เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 597

ตอนที่ 597 โลหิตของเทพบรรพกาล

“จริงสิ เหตุใดชิงเฟิงถึงมิได้มาพร้อมเจ้าเล่า ? ”

เย่ฉางชิงพาหนิงซู่ซู่เดินสำรวจภายในเรือนคร่าว ๆ เสร็จแล้วจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา

“นาง……”

หนิงซู่ซู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลางเผยท่าทางอึกอักออกมา

ต้องบอกว่าแม้กระทั่งตอนนี้ นางก็ยังคงลังเลว่าจะบอกสาเหตุของเรื่องนี้ให้เย่ฉางชิงรู้ดีหรือไม่ ?

เพราะเยี่ยงไรซะเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตของตู๋กูชิงเฟิง

ทว่าเมื่อนางคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ภายในหัวก็จะมีภาพของตู๋กูชิงเฟิงที่มีสายตาแน่วแน่ปรากฏขึ้นมาทุกครั้ง

“หรือว่าหลังจากที่นางกลับไปเผ่าสวรรค์แล้ว มีเรื่องอันใดเกิดอันใดขึ้นเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

เย่ฉางชิงเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย

แต่เขาก็ยังเชื่อว่าเผ่าสวรรค์จะมิทำอันใดตู๋กูชิงเฟิง เพราะตอนนี้เขามีตบะบารมีถึงระดับเทวา ส่วนความแตกฉานในวิถีกระบี่ก็อยู่ในระดับสูงสุดแล้ว

ก่อนหน้านี้อวิ๋นจงเอี้ยนผู้เป็นบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ ก็ได้ประจักษ์ด้วยตนเองไปแล้ว

อีกอย่างเหล่าบ่าวรับใช้ของเขา แม้ว่าตอนนี้จะยังมิมีผู้ใดกลับมา แต่พวกเขามีพลังที่แข็งแกร่งเช่นไร อวิ๋นจงเอี้ยนก็ได้เห็นกับตาตนเองมาแล้ว

ดังนั้นมิว่าเยี่ยงไรเผ่าสวรรค์ก็ต้องเห็นแก่หน้าของเขาบ้าง

หากจะทำอันใดตู๋กูชิงเฟิง ก็ต้องดูก่อนว่าเขานั้นยินยอมหรือไม่

อีกอย่างตู๋กูชิงเฟิงเองก็เป็นถึงผู้สืบทอดหญิงของเผ่าสวรรค์

พวกเขาคงมิคิดทำอันใดผู้สืบทอดหญิงของตนเองหรอกกระมัง !

หนิงซู่ซู่ชะงักงัน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างลังเลว่า “บางทีนางอาจจะยังมีเรื่องที่ต้องจัดการ จึงมิได้กลับมาพร้อมข้ากระมัง ? ”

เย่ฉางชิงจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ผู้อาวุโสของเผ่าสวรรค์พวกนั้นคงมิกล้าทำอันใดผู้สืบทอดหญิงของพวกเขาหรอก”

……

……

เพียงพริบตา

รุ่งเช้าวันต่อมา

รอบนอกแดนต้องห้ามของเผ่าสวรรค์

นอกจากพวกอวิ๋นจงเอี้ยน และตู๋กูชิงเฟิงที่อยู่ในชุดสีม่วงแล้ว ยังมีเหล่าอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของเผ่าสวรรค์มารวมตัวอยู่ที่นี่ด้วย

“ชิงเฟิง หากเจ้าสามารถช่วยพวกเราขจัดคำสาปได้ เผ่าสวรรค์จะจดจำบุญคุณครั้งนี้ของเจ้าตลอดไป”

อวิ๋นจงเอี้ยนมองแผ่นหลังของตู๋กูชิงเฟิง พลางเอ่ยขึ้นมาอย่างใช้ความคิด

“มิจำเป็น”

ใบหน้าที่งดงามและเย็นชาของตู๋กูชิงเฟิงมิทุกข์มิร้อนใด ๆ เพียงแค่มองตรงไปยังด้านหน้า และเอ่ยเสียงเย็นออกมาว่า “ตอนนั้นเป็นเพราะพวกท่านได้ยื่นมือเข้ามาช่วยตอนที่ข้าตกอยู่ในช่วงเวลาความเป็นความตาย แต่นับจากวันนี้ไปข้าและเผ่าสวรรค์จะถือว่ามิมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันอีก”

“ชิงเฟิง……”

อวิ๋นจงเอี้ยนสะเทือนใจเล็กน้อย ราวกับมีบางอย่างวิ่งมาจุกอยู่ที่คอ

ตู๋กูชิงเฟิงปัดมือแล้วเอ่ยว่า “มิต้องเอ่ยให้มากแล้ว พวกเราออกเดินทางเถอะ”

สิ้นเสียง อวิ๋นจงเอี้ยนและอวิ๋นซิงหงก็สบตากันเล็กน้อย จากนั้นก็ได้เดินตรงไป

ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างทำท่ามุทรา และนำหยกโบราณที่หักชิ้นนั้นออกมา

“ชิงเฟิงหลับตาลงเถอะ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปในหอบรรพชน”

