ส่วนเฉินกุ้ยเฟยไม่ได้มาด้วย นางกำลังพักผ่อนอยู่ในกระโจม
ทุกคนลุกขึ้นถวายความเคารพ ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ให้ทุกคนทำตัวตามสบาย ทุกคนจึงนั่งลง
“ทุกท่าน เมื่อคืนเกิดเหตุบางอย่างขึ้น ทำให้งานเลี้ยงรอบกองไฟต้องเลื่อนมาเป็นวันนี้ เพื่อเป็นการชดเชยให้แก่ทุกท่าน คืนนี้เราจะพาพวกเจ้าไปกินของที่น่าสนใจ เสี่ยวลู่จื่อ สั่งการลงไป เริ่มได้”
ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะอารมณ์ดีมาก บนใบหน้าของฮองเฮาก็มีรอยยิ้มประดับอยู่เช่นกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...