ซูจิ่งมิได้จงใจสร้างความลำบากแต่อย่างใด อีกทั้งบทกวีนี้ก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก อาจกล่าวได้ว่าบทกวีของอ๋องสวินนั้นดีเยี่ยมเสมอมา มักทำให้ผู้คนตกตะลึงได้ทุกครา
ทว่าเขากลับถ่อมตนทุกครั้ง โดยกล่าวว่าเป็นผลงานของผู้อื่น มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตน เขาเป็นเพียงผู้นำมาถ่ายทอดเท่านั้น
ลำดับถัดมา เป็นทีของซูอวิ๋นในการตั้งคำถามบ้าง
คำถามแรก เขาและซูหว่านพบกันครั้งแรกเมื่อใด
ซูอวิ๋นมองดูเขา พลางคิดในใจว่าคำถามนี้มีหลุมพรางอยู่ เขาอาจเข้าใจว่าทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ศาลเจ้าที่ ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ซูหว่านเคยบอกว่าพวกเขาเคยพบกันก่อนหน้านั้นเสียอีก
นางจำวันนั้นได้อย่างแม่นยำ เพราะเป็นวันแรกที่นางออกไปเร่ขายสบู่นมแพะ นางจึงจดจำวันนี้ได้ขึ้นใจ
เจียงอวี้ได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมา
ซูอวิ๋นได้ยินคำตอบนั้นก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเขาจะตอบถูก
วันนั้นสำหรับเจียงอวี้แล้วก็นับเป็นความทรงจำที่ลึกซึ้งเช่นกัน เป็นวันแรกที่เขาเดินทางมาถึงอำเภอชิงเหอ และได้พบกับซูหว่านที่เดินมาชนเขาโดยบังเอิญในโรงเตี๊ยม
แม้ในยามนั้นจะมิได้ใส่ใจ ทว่าเมื่อเอ่ยถึงในภายหลัง เขากลับจำได้ ทั้งยังจำได้แม่นยำนัก
“ได้ คำถามนี้ผ่าน คำถามต่อไป หว่านหว่านชอบดอกไม้อะไรที่สุด?”
“หว่านหว่านชอบกินอาหารชนิดใดบ้าง?”
“หว่านหว่านชอบกินผลไม้อะไรบ้าง?”
“หว่านหว่านชอบสีอะไรบ้าง?”
คำถามมากมายถูกถามติดต่อกัน เจียงอวี้ล้วนตอบได้หมดทุกข้อ และถูกต้องครบถ้วน
ซูหว่านที่แอบฟังอยู่ในห้อง อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก พลางคิดในใจว่า นับว่าเจ้าหนุ่มนี่ยังมีความใส่ใจอยู่บ้าง
เสิ่นชิงหลีอดเย้าแหย่มิได้
“หว่านหว่านช่างโชคดีเสียจริง สามีเจ้าจำความชอบของเจ้าได้หมดทุกอย่างเลย”
“นั่นสิ นึกไม่ถึงเลยว่าเจียงซื่อจื่อจะเป็นคนละเอียดอ่อนปานนี้ น่าอิจฉาจังเลย” เจียเฉิงเท้าคางพลางยิ้มอย่างเอ็นดู
ตัดภาพกลับมาด้านนอก ยังเหลือคำถามสุดท้าย ซึ่งเป็นคำถามที่ซูหว่านฝากให้ซูอวิ๋นเพิ่มเข้าไป
“หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยาคือสิ่งใด?”
คำถามนี้ เจียงอวี้จำต้องตอบให้ได้ หากตอบไม่ได้เขาก็จบเห่แน่
ผู้คนได้ฟังต่างพากันงุนงง หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยางั้นหรือ?
นี่มิใช่หลักปฏิบัติที่กำหนดไว้สำหรับสตรีหรอกหรือ? เหตุใดจึงนำมาใช้กับบุรุษเล่า?
เจียงซื่อจื่อก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยานี้ด้วยหรือ?
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เจียงอวี้ก็ยิ้มอย่างรู้ทัน
“ที่เรียกว่าสามเชื่อฟังสี่จรรยานั้นคือ ยามน้องหญิงมีคำสั่งต้องเชื่อฟัง ยามน้องหญิงโกรธเคืองต้องโอนอ่อน ยามน้องหญิงออกนอกบ้านต้องติดตาม นี่คือสามเชื่อฟัง”
ทั้งสองต่อสู้กันด้วยมือเปล่า ทุกกระบวนท่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับ ล้วนมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยทั้งสองเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ร่ำเรียนวรยุทธ์แขนงเดียวกันมา
การประลองเป็นเพียงแค่รู้แพ้รู้ชนะ มิได้ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ เจียงอวี้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าวันนี้ตนเป็นเจ้าบ่าว ทรงผมห้ามยุ่งเหยิง ท่วงท่าต้องสง่างามอยู่เสมอ
ผ่านไปนับร้อยกระบวนท่า ก็ยังมิอาจรู้ผลแพ้ชนะ
จนกระทั่งบ่าวไพร่ด้านล่างเอ่ยเตือนว่าได้ฤกษ์มงคลแล้ว จึงสมควรแก่เวลาที่จะหยุดมือ
ซูเฉินจึงหยุดลง พลางจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นให้เรียบร้อย
“ถึงฤกษ์มงคลแล้ว เจ้าผ่านบททดสอบทั้งหมดแล้ว ไปรับหว่านหว่านเถิด!”
เจียงอวี้ให้อาหนานช่วยจัดแต่งความเรียบร้อย เขาอยากพบซูหว่านในสภาพที่ดูดีที่สุด
การต่อสู้เมื่อครู่ นอกจากเสื้อผ้าที่ยับเล็กน้อย ส่วนอื่นก็มิได้มีปัญหาอันใด
ภายในห้อง ซูหว่านก็เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกัน นางกำลังรอให้พี่ใหญ่มาแบกขึ้นหลังเพื่อไปกราบลาท่านพ่อท่านแม่ที่โถงหน้า
“หว่านหว่าน ข้ามารับเจ้าแล้ว”
เจียงอวี้เดินเข้ามา เป็นจังหวะเดียวกับที่ซูหว่านหันกายกลับมาพอดี เขาจึงได้เห็นนางในยามที่งดงามที่สุด
ชั่วขณะนั้น ราวกับเวลาหยุดหมุน ในสายตาของเขามีเพียงเงาร่างของนางเท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...