เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 624

ตอนที่ 624 ขอผู้อาวุโสได้โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ

“จริงสิ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าราชันทมิฬถูกพิษอันใดเข้า ? ”

แม้จะมองเห็นเมืองโลกวิญญาณที่ตั้งอยู่บนยอดเขาลิบ ๆ มานานแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยาม ก่อนที่ทุกคนจะเข้าใกล้เมืองโลกวิญญาณ

และในตอนนั้นเอง

เย่ฉางชิงก็นึกถึงเรื่องราชันทมิฬขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามออกไป

ชายชราที่มีผมและหนวดขาวโพลน ใบหน้าซูบผอมผู้หนึ่ง เหมือนสัมผัสได้ถึงไอพลังบางอย่างจากกายของราชันทมิฬ

“นายท่าน ผู้น้อยขอลองดูหน่อยขอรับ”

ชายชราลังเลอยู่สักพัก จึงเอ่ยกับเย่ฉางชิงอย่างนอบน้อม

เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าตอบน้อย ๆ

ชายชราคุกเข่าลงตรงหน้าราชันทมิฬ จากนั้นก็ค่อย ๆ ผสานพลังวิญญาณของตนเข้าไปภายในร่างของราชันทมิฬ

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ

ชายชราก็ได้แหวกคอเสื้อของราชันทมิฬออก ก่อนจะพบว่าบริเวณหน้าอกของราชันทมิฬในเวลานี้เต็มไปด้วยลวดลายโบราณอันซับซ้อน ขณะเดียวกันก็แผ่ไอพลังพิสดารออกมาด้วย

เห็นดังนั้น พวกเย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้น ด้วยความงุนงง

พวกหวงอิงมิเพียงมีสีหน้าเปลี่ยนไป ทว่าท่าทางของพวกเขายังเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอีกด้วย

“เป็นเช่นไรบ้าง ? ”

เย่ฉางชิงเอ่ยถามขึ้นมาเป็นคนแรก

ชายชราขมวดคิ้วแน่น เพียงแค่ส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ยว่า “เรียนนายท่าน พี่ชายท่านนี้หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ คงจะถูกปีศาจงูตาเขียวทำร้ายมาขอรับ”

“ซึ่งพิษของปีศาจงูตาเขียวนั้นถือเป็นหนึ่งในพิษที่ประหลาดเป็นอย่างมากบนเส้นทางโบราณ หากถูกพิษนี้เข้าเพียงเจ็ดวันมิว่าจะมีตบะบารมีเช่นไรก็จะกลายเป็นเพียงกองเลือดเท่านั้น และทั่วทั้งเมืองโลกวิญญาณผู้ที่สามารถรักษาพิษประหลาดนี้ได้ เกรงว่าคงมีเพียงอ๋องลวี่หนึ่งในสี่อ๋องของเมืองโลกวิญญาณเท่านั้นขอรับ”

อ๋องลวี่ ?

เย่ฉางชิงขมวดคิ้วน้อย ๆ อดมิได้ที่จะเผยสีหน้าเอือมระอาออกมา

การตายของเย่เหลียงเฉินแม้จะถูกวิถีหมากครอบงำจนตาย แต่เยี่ยงไรซะเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเขา

ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เมืองโลกวิญญาณแล้ว ย่อมมิอาจเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอ๋องฉีผู้เป็นอันดับหนึ่งในสี่อ๋องได้ แต่การเผชิญหน้ากับอ๋องฉีผู้นี้ หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ คงจะเป็นแค่การประลองหมากกระดานหนึ่งเท่านั้น

‘เรื่องการเดินหมากนั้น ข้าเองก็อยากจะเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อมานานแล้ว’

‘ทั้งยังอยากจะลองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สักครั้งใจจะขาด’

ส่วนอ๋องเจี้ยนที่เป็นรองเพียงอ๋องฉีนั้น

ตามคำบอกเล่าของหวงอิงแล้ว วิถีกระบี่ที่เขาบำเพ็ญเพียรอยู่นั้นเป็นวิถีกระบี่โชติช่วง อีกทั้งยังบอกด้วยว่าความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเขาหามีผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้

ส่วนเย่ฉางชิงตั้งแต่บนทะเลดำก็อดสำแดงกระบี่มาครั้งหนึ่งแล้ว

ดังนั้นหากเป็นไปได้ เขาอยากที่จะประลองกับอ๋องเจี้ยนผู้นี้ดูสักครั้ง

ดังนั้นก็หมายความว่า หลังจากนี้มิว่าเยี่ยงไรเขาก็คงต้องเผชิญหน้ากับอ๋องทั้งสองของเมืองโลกวิญญาณอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

อีกทั้งยังจะต้องเผชิญหน้ากับอ๋องลวี่ผู้ลึกลับอีกเยี่ยงนั้นหรือ

คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ว่า “ในเมื่อไหน ๆ ก็ต้องเผชิญหน้ากับอ๋องทั้งสองของเมืองโลกวิญญาณอยู่แล้ว เช่นนั้นเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป”

มินาน พวกหวงอิงก็ได้นำทุกคนมายังประตูเมืองที่อ๋องเจี้ยนเป็นผู้ปกครอง

“มีป้ายอ๋องเจี้ยนหรือไม่ ? ”

ทหารที่สวมเกราะดำ และสะพายดาบด้านหลังหลายนาย ได้มาขวางด้านหน้าของพวกเย่ฉางชิงเอาไว้ จากนั้นบุรุษที่เป็นหัวหน้าก็ได้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

หวงอิงจึงเป็นฝ่ายหยิบหินวิญญาณถุงหนึ่งวางลงบนโต๊ะข้าง ๆ และเอ่ยว่า “พวกเรามาใหม่ หินวิญญาณเหล่านี้คงพอให้พวกเราเข้าเมืองโลกวิญญาณได้กระมัง”

หัวหน้าทหารที่มีใบหน้าดุดัน ร่างกายกำยำใช้กระแสจิตเพ่งไปที่ถุงใส่หินวิญญาณ ก่อนจะพิจารณาพวกเย่ฉางชิงด้วยสายตาสงสัย พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “มาใหม่แต่กลับมีหินวิญญาณมากมายเช่นนี้ ดูท่าคงจะมิธรรมดาสินะ”

หัวหน้าทหารพึมพำออกมา ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ชายชราท่านหนึ่งที่ยืนอยู่หลังสุด

“โอ๊ะ ท่านคือพี่หยวนมิใช่หรือนี่ ? ”

หัวหน้าทหารจึงหันเหความสนใจในทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “เจ้าไปเข้ากับอ๋องฉีแล้วมิใช่หรือ เหตุใดถึงได้ปะปนมากับพวกหน้าใหม่เหล่านี้ได้เล่า ? ”

ทันทีที่สิ้นเสียง สีหน้าของเหล่าทหารพลันดุดันขึ้นทันที จิตสังหารพลุ่งพล่าน ก่อนจะหายตัวมาล้อมพวกเย่ฉางชิงเอาไว้

ชายชราที่มีนามว่า หยวนเฉิงกัง มุมปากกระตุกเล็กน้อย จากนั้นจึงอธิบายแก่เย่ฉางชิงว่า “นายท่าน ผู้น้อยมิได้ตั้งใจที่จะปิดบังนะขอรับ และคิดมิถึงว่าจะมาพบสหายเก่าที่นี่ด้วยขอรับ”

เย่ฉางชิงปัดมือเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “มิเป็นไร ตามกฎของเมืองโลกวิญญาณ ขอเพียงมิฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จ่ายสิบหินวิญญาณก็สามารถเข้าเมืองโลกวิญญาณได้แล้วมิใช่หรือ ? ”

แน่นอนว่าพวกเขาที่ล้วนบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่

วินาทีที่เห็นกระบี่แสงสีขาว ก็รู้สึกราวกับได้พบเทพเจ้าก็มิปาน ภายในใจอดมิได้ที่จะเกิดความเลื่อมใส ไหนเลยจะยังมีจิตใจที่คิดสู้อยู่อีก

‘นี่มัน ? ? ? ’

‘นี่มัน ! ! ! ’

‘กระบี่เล่มเล็ก ๆ นี่คือกระบี่อันใดกันแน่ ถึงทำให้พวกเราเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้มากมายเพียงนี้’

‘ตอนนั้นมีโอกาสได้พบอ๋องเจี้ยน ก็ยังมิเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ! ’

‘หรือจะเป็นจิตแท้วิถีกระบี่แปลงกายในตำนาน’

‘อืม ! ’

‘คงจะสร้างขึ้นจากจิตแท้วิถีกระบี่ในตำนานเป็นแน่ ! ’

‘มิใช่ ! ’

‘จะต้องสร้างขึ้นมาจากจิตแท้วิถีกระบี่อย่างแน่นอน ! ’

‘เช่นนี้แล้ว คนผู้นี้จะมีวิถีกระบี่สูงส่งถึงระดับใดกัน ? ’

‘น่าเหลือเชื่อ ! ’

เกินจะจินตนาการได้จริง ๆ !

ระหว่างที่เหล่าทหารเกิดใจสั่นสะท้านอย่างควบคุมมิได้นั้น

เย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ ลืมตาเรียวยาวคู่นั้นขึ้น ก่อนจะปรายตามองเหล่าคนที่แทบจะคุกเข่าลงกับพื้น ทันใดนั้นเมื่อกุมฝ่ามือเข้ากระบี่แสงสีขาวก็พลันหายไป

“ข้าขอบอกพวกเจ้าก่อนว่า วันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อประลองวิถีกระบี่กับอ๋องเจี้ยน ดังนั้นโปรดหลีกทางด้วย”

ใบหน้าของเย่ฉางชิงเรียบนิ่ง พร้อมทั้งเอ่ยกับเหล่าทหารด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “ส่วนหยวนเฉิงกัง ตอนนี้เขาเป็นบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งของข้า หาใช่สายลับของอ๋องฉีไม่”

ทันทีที่สิ้นเสียง หัวหน้าทหารที่มีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มขมับ และเอ่ยขึ้นด้วยความหวั่นเกรงว่า “ผู้น้อยมุทะลุเกินไป ขอผู้อาวุโสได้โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ”

เย่ฉางชิงกวาดตามองหัวหน้าทหาร ก่อนจะเดินตรงเข้าไปข้างในทันที

[1] คำว่า เจี้ยน แปลว่า กระบี่ ดังนั้น อ๋องเจี้ยน หมายถึง อ๋องที่มีความเก่งกาจในด้านกระบี่

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน