ตอนที่ 579 เรียกน้ำย่อย
ทันทีที่ราชันทมิฬเอ่ยออกมา
เหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์พลันตกตะลึง
‘เจ้าสุนัขไร้ยางอายตัวนี้คิดจะทำอันใดกันแน่ ! ’
‘อันใดคือได้เวลาแสดงความสามารถที่แท้จริงแล้ว ? ’
‘ข้ามิเห็นเข้าใจเลย ! ’
‘หรือคิดหาวิธีหนีได้แล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘เป็นไปมิได้ ! ’
‘ที่นี่ถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยค่ายกลโบราณมากมาย ความว่างเปล่ารอบบริเวณนี้แทบจะถูกผนึกเอาไว้หมดแล้ว’
‘อีกทั้งเจ้าสุนัขไร้ยางอายตัวนี้ก็มีตบะบารมีเพียงระดับเทวาเท่านั้น’
‘คิดจะหนีไปจากที่นี่ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับเทพพิภพก็ยังอาจบาดเจ็บหนัก’
‘มิใช่สิ ! ’
‘เจ้าสุนัขตนนี้มิมีทีท่าว่าจะหนีเลยนี่นา’
ระหว่างที่เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์กำลังคาดเดาไปต่าง ๆ นานาอยู่นั้น
มิกี่อึดใจต่อมา
ภาพอันน่าสะพรึงกลัวและน่าเหลือเชื่อภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เมื่อสมบัติเซียนนับร้อยชิ้นที่ลอยอยู่ด้านหน้าราชันทมิฬได้ยินคำกล่าวของเขาก็เกิดตอบสนองขึ้นมา
ทันใดนั้นสัญลักษณ์โบราณก็เริ่มส่องประกายระยิบระยับ ไอพลังอันรุนแรงแผ่ออกมา
แสงอันเจิดจ้าหลายสายพุ่งขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง เป็นปรากฏการณ์ที่ตระการตายิ่งนัก
เพียงพริบตา ร่างที่มีรูปทรงแตกต่างกันมากมายก็ปรากฏสู่สายตา
จนดำทะมึนไปหมด แทบจะมองมิเห็นแสงสว่าง
เงาดำทะมึนเหล่านั้นประกอบไปด้วย ชายชราที่หนวดและผมขาวโพลน เหล่าสตรีและบุรุษที่งดงามหล่อเหลา มีสตรีวัยกลางคนร่างท้วม สตรีที่เย็นชาจนหวาดกลัว……
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า รวมทั้งสัมผัสได้ถึงไอพลังอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากกายของพวกเขาแล้ว
เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
ถูกต้อง !
คนนับร้อยที่ปรากฏกายขึ้นมาในตอนนี้ ล้วนเป็นจิตวิญญาณอาวุธที่เกิดจากสมบัติเซียนในตำนาน
เพราะพลานุภาพที่สมบัติเซียนปล่อยออกมาจะแข็งแกร่งเพียงใดนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวของจิตวิญญาณอาวุธอย่างมาก
มิเพียงเท่านั้น เงื่อนไขในการหลอมสมบัติเซียนนั้นยังสูงส่งอย่างยิ่ง วัสดุฟ้าดินที่ใช้จึงมีมากมายนับมิถ้วน ดังนั้นสมบัติเซียนจึงมีจำนวนที่น้อยมาก
ในหนึ่งยุคจะปรากฏเพียงมิกี่ชิ้นเท่านั้น อีกทั้งการก่อเกิดจิตวิญญาณอาวุธยังใช้เวลายาวนานอีกด้วย
ทว่าบัดนี้กลับมีสมบัติเซียนปรากฏขึ้นพร้อมกันมากมายเช่นนี้ แม้อิทธิฤทธิ์ของสมบัติเซียนจะเป็นไปตามกาลเวลา และเมื่อถึงปลายยุคสมัยความโกลาหลอันดำมืดเริ่มต้นขึ้น
ในศึกระหว่างเหล่าผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานมากมาย ย่อมเกิดการปะทะกันระหว่างสมบัติเซียนขึ้น จึงทำให้ตัวสมบัติเซียนเหล่านั้นได้รับความเสียหายไปด้วยมิมากก็น้อย และทำให้สมบัติเซียนมากมายมิสามารถปล่อยพลานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
ทว่าเวลานี้ราชันทมิฬกลับมีสมบัติเซียนมากมายเช่นนี้ติดกาย
และที่น่าเหลือเชื่อมากที่สุด ก็คือ ราชันทมิฬเพียงแค่เอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้จิตวิญญาณอาวุธมากมายเช่นนี้ปรากฏกายขึ้นได้แล้ว
นี่หมายความว่าสมบัติเซียนจำนวนมากเหล่านี้ มิได้รับความเสียหายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์ก็ส่งสายตาสื่อสารกัน ก่อนจะลอบส่ายหน้าและถอนหายใจออกมาอย่างอดมิได้
