ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเรื่องนี้ จิตใจของเขาเจ็บปวดประหนึ่งถูกมีดกรีดแทง
ตกลงแล้วสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิดหรือถูกกันแน่?
“หากให้ท่านเลือกใหม่อีกครั้ง ท่านยังจะทำเช่นเดิมหรือไม่?” ซูหว่านยื่นมือไปลูบใบหน้าเขาพลางเอ่ยถาม
เจียงอวี้มองนาง ตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“หากเลือกได้อีกครั้ง ข้าคิดว่าข้าก็ยังคงทำเช่นเดิม”
“เช่นนั้นท่านยังจะกังวลสิ่งใดอีก? เรื่องบางเรื่อง ในเมื่อทำลงไปแล้ว แม้แต่ตัวท่านเองยังไม่นึกเสียใจ แล้วเหตุใดจึงยังปล่อยวางไม่ลงเล่า? ก็แค่ชีวิตแลกด้วยชีวิตเท่านั้น”
ซูหว่านเข้าใจเขาอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าญาติสนิทกระทำความผิดมหันต์ลับหลัง แต่ด้วยติดที่สายเลือด ทำให้ไม่อาจลงมือได้ หากยืนอยู่ในจุดยืนของเจียงกั๋วกง จะให้เขาลงมือสังหารมารดาบังเกิดเกล้าด้วยตนเองได้ลงคอหรือ?
ดังนั้น การที่เจียงอวี้ลงมือกระทำเช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้
เพียงแต่ในใจเขายังคงมีปมที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้ ด้วยเหตุนี้หลายปีมานี้ เขาจึงไม่อยากกลับมายังบ้านที่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกแห่งนี้
“เช่นนั้นเจ้าจะรู้สึกว่าข้าเป็นคนน่ากลัวหรือไม่?” เจียงอวี้กอดนางแน่น ซบลงบนไหล่นาง เอ่ยถามเสียงอ่อน
ที่จริงเขากลัวมากว่าภรรยาจะมองว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตเพราะเรื่องนี้ ภายในใจจึงเต้นรัวด้วยความกังวล
ซูหว่านได้ยินดังนั้นก็หยิกเอวเขาไปทีหนึ่ง เจียงอวี้ก็ให้ความร่วมมือด้วยการสูดปากร้องซี้ดออกมา
“เราสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้ว มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน เหตุใดข้าต้องกลัวท่านด้วย อีกอย่าง หากข้าเป็นท่าน ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำร้ายคนที่ข้ารัก ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนให้สาสม หากข้าเป็นท่าน ก็อาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกัน”
ได้ยินซูหว่านกล่าวเช่นนี้ เจียงอวี้รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ ประคองใบหน้านางแล้วจุมพิตลงไปทันที
ซูหว่านตกตะลึงกับจุมพิตที่ไม่ได้ตั้งตัวนี้ กว่าจะตั้งสติได้ เขาก็เปิดริมฝีปากนางและเริ่มจูบอย่างดูดดื่มเสียแล้ว
ในเรื่องนี้เขาช่างเหมือนผู้ที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องมีอาจารย์สอน เพียงไม่นานซูหว่านก็รู้สึกราวกับถูกเขาสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำ
“หวานหว่าน พวกเรารีบย้ายออกไปอยู่ข้างนอกกันดีหรือไม่?” เจียงอวี้ไม่อยากอยู่ที่จวนกั๋วกงแล้วจริง ๆ
ซูหว่านพยักหน้า แต่ยังจดจำคำกำชับของมารดาได้
“ได้สิ รอให้พ้นปีนี้ไปก่อนดีหรือไม่?”
“ได้ ฟังเจ้าทุกอย่าง”
ก็แค่อีกครึ่งปีเท่านั้น เจียงอวี้รอได้ ขอเพียงมีนางอยู่เคียงข้าง ครึ่งปีก็ไม่นับว่านานเกินรอ
รายจ่ายส่วนใหญ่ล้วนเป็นเงินทองของมีค่า
เห็นได้ว่าช่วงที่หนิงเวยกุมอำนาจดูแลบ้าน นางมิได้ปล่อยให้ตนเองตกระกำลำบากเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีอำนาจแล้ว แต่ซูหว่านลองคำนวณคร่าว ๆ ทรัพย์สินที่นางกอบโกยไปนั้นมีไม่น้อยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ยามนางออกไปข้างนอก การแต่งกายล้วนเป็นไปตามฐานะฮูหยินกั๋วกง ดังนั้นนางย่อมไม่มีทางขัดสน
แต่เงินเหล่านี้ หากคิดจะบีบให้นางคายออกมาเปล่า ๆ ย่อมไม่ง่ายดาย ท่านพ่อสามีเองก็คงทราบเรื่องนี้ดี แต่เขาก็มิได้เอ่ยอะไร แสดงว่าเขาไม่ได้คิดจะทำอะไรให้สิ้นเยื่อขาดใย
ดังเช่นที่หนิงเวยเคยกล่าวไว้ หลายปีมานี้ต่อให้นางไม่มีความดีความชอบแต่ก็มีความลำบากตรากตรำ ดังนั้นจึงไม่ถือสาเอาความเรื่องที่นางยักยอกทรัพย์สิน
ทางด้านเจียงอวี้มิได้มารบกวนนางดูบัญชี แต่ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านตา นางจึงมีเวลาขลุกอยู่ในห้องบัญชีตลอดช่วงเช้า
สุดท้ายเขาต้องมารับนางไปทานมื้อเที่ยง นางจึงยอมออกมาจากห้องบัญชี
มื้อเที่ยงพวกเขาทานข้าวร่วมกับเจียงกั๋วกงและท่านตา ครอบครัวทั้งสี่คนดูปรองดองกันยิ่งนัก
อีกราวหนึ่งเดือนท่านตาก็ต้องกลับสำนักเฟิงเย่ว์แล้ว ช่วงเวลานี้เจียงอวี้และซูหว่านจึงพยายามอยู่เป็นเพื่อนเขาให้มากที่สุด
ยามบ่าย แม่นมหลิ่วพานางไปพบปะบ่าวไพร่ทั้งจวน ตั้งแต่สาวใช้ระดับสามที่ทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถู สาวใช้ระดับหนึ่งที่คอยปรนนิบัติเจ้านายอย่างใกล้ชิด รวมถึงบ่าวชายเฝ้าเรือน คนสวนดูแลดอกไม้ต้นหญ้า ตลอดจนแม่ครัวและบ่าวรับใช้แรงงานในครัวหลัง รวมแล้วมีเกือบหกสิบชีวิต

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...