เยี่ยงไรซะตู๋กูชิงเฟิงก็เกี่ยวพันถึงอนาคตของเผ่าสวรรค์ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน อวิ๋นจงเอี้ยนจึงตัดสินใจใช้พลังปราณของตนปกคลุมตู๋กูชิงเฟิงเอาไว้ ขณะเข้าไปยังหอบรรพชน เพื่อพบกับบรรพบุรุษท่านนั้น

ตู๋กูชิงเฟิงมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก นางเพียงแค่หลับตาลงเท่านั้น

จากนั้นด้วยพลังปราณของอวิ๋นจงเอี้ยน ตู๋กูชิงเฟิงก็ค่อย ๆ ลอยตามหลังของอวิ๋นจงเอี้ยนไปยังหอบรรพชนเผ่าสวรรค์ในทันที

ส่วนพวกคนหนุ่มสาวของเผ่าสวรรค์ ก็ได้อวิ๋นซิงหงและพวกอวิ๋นเฉินเฟิงคอยกำกับดูแล และตามไป……

จนเวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม

ทุกคนก็ทยอยมาถึงที่หมาย นั่นก็คือหอบรรพชนของเผ่าสวรรค์

แน่นอนว่าในระหว่างที่เดินทางเข้ามาย่อมเลี่ยงมิได้ที่จะมีคนล้มตายไปบ้าง

แต่สิ่งที่ทำให้พวกอวิ๋นจงเอี้ยนประหลาดใจนั่น ก็คือ เมื่อพวกเขามาถึงสถานที่ที่เรียกว่าหอบรรพชนแล้ว ก็พบว่าโลงสัมฤทธิ์โบราณใบนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม เพียงแต่ด้านบนของโลงสัมฤทธิ์โบราณในเวลานี้ กลับปกคลุมไปด้วยไอสีดำที่พลุ่งพล่าน

ขณะเดียวกัน พลานุภาพอันน่ากลัวกลุ่มนั้นยังแผ่กระจายไปทั่วทั้งพื้นที่อีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าเมื่อตู๋กูชิงเฟิงปรากฏกายขึ้น บรรพบุรุษท่านนี้ก็สัมผัสได้ทันที

“ฮี่ฮี่……”

‘ผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพบรรพกาลนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเทพผู้สร้างโลกในตำนานนั่นเอง’

‘ผู้ที่อยู่เหนือกว่าโลกทุกใบ แม้แต่มหามรรคาทั้งสามพันก็เกิดขึ้นมาจากความคิดของเขา’

‘เพียงแค่คิดก็แยกฟ้าและดิน กำเนิดเป็นโลกใบใหม่ได้แล้ว’

‘เพียงแค่คิดก็สามารถทำลายฟ้าดิน ทำให้โลกพังทลายลงได้ภายในเสี้ยววินาที……’

‘นี่ก็หมายความว่าเทพบรรพกาลก็คือผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง’

‘สามารถย้อนคืนเวลา มอบชีวิตหรือช่วงชิงชีวิตได้’

‘ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับเทพบรรพกาลล้วนถูกกล่าวขานเพียงตำนานเท่านั้น’

‘ส่วนเทพบรรพกาลจะมีอยู่จริงหรือไม่ มิมีใครรู้ และมิมีผู้ใดเคยพิสูจน์มาก่อน’

‘ทว่าบัดนี้ท่านบรรพบุรุษท่านนี้กลับบอกว่า ผู้สืบทอดหญิงมิเพียงมีสายเลือดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง กลับยังมีโลหิตของเทพบรรพกาลหยดหนึ่งภายในกายอีกด้วย’

‘นี่มัน ! ! ! ! ’

‘นี่มันจะเป็นไปได้เยี่ยงไรกัน ! ’

‘เป็นไปมิได้ ! ’

‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’

ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาไปต่าง ๆ นา ๆ นั้น

ตู๋กูชิงเฟิงกลับยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “เริ่มเถอะ”

บรรพบุรุษท่านแรกของเผ่าสวรรค์ จึงเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะออกมาว่า “เด็กน้อย เจ้ามิต้องจริงจังถึงเพียงนี้ ต่อให้ข้าใช้เลือดของเจ้าสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ เจ้าก็มิมีทางตายอย่างแน่นอน”

“กลับกันข้าจะพาเจ้าไปจากโลกใบเล็ก ๆ แห่งนี้ ไปยังแดนเซียนโบราณและมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับเจ้าอีกต่างหาก”

เอ่ยเพียงเท่านั้น ระหว่างที่ตู๋กูชิงเฟิงเผยท่าทางสงสัยออกมา ไอสีดำจำนวนมหาศาลก็เข้าปกคลุมนางเอาไว้ในทันที

เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ

ไอสีดำจำนวนมหาศาลก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง และพวยพุ่งไปทั่วทุกทิศทุกทาง

จากนั้นลำแสงสีเลือดสายหนึ่งพลันพุ่งขึ้นฟ้า โดยมีตู๋กูชิงเฟิงอยู่ในลำแสงนั้นด้วย ไอพลังตระการตาดูราวกับปาฏิหาริย์ก็มิปาน

จากนั้นโลงสัมฤทธิ์โบราณใบนั้นก็ค่อย ๆ ลอยตามลำแสงสีเลือดขึ้นไป

ทันใดนั้น ลวดลายสีทองอันซับซ้อนและเก่าแก่ก็เปล่งแสงระยิบระยับออกมา คลื่นแสงขนาดใหญ่แผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง……

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน