จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต มู่หรงหมินยังคงเปี่ยมด้วยจิตใจอันเมตตา พยายามหาหนทางรอดให้แก่คนรอบข้าง
“ทว่าพวกนางได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้หลวงแล้ว ต่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ก็มิอาจแต่งงานใหม่ได้ หากไม่ติดตามเจ้าไป แล้วจักให้ทำเยี่ยงไร?”
ฮ่องเต้ยังคงยึดติดกับค่านิยมโบราณ หากวันหน้าเขาสวรรคต ย่อมต้องมีสนมชายาที่ไร้โอรสธิดาถูกบังคับให้ฝังร่วมสุสานตามไปด้วยเป็นแน่
“เสด็จพ่อ ลูกมีความปรารถนาไม่มากนัก เรื่องนี้นับเป็นหนึ่งในนั้น ขอเสด็จพ่อทรงอนุญาตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” มู่หรงหมินยังคงยืนกรานหนักแน่น
ฮ่องเต้อับจนหนทาง ได้แต่พยักหน้าตอบตกลง
ตามกฎมณเฑียรบาล หากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ นอกจากพระชายาแล้ว สนมชายาที่มิได้ให้กำเนิดบุตรธิดา ล้วนต้องถูกฝังร่วมสุสานทั้งสิ้น
การสนทนาครานี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างพ่อลูก รัชทายาทเพียงมีอาการแสงสุดท้ายก่อนตาย จึงพอจะเอ่ยวาจาได้บ้าง
ฮ่องเต้ทรงทราบดีว่ามิอาจรีรอได้อีก จึงถามถึงเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่ ใคร่รู้ความคิดเห็นของเขาว่าในบรรดาน้องชายทั้งหก ผู้ใดกันที่มีความเหมาะสมจะขึ้นครองตำแหน่งนี้
รัชทายาทรวบรวมสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้าย เอ่ยความในใจออกมา
“น้องรองมีนิสัยซื่อสัตย์สุจริต แต่ยามประสบปัญหากลับขลาดเขลา ไม่กล้าตัดสินใจ น้องสามแม้ประสูติจากมารดาเดียวกับลูก แต่ราชบัลลังก์มิใช่เรื่องล้อเล่น เขาอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจมาแต่ไหนแต่ไร ไม่อาจแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ได้ วันหน้าให้เขาเป็นท่านอ๋องผู้สุขสบาย ก็นับว่าเป็นจุดจบที่ดีที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“น้องสี่ไม่เคยใส่ใจราชกิจ ในสายตามีแต่เรื่องรักใคร่เสพสุข ยามอยู่นอกวังก็อาศัยฐานะข่มเหงราษฎร นิสัยเช่นนี้เหล่าขุนนางต่างประจักษ์แจ้ง พูดไปก็ป่วยการเปล่า”
“น้องห้าแม้ช่วงแรกจะทำตัวรักอิสรเสรี ไม่แสดงความสามารถ แต่ลูกพบว่าสองปีมานี้เขาแอบไปมาหาสู่กับขุนนางใหญ่หลายคนอย่างลับๆ ความทะเยอทะยานในแววตานั้นปิดไม่มิดแล้ว การมีความทะเยอทะยานนับเป็นเรื่องดี ทว่าหากคนเช่นเขาได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เกรงว่าวันหน้าคงไร้ที่ยืนให้พี่น้องคนอื่น ๆ เป็นแน่”
“น้องหกตระกูลฝั่งมารดาต่ำต้อย สติปัญญาธรรมดา ไร้ความดีความชอบแต่ก็ไร้ความผิด ทว่าหากแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท เกรงว่าเหล่าขุนนางคงยากจะยอมรับ”
มู่หรงหมินไล่เรียงมาจนครบ แทบจะปฏิเสธทุกคนไปจนหมดสิ้น บัดนี้เหลือเพียงองค์ชายเจ็ดมู่หรงไหวผู้เดียว
ฮ่องเต้ย่อมเข้าพระทัยในความหมายนั้น
“หมินเอ๋อร์ตั้งใจจะเสนอเจ้าเจ็ดให้เป็นรัชทายาทหรือ?”
มู่หรงหมินพยักหน้า ในเมื่อเขาใกล้จะตายแล้ว มีสิ่งใดก็ควรพูดออกมาให้หมด
การแสร้งทำเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาในตอนแรก ก็เพื่อปกป้องตนเองมิใช่หรือ?
เขาเลือกที่จะเปิดเผยความสามารถในเวลาที่เหมาะสม ถึงได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งในวันนี้ได้
เขาไม่ปรารถนาจะเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขต้องมาเข่นฆ่ากันเอง แต่หนทางสู่บัลลังก์มังกรแต่โบราณมา ล้วนต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความตาย
บัดนี้ โอรสทั้งเจ็ดของเขายังเหลือรอดอยู่หกคน ย่อมคาดหวังให้เลือดเนื้อเชื้อไขของเขามีชีวิตรอดอยู่ให้มากที่สุด มิใช่ต้องมาเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเพื่อแย่งชิงอำนาจ
การให้มู่หรงไหวเป็นรัชทายาท นับเป็นการจัดวางที่เหมาะสมที่สุด เขามีจิตใจเมตตา ทำงานจริงจัง ไม่บีบคั้นพี่น้องจนตรอก เชื่อว่าเขาจะสามารถแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ได้
ความรุ่งโรจน์และเสื่อมถอยของราชวงศ์ บางครั้งอาจพังทลายลงในชั่วพริบตาเพราะฮ่องเต้ที่มีข้อบกพร่องเพียงคนเดียว เขาย่อมไม่อยากให้แผ่นดินแคว้นจิ้นที่รุ่งเรืองในรัชสมัยของเขา ต้องมาล่มสลายลงในรุ่นลูก
“สิ่งที่เจ้าพูดมา เราจะเก็บไปพิจารณาให้ดี...”
ในใจของฝ่าบาท ทรงตัดสิทธิ์ในการชิงตำแหน่งรัชทายาทขององค์ชายรอง องค์ชายสาม องค์ชายสี่ และองค์ชายหกทิ้งไปแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...