“ข้าไม่ได้บุ่มบ่ามเสียหน่อย ข้ากลัวว่าท่านจะเปลี่ยนใจ” เย่ว์อิ๋นซวงกะพริบตาโต มองเขาอย่างจริงจังพลางพูด
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้!” ซูอวิ๋นกำเข็มขัดตัวเองไว้แน่น
แต่เขาอาจจะยังไม่รู้ว่า ภรรยาคนนี้ของเขามีนิสัยที่ออกแนวบ้าระห่ำ
“ขี้ขลาดทำไมกัน ข้าที่เป็นผู้หญิงยังไม่ขี้ขลาดเลย คืนนั้นข้าไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด พวกเราลองกันอีกครั้งเถิด...”
อย่างไรเสียทั้งสองคนก็มีอะไรกันไปแล้ว และตอนนี้สภาพการณ์มันก็เหมือนกับว่าลงตัวกันแล้ว จะมีอีกสักครั้งสองครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอก
หลังจากนั้น ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนตกลงอะไรกันได้หรือไม่ รู้แต่เพียงว่าตอนค่ำ ซูอวิ๋นได้พานางกลับมาที่จวนตระกูลซู แถมยังจูงมือกันกลับมาอีกด้วย
บังเอิญว่ามาทันอาหารค่ำของจวนตระกูลซูพอดี แม่ซูเห็นซูอวิ๋นพาคนกลับมาก็ดีใจเป็นพิเศษ นางยิ้มพลางดึงเย่ว์อิ๋นซวงเข้ามาหาเพื่อมองดูอย่างละเอียด และยิ่งมองรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
แม่ซูลูบข้างหูของนางอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ถอดกำไลหยกที่มีคุณภาพเยี่ยมอันหนึ่งจากข้อมือของตนเองออกมาสวมให้กับนาง
สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองของนางล้วนเติบโตมาด้วยความรักความเอาใจใส่ของครอบครัว ไม่เคยผ่านพายุฝนอะไรมา แต่ภรรยาของเจ้าสี่คนนี้ไม่เหมือนกัน แม่ซูได้ยินเรื่องราวครอบครัวของนางมา ว่าทั้งตระกูลถูกริบทรัพย์ เหลือแค่นางกับแม่ที่ตาบอดคนหนึ่ง
เล่ากันว่า ดวงตาแม่ของนางถูกคนทำให้บอด
ช่างเป็นเด็กที่ชีวิตลำบากจริงๆ พอแม่ซูเห็นรูปร่างผอมบางของนาง ก็อยากจะเก็บนางไว้ข้างกาย เลี้ยงดูและรักใคร่ให้ดี
ความเมตตาที่แม่ซูรวมถึงทุกคนในตระกูลซูแสดงออกต่อนาง ทำให้เย่ว์อิ๋นซวงรู้สึกสงบและมั่นใจขึ้นมาก
ตอนรับประทานอาหาร แม่ซูให้นางนั่งข้างๆ คอยตักกับข้าวและตักน้ำแกงให้นางอย่างเอาใจใส่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีต่อนางอย่างเปิดเผยที่สุด เป็นการบอกกล่าวอย่างเงียบๆ ว่านางพอใจในตัวลูกสะใภ้คนนี้มาก และขอให้นางไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
“อิ๋นซวงเอ๊ย หาเวลาเหมาะๆ แม่จะไปเยี่ยมแม่ของเจ้า จากนั้นก็จะเชิญท่านมาอยู่ด้วยกันที่จวน ภายหน้าจะได้มาเป็นเพื่อนคุยกับแม่ด้วย”
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ คือข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่เลยเจ้าค่ะ รอข้าบอกท่านก่อน หากนางตอบตกลงเมื่อไร ข้าค่อยพานางมาพบท่านนะเจ้าคะ”
ตอนนี้เย่ว์อิ๋นซวงยังไม่มีเวลาบอกเรื่องนี้กับแม่ของนาง ก็มาที่จวนตระกูลซูพร้อมกับซูอวิ๋นแล้ว
เรื่องเหล่านี้ แม่ซูสามารถเข้าใจได้ทั้งหมด จึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
แต่พอคำนึงถึงฮูหยินเย่ว์ที่มองไม่เห็น แม่ซูจึงไปรับนางมาที่จวนด้วยตนเอง เพื่อแสดงความจริงใจ
ทั้งกิริยาท่าทางและสำเนียงการพูดจาของฮูหยินเย่ว์ ล้วนแสดงให้เห็นว่านางเคยเป็นคนจากตระกูลผู้ดีมีฐานะมาก่อน
หากไม่ใช่เพราะมีคนในบ้านทำผิดจนถูกริบทรัพย์ พวกนางก็คงไม่ตกต่ำมาถึงขั้นนี้ และเย่ว์อิ๋นซวงก็จะยังคงเป็นคุณหนูใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม
ชีวิตของคนในตระกูลนับร้อยคน เหลือเพียงแค่พวกนางสองคนเท่านั้น ซึ่งต้องใช้เงินทองมากมายเพื่อวิ่งเต้นให้เบื้องบนเมตตา จึงทำให้พวกนางรอดชีวิตมาได้
แต่พวกนางก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองอวิ๋น และถูกสั่งห้ามกลับคืนสู่บ้านเกิดตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเย่ว์ก็ต้องเสียดวงตาไปเพื่อปกป้องนาง
ซูอวิ๋นออกเงินเตรียมสินสอดด้วยตัวเอง และทางบ้านก็เตรียมให้อีกเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้วก็มีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนตำลึง
เพราะต้องการให้เป็นไปอย่างเงียบๆ ดังนั้นสินสอดเหล่านี้จึงบรรจุอยู่ในกล่องเท่านั้น แม้แต่ผ้าแพรสีแดงก็ยังไม่ได้ผูก
เดิมทีฮูหยินเย่ว์ไม่ต้องการมาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลซู นางบอกว่านางสามารถอยู่คนเดียวในบ้านส่วนตัวได้ เพื่อที่ในอนาคตเย่ว์อิ๋นซวงจะได้มีที่สำหรับกลับไปเยี่ยมแม่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...