“มาเถิด สวมมงกุฎเสีย ให้พี่ห้าได้พิจารณาดูให้ถี่ถ้วน อีกประเดี๋ยวจะได้กลับไปวาดภาพของเจ้าในวันนี้ได้ถูก” ซูอี้เดินเข้ามาหาก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้ตอนที่มงกุฎถูกส่งมา เขาได้แยกมันออกไปวาดภาพเก็บไว้ก่อนแล้ว ด้วยตั้งใจว่าจะเก็บไว้เป็นแบบอ้างอิง เพื่อบันทึกความงดงามของซูหว่านในวันนี้
ซูหว่านเชื่อฟังแต่โดยดี นางให้คนช่วยสวมมงกุฎให้ จากนั้นจึงยืนหมุนตัวช้า ๆ ต่อหน้าซูอี้สองรอบ
ซูอี้พินิจพิเคราะห์นางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เก็บรายละเอียดลวดลายบนชุดแต่งงาน แล้วจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ
“หว่านหว่าน เจ้ากำลังจะออกเรือนแล้ว พี่รองดีใจยิ่งนักที่เจ้าได้แต่งให้กับคนที่เจ้ารัก พี่รองขออวยพรให้เจ้ามีแต่ความสงบสุขเกษมสำราญไปตลอดชีวิต สมปรารถนาในทุกสิ่ง และหวังว่าเจ้ากับเจียงอวี้จะครองคู่กันจนแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร”
ภายในใจของซูมู่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย คำพูดที่เขาเอ่ยออกมานั้นมักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเสมอ
“เช่นนั้นข้าขอน้อมรับคำอวยพรของพี่รองเจ้าค่ะ ข้าจะนำคำอวยพรของพวกท่านติดตัวไปด้วย และจะมีความสุขตลอดไป” ซูหว่านแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น
ซูเฉินมองซูหว่าน พลันหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบนางเมื่อห้าปีก่อน แม่นางน้อยผู้สดใสมีชีวิตชีวา ปรากฏตัวต่อหน้าเขาด้วยรอยยิ้มช่างดูอ่อนหวานและว่าง่ายปานนั้น
เพียงแต่ในยามนั้นนางยังดูไร้เดียงสา บัดนี้ห้าปีผ่านไป เด็กสาวตัวน้อยเติบใหญ่เป็นดรุณีแรกรุ่นที่งดงามสะพรั่ง และกำลังจะออกเรือนแล้ว
เขาเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าหากซูหว่านได้อยู่ข้างกายพวกเขามาตั้งแต่เล็ก ไม่เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นก็คงจะดี พวกเขาจะได้ไม่ต้องคอยรู้สึกว่าได้มอบเวลาให้นางน้อยเกินไป
“พี่สาม ท่านเอาแต่มองข้าแล้วยิ้มกระไรหรือเจ้าคะ?”
ซูหว่านสังเกตเห็นว่าซูเฉินเอาแต่มองนางแล้วยิ้มตั้งแต่เมื่อครู่ จึงเอ่ยถามออกมา
ซูเฉินได้ยินดังนั้น จึงตอบว่า
“เพราะว่าดีใจ และยินดียิ่งนัก หว่านหว่านของบ้านเราในที่สุดก็ได้สมปรารถนา แต่งงานกับบุรุษที่ตนเองพึงใจ”
ซูหว่านยิ้มอย่างขวยเขิน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวานชื่น
คนภายนอกที่มองดูความสัมพันธ์อันดีของพี่น้องทั้งหกคนนี้ ต่างก็เอ่ยปากด้วยความอิจฉา
ยามนั้นเอง มีคนตะโกนเข้ามาจากด้านนอกว่าเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว ให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม
เมื่อได้ยินว่าเจ้าบ่าวมาแล้ว ซุนหลิงเอ๋อร์และเจียเฉิงก็ช่วยประคองซูหว่านนั่งลง จากนั้นจึงนำพัดกลมสำหรับบังหน้ายื่นให้นาง
เนื่องเพราะเป็นงานมงคลสมรส เล็บมือของซูหว่านจึงถูกย้อมด้วยสีแดงชาดมาตั้งแต่หลายวันก่อน
เดิมทีนิ้วมือของนางก็เรียวยาวงดงามอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อขัดแต่งเล็บให้เป็นทรงมน แล้วทาด้วยสีแดงสด ก็ดูเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ
พี่ชายทั้งห้าออกไปพร้อมกัน รออยู่ที่ลาน บรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างก็วิ่งไปที่ลานเพื่อดูเรื่องสนุก
ทันทีที่เจียงอวี้ลงจากหลังม้า คนของจวนสกุลซูก็เริ่มจุดประทัด เขาพาแม่สื่อรวมถึงมู่หรงไหว อาหนาน และเฟิงอิ่ง มุ่งหน้ามายังหอฝูหรง
ซูจิ่งผู้เป็นพี่ใหญ่เดินนำออกมาข้างหน้า
“อาอวี้ อยากจะรับตัวหว่านหว่านไป เจ้าต้องผ่านด่านพวกเราไปให้ได้เสียก่อน ข้าจะร่ายบทกวีหนึ่งบท เจ้าต้องต่อให้ได้หนึ่งบท ต่อจนกว่าข้าจะพอใจ”
พี่ใหญ่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที
เจียงอวี้ได้ฟังดังนั้น ให้ต่อบทกวีกับจอหงวน นี่มิใช่หาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? เขาจึงหันไปมองมู่หรงไหว
“พี่ใหญ่ ขอตัวช่วยได้หรือไม่ขอรับ?”
เขาต่อไม่ได้ แต่เขาก็พาคนมาตั้งมากเพียงนี้ มู่หรงไหวเก่งกาจเรื่องต่อบทกวี มิสู้มอบหน้าที่นี้ให้เขาเถิด
“ย่อมได้แน่นอน!” ซูจิ่งมิได้ตั้งใจจะสร้างความลำบากใจให้เขาอยู่แล้ว ขอเพียงผ่านด่านนี้ไปได้ก็พอ
มู่หรงไหวเข้าใจความหมายของเขา จึงตบหน้าอกตนเอง
“รองเสนาบดีซู เชิญว่ามาได้เลย ข้าจะต่อบทกวีกับท่านเอง”
เขาไม่เชื่อหรอกว่า ท่องกลอนถังกลอนซ่งมามากมายขนาดนี้ จะไม่มีบทไหนใช้ได้เลย
ซูจิ่งเตรียมบทกวีเอาไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว เป็นบทกลอนเจ็ดคำที่เข้ากับบรรยากาศในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง การที่มู่หรงไหวจะหาบทกวีที่มีสัมผัสคล้องจองกันนั้นมิใช่เรื่องยาก เขาจึงต่อบทกวีได้อย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...