‘เป็นไปมิได้ ! ’
‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’
‘จะมีจิตวิญญาณอาวุธของสมบัติเซียนมากมายเช่นนี้ปรากฏขึ้น จะต้องเป็นเพราะเจ้าราชันทมิฬใช้เคล็ดวิชาลับบางอย่างเป็นแน่ ถึงซ่อมแซมสมบัติเซียนแต่ละชิ้นให้กลับมาสมบูรณ์ได้’
‘แต่จะเป็นไปได้เยี่ยงไรกัน ! ’
‘เพราะการหลอมสมบัติเซียนนั้นยากเย็นยิ่งนัก และการจะซ่อมแซมจนทำให้จิตวิญญาณอาวุธก่อเกิดขึ้นอีกครั้ง มีค่าเท่ากับการหลอมสมบัติเซียนชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้’
‘มิน่าเล่า ! ’
‘มิน่าเล่า เจ้าราชันทมิฬถึงชอบไปขุดสุสานสำนักเซียนน้อยใหญ่ต่าง ๆ เพื่อชิงสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ ’
‘ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าสุนัขไร้ยางอายตัวนี้ คงจะมีสุดยอดเคล็ดวิชาที่สามารถใช้ซ่อมแซมสมบัติเซียนได้อยู่เป็นแน่’
สิ้นเสียง ชายชราที่มีผมและหนวดขาวโพลนผู้หนึ่ง ก็แปลงร่างเป็นบุรุษชุดดำที่ดุดันภายในพริบตา
“พี่ราชันทมิฬ คนพวกนี้แค่มิกี่คน ข้าแค่เขวี้ยงค้อนออกไป เกรงว่าคงได้กลายเป็นเถ้าถ่านเป็นแน่”
แววตาของบุรุษชุดดำเปล่งประกายสีแดงระยิบระยับออกมา พร้อมกับเอ่ยอย่างดูแคลน
เด็กหญิงที่มีผิวพรรณผุดผ่องผู้หนึ่งตะโกนอย่างดุดันว่า “พี่ฆ้อน ข้าอายุน้อยที่สุด พวกเขามิกี่คนปล่อยให้ข้าจัดการเองเถอะเจ้าค่ะ”
“กระดูกน้อย ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าอย่าเรียกข้าเช่นนั้น”
มุมปากบุรุษชุดดำกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าชื่อว่าค้อน มิใช่ฆ้อน”
“พี่สาววิญญาณอัคคี พี่ฆ้อนทำข้าตกใจเจ้าค่ะ”
เด็กน้อยหันไปมองสตรีผู้มีรูปร่างเย้ายวน ร่างทั้งร่างแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิง พร้อมกับเอ่ยฟ้องขึ้น
มุมปากของหญิงสาวผู้นั้นโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา พลางหันไปทางบุรุษชุดดำแล้วเอ่ยว่า “เจ้าค้อน เดี๋ยวนี้เจ้ากล้ายโสโอหังเพียงนี้เชียวหรือ”
บุรุษชุดดำยิ้มประจบออกมา พลางสงบปากสงบคำลงทันที
ขณะที่จิตวิญญาณอาวุธมากมายแก่งแย่งกัน เพื่อลงมือสังหารเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าสวรรค์อยู่นั้น
“ราชันทมิฬ มนุษย์พวกนี้แค่พวกเราคนใดคนหนึ่งก็สามารถจัดการได้แล้ว”
บุรุษหัวโล้นที่มีตาเดียวมองไปทางราชันทมิฬ พลางเอ่ยด้วยเสียงอันดัง “เอาเช่นนี้ เจ้าเลือกพวกเรามาสักคนหนึ่งให้ไปจัดการก็แล้วกัน”
“นายท่านเคยบอกเอาไว้ว่า ต่อให้เป็นเรื่องเล็กก็ควรลงมือทำให้เต็มที่”
ราชันทมิฬส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “ดังนั้นพวกเจ้าลงมือพร้อมกันเถอะ”
“และข้าขอเตือนพวกเจ้าสักอย่างว่า มนุษย์เหล่านี้เป็นเพียงการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น หลังจากจัดการพวกเขาเรียบร้อยแล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าบุกไปถล่มเผ่าสวรรค์ด้วย”
“เข้าใจแล้ว ! ”
“เช่นนั้นจะยืนเฉยกันอยู่ทำไม ลงมือพร้อมกันเถอะ”
“ดี ดาบของข้ากระหายเลือดมานานจนแทบจะทนมิไหวแล้ว วันนี้ถือซะว่าเป็นการลับคมดาบก่อนก็แล้วกัน”
“ดาบหัก เจ้าช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี จะลงมือเลยเยี่ยงนั้นหรือ”
“พวกเจ้าโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เหลือให้ข้าบ้าง……”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน