ตอนที่ 540 นี่มัน……เป็นไปได้เยี่ยงไรกัน
อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแท้จริง
เรือวิเศษลำหนึ่งแล่นด้วยความระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะรบกวนเผ่าทะเลที่อาศัยอยู่ด้านล่างแดนต้องห้ามแห่งนี้
เห็นได้ชัดว่าเรือวิเศษลำนี้ ก็คือ เรือของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่
เวลานี้บรรพบุรุษของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ กู่เจิงเฟิง กู่หยวนจื้อ รวมทั้งซือถูเจิ้นผิงต่างก็ยืนอยู่บนหัวเรือ
เพียงแต่ร่างกายของพวกเขาสามคนในเวลานี้ต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด และมีสภาพสะบักสะบอมมิน้อย เหมือนกับเพิ่งหนีออกมาจากศึกใหญ่ก็มิปาน
ใช่แล้ว
เมื่อสองชั่วยามก่อน จู่ ๆ พวกเขาก็ถูกปีศาจทะเลเผ่าต่าง ๆ ล้อมเอาไว้ เรือขนาดใหญ่หลายลำถูกทำลาย องค์รักษ์หลายพันคนต้องมาตายอยู่ในแดนต้องห้ามของมหาสมุทรแท้จริง กลายเป็นอาหารของปีศาจทะเล
แม้แต่พวกเขาเอง หากมิใช่กู่เจิงเฟิงถูกบีบจนต้องสำแดงเคล็ดวิชาลับโบราณออกมา เกรงว่าพวกเขาก็คงต้องตายอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน
“ท่านบรรพจารย์ วันนี้จู่ ๆ ก็เกิดปั่นปวนขึ้น พลังแห่งกฎที่มิอาจคาดเดาได้ก็เหมือนจะจางหายไป เกรงว่าความโกลาหลอันดำมืดในตำนานคงจะเริ่มขึ้นแล้วนะขอรับ”
กู่หยวนจื้อเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำทะมึนที่เกิดการแปรปรวนจนน่าสะพรึงกลัว พลางทอดถอนใจออกมา
“พี่กู่ ท่านทราบหรือไม่ว่าความโกลาหลอันดำมืดในตำนานแท้จริงแล้วคือสิ่งใดหรือขอรับ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เอ่ยถามกู่หยวนจื้อที่มีท่าทางสงบนิ่ง
“คือการทำลายล้างและการกำเนิดใหม่”
กู่หยวนจื้อได้ยินดังนั้น ก็ถอนสายตากลับมาพร้อมทั้งเอ่ยอธิบายว่า “กล่าวเช่นนี้ก็แล้วกัน ทุก ๆ แสนปีสวรรค์บูรพานั้นจะมียุคโลกาวินาศเกิดขึ้น”
“ในเวลานั้นฟ้าดินจะเกิดการแปรปรวน หลักเต๋าต่าง ๆ เกิดความโกลาหล กฎอันไร้รูปร่างก็จะหายไป ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องห้ามมากมายในสวรรค์บูรพาออกมาเข่นฆ่าทุกสรรพสิ่งจนสิ้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าความโกลาหลอันดำมืด”
ทันทีที่สิ้นเสียง กู่เจิงเฟิงที่ยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือราวกับหินสลัก ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“เจิ้นผิง แม้ว่านี่จะเป็นภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทว่าสำหรับพวกเจ้าที่ยังหนุ่มแน่นอยู่นั้น ก็มิต่างอันใดกับโอกาสและวาสนาที่มิเคยพบมาก่อน”
กู่เจิงเฟิงขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะทอดมองท้องทะเลอันกว้างใหญ่ พลางเอ่ยชี้แนะว่า “เมื่อความโกลาหลอันดำมืดเริ่มขึ้น เคล็ดวิชาที่ถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลก็จะทยอยปรากฏขึ้น”
“ขอเพียงก้าวผ่านความโกลาหลอันดำมืดนี้ไปได้ เมื่อฟ้าดินกลับมาสงบอีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติของเจ้าจะต้องกลายเป็นอันดับหนึ่งในวิถีกระบี่ของยุคต่อไปอย่างแน่นอน”
“อาจารย์ ความจริงแล้วศิษย์มิเคยคิดที่จะเป็นอันดับหนึ่งในวิถีกระบี่หรอกขอรับ”
ซือถูเจิ้นผิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ “หากมีโอกาสแล้วล่ะก็ ศิษย์หวังว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบท่านเย่อีกสักครั้งก็พอแล้วขอรับ”
กู่เจิงเฟิงหันไปสบตากับซือถูเจิ้นผิง พลางยิ้มน้อย ๆ ออกมา “หากเป็นไปได้ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าท่านเย่ที่เจ้าเอ่ยถึงผู้นี้ แท้จริงแล้วจะเก่งกาจเพียงใด”
ซือถูเจิ้นผิงยิ้มอย่างรู้ใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเพ้อฝันว่า “เขาเป็นผู้ที่เก่งกาจจนศิษย์มิสามารถที่จะจินตนาการได้ แต่กลับสง่างามและสุภาพอ่อนโยนเป็นนิจ ข้ามองว่ามิว่าจะเป็นโลกเบื้องล่างหรือบนสวรรค์บูรพา คงมีเพียงท่านเย่เท่านั้นที่เป็นผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงขอรับ”
กู่เจิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ และมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
ทว่าในตอนนั้นเอง กู่หยวนจื้อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นกังวลว่า “ท่านบรรพบุรุษ ก่อนหน้านี้ท่านต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจหลายตน ร่างกายของท่านมิได้เป็นอันใดมากใช่หรือไม่ขอรับ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พลางเอ่ยว่า “อาจารย์……”
กู่เจิงเฟิงปัดมือเบา ๆ พร้อมกับกวาดตามองทั้งสองคน พร้อมกับเอ่ยว่า “พวกเจ้าสองคนมิต้องเป็นห่วง ข้ามิได้เป็นอันใดมาก เยี่ยงไรซะความแตกฉานในวิถีกระบี่ของข้าก็อยู่ในระดับสูงแล้ว มิเช่นนั้นจะกล้าเรียกตนเองว่าอันดับหนึ่งแห่งวิถีกระบี่ได้เยี่ยงไรกัน ? ”
“แต่เนื่องจากศึกใหญ่ครั้งนี้ ระดับของข้าถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เกรงว่าคงมิสามารถสะกดเอาไว้ได้อีก ดังนั้นจึงมีโอกาสบรรลุระดับได้ตลอดเวลา”
กู่หยวนจื้อจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวลในทันที “ท่านบรรพบุรุษ แม้ว่าเวลานี้พลังแห่งกฎจะหายไปแล้ว ทว่าตอนที่ท่านก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพก็จะยังมีทัณฑ์สวรรค์พิฆาตฟาดฟันลงมาอยู่ดี”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเรายังจำเป็นจะต้องข้ามไปอีกฝั่งเพื่อตามหาตำหนักเทพวาสนาในตำนานอยู่อีกหรือขอรับ เพราะเยี่ยงไรซะที่นี่ก็เป็นมหาสมุทรแท้จริง เกรงว่าสิ่งมีชีวิตต้องห้ามอีกหลายตนของเผ่าปีศาจทะเล คงยังตื่นขึ้นมามิหมด มิเช่นนั้น……”
“หุบปาก”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน