ตอนที่ 682 ผลมรรคา ?
จากนั้นมนุษย์สีทองตัวจิ๋วก็กลืนกระบี่เลือดของเสวียหมิงไห่ลงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของพวกเย่ฉางชิง
มิเพียงเท่านั้น มนุษย์สีทองตัวจิ๋วยังเหมือนเกิดสติปัญญาขึ้นก็มิปาน
หลังจากสังเกตเห็นสายตาของพวกเย่ฉางชิง มนุษย์สีทองตัวจิ๋วก็รู้สึกเหมือนทั้งสามคนหมายที่จะชิงอาหารของตน จึงอ้าปากกว้างขึ้นและรีบกลืนกระบี่เลือดที่เหลืออยู่ลงไปทันที
และเมื่อเสวียหมิงไห่ได้เห็นภาพเช่นนี้ ดวงตาก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า ใบหน้าที่เคยดุดันเวลานี้กลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
หลังจากที่กระบี่เลือดถูกมนุษย์สีทองตัวจิ๋วกลืนจนหมดแล้ว
เสวียหมิงไห่ที่แต่เดิมจิตใจก็เต็มไปด้วยไฟโทสะ ทั้งยังถูกวิถีกระบี่ครอบงำ ดวงตาพลันวาวโรจน์ร่างกายสั่นเทาในทันที
“อั๊ก ! ”
เมื่อพลังวิญญาณภายในกายเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว
เสวียหมิงไห่ก็มิสามารถสะกดเลือดลมที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงเอาไว้ได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงกระอักเลือดสีดำออกมา
เย่ฉางชิงได้ยินเสียงก็รีบหันไปมองเสวียหมิงไห่ที่มีสีหน้าซีดขาว ดวงตาหม่นหมอง สภาพแทบจะดูมิได้
“ต้องขออภัยจริง ๆ ข้าเองก็เพิ่งรู้วิธีใช้มนุษย์สีทองตัวจิ๋วนี้ครั้งแรก และมิคิดว่ามันจะกลืนกินกระบี่สีเลือดนั่นได้”
เย่ฉางชิงเอ่ยกับเสวียหมิงไห่ด้วยใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มอ่อนโยน
ร่างของเสวียหมิงไห่สะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
เขาพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พลางเอ่ยกับเย่ฉางชิงอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “เจ้า……ต้อง……มิตายดี……”
ยังมิทันสิ้นเสียง พลังวิญญาณบนกายของเสวียหมิงไห่ก็หายไปจนสิ้น ก่อนที่ร่างจะร่วงลงมาและกระแทกกับพื้น
เห็นดังนั้น หน้าโลหิตที่จำต้องใช้เคล็ดวิชาลับฝืนยันกายของตนเอาไว้ ก็แวบหายตัวไปรับเสวียหมิงไห่เอาไว้
เขาเหลือบมองเสวียหมิงไห่ที่สลบไป พลางเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่ด้านบน และเอ่ยด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า “ท่านทำลายรากฐานปราณของนายน้อย อีกมินานมิว่าจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย หรือว่าเผ่าเสวียจะต้องมาเอาเรื่องท่านให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน ! ”
เอ่ยจบ รอบกายหน้าโลหิตก็แผ่หมอกเลือดออกมา ไอพลังอันบ้าคลั่งขยายออกไปภายในรัศมีร้อยจั้ง ก่อนจะกลายเป็นเงาแสงสีแดงที่ลุกโชนพุ่งไปยังขอบฟ้า
แต่มิว่าจะเจอกับคำสาปแช่งของเสวียหมิงไห่ หรือว่าการข่มขู่ของหน้าโลหิต เย่ฉางชิงกลับมิได้ตอบโต้ใด ๆ และมิได้ขัดขวางเมื่อพวกเขาหลบหนีไป
แต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงมากที่สุดก็คือ กระบี่สีเลือดจะมีผลกับรากฐานปราณของเสวียหมิงไห่ด้วย
การที่ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนคนหนึ่งถูกทำลายรากฐานปราณหมายความว่าเยี่ยงไรนั้น มิต้องบอกทุกคนก็ย่อมรู้ดี
อีกอย่างแม้ว่าพวกเสวียหมิงไห่มีท่าทางยโสโอหัง ถึงขนาดต้องการที่จะสังหารเขา
แต่ทั้งสองกลับมิสามารถทำร้ายเขาได้ กลับกันยังทำให้เขารู้แจ้งมนุษย์สีทองตัวจิ๋วนี้อีกด้วย
กล่าวอีกนัยก็คือ มิต่างอันใดกับมดสองตัวมากัดเขาก็เท่านั้น
ทว่าเขากลับมิทันระวังจึงเผลอเหยียบตายไปตัวหนึ่ง แต่ก็ยังปล่อยอีกตัวไป
ดังนั้นเขาจึงมิมีจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย
จนเวลาผ่านไปอีกหนึ่งเคอ
เย่ฉางชิงก็กางมือทั้งสองข้างออก จับจ้องฝ่ามือที่มีเส้นชีวิตสองเส้นที่ยาวมาก แล้วก็อดมิได้ที่จะลอบคาดเดาออกมาว่า “ระดับเทวา……ระดับสุขาวดี”
“ตามบันทึกในตำราโบราณเมื่อถึงระดับขั้นนี้แล้ว ต่อให้เป็นการเลื่อนระดับขั้นเล็ก ๆ ก็จะต้องมีทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมา ทว่าข้าบำเพ็ญเพียรมาจนถึงบัดนี้ กลับมิเคยมีทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมาสักครั้ง”
“แม้ที่นี่คือแดนเซียนจื่อฉงหนึ่งในสิบสองแดนเซียนโบราณในตำนาน เมื่อครู่คนทั้งสองก็มิสามารถทำอันตรายใด ๆ ข้าได้ หรือข้าจะไร้พ่ายในแดนเซียนจื่อฉงแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“มิใช่กระมัง หากเป็นเช่นนั้นจริงการบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนของข้าจะน่าเบื่อเกินไปแล้วกระมัง ? ”
หลังจากทอดถอนใจอยู่สักพัก
ขณะที่เย่ฉางชิงเหลือบไปเห็นมนุษย์สีทองตัวจิ๋วที่ยังลอยอยู่มิไกลนัก ก็อดมิได้ที่จะชะงักไปทันที
อาจเป็นเพราะกลืนกินกระบี่เข้าไป
จึงทำให้ใต้ฝ่าเท้าของมนุษย์สีทองตัวจิ๋วปรากฏแท่นดอกบัวที่ดูศักดิ์สิทธิ์แท่นหนึ่งขึ้นมา
ใช่แล้ว !
เป็นแท่นดอกบัวที่ดูเลือนรางและมีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ
แต่การที่แท่นดอกบัวเกิดขึ้นมาเช่นนี่มันเรื่องอันใดกัน ?
ตามบันทึกในตำราเก่าแก่ มีเพียงสุดยอดบุคคลในตำนาน หลังจากบรรลุผลสูงสุดของมรรคาแล้ว ถึงจะทำให้ผลมรรคาปรากฏขึ้นมา และคนผู้นั้นก็จะนั่งสมาธิอยู่บนแท่นดอกบัว
มนุษย์สีทองตัวจิ๋วเกิดจากภาพกระบี่ไร้สิ้นสุด และมีอยู่เพื่อคอยถอดเคล็ดกระบี่
เถ้าแก่ชะงักงันก่อนจะพยักหน้ารับ และหมุนกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตา เวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งก้านธูป
ภายในตำหนักที่อยู่ด้านในจวนเจ้าเมือง
สวี๋ฉางเหอกำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หน้าประตู ร่างกายแผ่ความน่าเกรงขามออกมา
ส่วนตรงหน้าของเขา มีบุรุษชุดเทาสองคนที่รอบกายอบอวลไปด้วยไอพลังประหลาด จนทำให้ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนและเกิดคลื่นพลังขึ้น
“ท่านเจ้าเมือง เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นนี้ขอรับ”
บุรุษที่ผมข้างขมับทั้งสองข้างเป็นสีขาวโพลนผู้หนึ่ง ประสานมือคารวะให้กับสวี๋ฉางเหอด้วยความนอบน้อม
สวี๋ฉางเหอมีท่าทางเย็นเยียบ มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “เสวียหมิงไห่ผู้นี้ช่างจองหองยิ่งนัก มิได้รับคำเชิญจากผู้อาวุโสเย่แต่กลับกล้าไปล่วงเกิน ช่างมิกลัวตายเสียจริง”
เอ่ยถึงตรงนี้ สวี๋ฉางเหอก็ถามออกมาว่า “พวกเจ้าได้กำชับหน่วยลาดตระเวนหรือไม่ มิว่าที่โรงเตี๊ยมเหอซีจะเกิดสิ่งใดขึ้น ก็ห้ามเข้าไปตรวจสอบเด็ดขาด ? ”
บุรุษอีกผู้หนึ่งโค้งคำนับแล้วเอ่ยว่า “เรียนท่านเจ้าเมือง ได้กำชับไปแล้วขอรับ”
ยังมิทันสิ้นเสียง ก็มีร่างสีดำอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของสวี๋ฉางเหอ
“ท่านเจ้าเมืองขอรับ พวกเราทำตามคำสั่งของท่าน คอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ โรงเตี๊ยมเหอซี และมิเคยใช้กระแสจิตตรวจสอบแต่อย่างใดขอรับ”
ร่างสีดำรายงานตามตรง “แต่หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ เสวียหมิงไห่และบ่าวรับใช้ของเขาหลังเข้าไปในโรงเตี๊ยมเหอซี เหมือนจะเกิดการต่อสู้กับใครบางคน จากนั้นบ่าวรับใช้ของเสวียหมิงไห่ก็รีบพาเขาไปจากเมืองเหอซี โดยมิสนใจสิ่งใดเลยขอรับ”
“ต่อสู้กับใครบางคน ? ”
สวี๋ฉางเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเหลือเชื่อ
ร่างสีดำเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “เกิดการต่อสู้กับใครบางคนจริง ๆ ขอรับ หากมิใช่เพราะเมืองเหอซีมีค่ายกลโบราณปกคลุมเอาไว้ เกรงว่าภายในรัศมีหลายลี้รอบโรงเตี๊ยมเหอซีคงกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้วขอรับ”
สวี๋ฉางเหอหัวเราะเสียงเย็นออกมา พลางส่ายหน้าและเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดจะให้ฝู๋เอ้อแต่งงานกับเสวียหมิงไห่ เพื่อหวังว่าจะสามารถสานสัมพันธ์กับเผ่าเสวียได้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งเผ่าเสวียนคงจะติดร่างแหไปด้วยแล้ว”
“อีกอย่างหากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ เรื่องนี้ต้องสะเทือนถึงพวกตาเฒ่าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเป็นแน่ เชื่อว่าอีกมินานแดนฉางหลิงที่เงียบสงบมานานจะคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน”
“ท่านเจ้าเมืองขอรับ จะให้พวกเราไปขวางเสวียหมิงไห่และบ่าวรับใช้ของเขาหรือไม่ขอรับ ? ”
“มิต้อง ปล่อยพวกเขาไป”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน