เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 751

ตอนที่ 751 หรือว่าจะเป็นท่านบรรพบุรุษ ?

เมื่อลิงขาวลงมือเช่นนี้

บุรุษวัยกลางคนก็พลันดวงตาเบิกโพลง บนใบหน้าแห้งกร้านเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

แต่โชคดีที่หลังจากนั้นมิกี่อึดใจ ลิงขาวก็ยั้งมือไว้

ส่วนชายวัยกลางคน ภายในเวลามิกี่อึดใจ

ผมของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา ชีพจรอ่อนลง ท่าทางราวกับคนที่ใกล้จะตาย

“นายท่านขอรับ คนผู้นี้มิรู้จักสตรีในภาพจริง ๆ ขอรับ”

ลิงขาวประสานมือพร้อมกับกล่าวรายงาน “คนผู้นี้เป็นบรรพบุรุษของดินแดนต้าเสวียนของแดนตะวันออก เป็นเพราะได้รับแรงกดดันจากเผ่าสวรรค์ จึงได้เดินทางมาพร้อมกับคนของเผ่าสวรรค์ผู้หนึ่ง และมิเคยก้าวย่างเข้าไปในแดนใต้มาก่อนด้วยขอรับ”

“นายท่านขอรับ ตบะบารมีของคนเผ่าสวรรค์ผู้นั้นมิได้สูงส่งเท่าใดนัก ผู้น้อยน่าจะตามทัน แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยขอรับ”

เย่ฉางชิงปัดมือไปมาแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ช่างเถอะ พวกเราไปคีรีเทพไทอินที่แดนใต้กันเลยดีกว่า”

ลิงขาวพยักหน้ารับคำ และมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก

ทว่าในตอนนั้นเอง เมื่อมองดูบุรุษที่หายใจรวยริน จิตวิญญาณแทบจะสูญสลาย

พวกเปาต้าเหมยต่างก็ขนกายลุกชัน เหงื่อกาฬไหลเย็นไปทั่วทั้งตัว

เคล็ดวิชาค้นหาวิญญาณ !

เคล็ดวิชาต้องห้ามนี้โหดร้ายยิ่งนัก หลังจากถูกเคล็ดวิชาค้นหาวิญญาณเข้าไปมิว่าตบะบารมีจะสูงส่งเพียงใด จิตวิญญาณก็จะสูญสลาย สุดท้ายกายเนื้อก็จะตายตามไปด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเรียกว่าเคล็ดวิชาต้องห้าม

เพียงแต่เคล็ดวิชาต้องห้ามนี้แม้จะดูโหดร้ายทารุณ แต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะใช้เคล็ดวิชานี้กับผู้ที่อ่อนแอกว่าได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลิงขาวและบุรุษผู้นี้แม้จะมีตบะบารมีระดับราชันจำแลงเหมือนกัน แต่ระดับพลังที่แท้จริงของทั้งคู่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

“พี่เปาขอรับ ถ้าเช่นนั้นพวกเราลากันตรงนี้เลยนะขอรับ”

เย่ฉางชิงหันไปมองเปาต้าเหมย พร้อมกับเอ่ยขึ้น

เปาต้าเหมยที่สวมอาภรณ์สีแดงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยกับเย่ฉางชิงด้วยความแน่วแน่ว่า “ท่านเย่ แม้พลังของข้าจะสู้คนรับใช้ผู้นี้ของท่านมิได้ แต่ก็มีตบะบารมีระดับราชันจำแลงคนหนึ่งเช่นกัน”

“อีกอย่างเผ่าสวรรค์ก็คอยบีบให้ราชวงค์เซียนอวี่ฮั่วยอมสวามิภักดิ์กับพวกมันอยู่หลายครั้ง หากเป็นไปได้ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นจะพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือท่านเช่นไร”

เย่ฉางชิงพยักหน้าให้ ก่อนจะเพ่งสมาธิใช้ไอพลังห่อหุ้มกายของลิงขาวและเปาต้าเหมยเอาไว้ จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อความว่างเปล่าตรงหน้าเกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้นมาหนึ่งรอย

จากนั้นทั้งสามคนก็ราวกับหายไปในอากาศก็มิปาน

ทว่าในวินาทีต่อมา เย่ฉางชิงกลับทำอะไรต่อมิถูก

‘แดนใต้อย่างนั้นหรือ ? ’

‘แดนใต้อยู่ที่ใดกันเล่า ? ’

‘ก้าวข้ามความว่างเปล่างั้นหรือ ? ’

‘ด้านหน้ามีแต่ควันขมุกขมัวไปหมด มิสามารถมองหาทิศทางได้เลย’

‘ตอนนี้ข้าควรทำเช่นไรดี ! ’

‘ข้าควรไปทิศทางใด แล้วควรข้ามไปเช่นไรดี ! ’

‘มีวิธีอยู่นี่นา ! ’

‘ใช้ความคิดอย่างไรเล่า ! ’

ภายในความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยควันสีเทาขมุกขมัว มีพายุพลังงานที่แปลกประหลาดและน่ากลัวกำลังโหมกระหน่ำ ราวกับสามารถสังหารทุกสรรพสิ่งได้อย่างง่ายดาย

ทว่าเมื่อเย่ฉางชิงเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ กลับมิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา แค่ตกใจเล็กน้อยเท่านั้นแต่มิได้หวาดกลัวแต่อย่างใด ราวกับว่าสัญชาตญาณบอกเช่นนั้น

จากนั้นเย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิก่อนที่ทั้งสามคนจะปรากฎตัวอยู่เหนือทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ

ท้องฟ้าและพื้นดินทอดยาวมิมีที่สิ้นสุด

“พวกเรามาถึงแล้วอย่างนั้นหรือ ? ”

เมื่อสายลมเย็น ๆ พัดเข้ามา

เปาต้าเหมยและลิงขาวก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ทว่าเมื่อมองไปรอบ ๆ ทั้งสองกลับรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างมิค่อยดีนัก

โดยเฉพาะเปาต้าเหมย

ตอนที่นางเคยท่องเที่ยวไปในแดนเซียนดาวตก มีโอกาสได้ไปแดนใต้ครั้งหนึ่ง

แดนใต้นั้นมีภูเขาและแม่น้ำมากมาย ทว่าภาพตรงหน้ากลับเป็นทุ่งหญ้าที่ไร้ขอบเขต

เมื่อถูกอำนาจกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวนี้ปกคลุม ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็พลันทรุดตัวลงไปหลายจั้ง

ขณะเดียวกัน คนทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเย่เสวียนก็สำแดงสมบัติเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมาอย่างมิลังเล

คันฉ่องสัมฤทธิ์ที่ด้านหนึ่งมีรอยแตกร้าวก็ลอยขึ้นจนสูงเสียดฟ้า

ไอพลังโบราณจำนวนมหาศาลก็แผ่ไปทั่วท้องนภา พร้อมกับมีสัญลักษณ์โบราณซับซ้อนปรากฎขึ้นบนคันฉ่อง

ในวินาทีที่สัญลักษณ์นี้เปล่งแสงสีเขียวออกมา ฟ้าดินบริเวณนี้ก็ราวกับถูกผนึกเอาไว้ก็มิปาน

จากนั้นภาพเทพที่มีรอยขาดภาพหนึ่งก็ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะค่อย ๆ กางออก

ทว่าในวินาทีที่ภาพเทพนั้นกางออก กลับมีกระบี่หักเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นมาเช่นกัน

ทันใดนั้น กระบี่หักที่ลอยอยู่ตรงหน้าเย่เสวียนก็เกิดสั่นอย่างรุนแรง

ไอกระบี่สายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้า ฉีกกระชากความว่างเปล่าที่ถูกผนึกออก ทำลายไอกระบี่ที่ปรากฎจากภาพวาดจนสิ้น

ทว่าหลังจากใช้กระบี่นี้

เย่เสวียนก็กระอักเลือดออกมามิหยุด กระดูกสีขาวบริเวณแขนทั้งสองข้างที่โผล่ออกมาก่อหน้านี้ก็ยิ่งเห็นชัดมากขึ้น

แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังคงสู้มิถอย

“เจ้าเฒ่าทั้งสองแม้กระบี่ไท่เสวียนเล่มนี้จะหัก แต่ก็เคยเป็นอาวุธเซียนที่ท่านบรรพบุรุษเคยใช้ หาใช่ขยะที่อยู่ในมือของเจ้าทั้งสองจะเทียบเคียงได้ ? ”

เย่เสวียนยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ก่อนที่ร่างของเขาจะแผ่จิตสงครามที่มิสิ้นสุดออกมา และคำพูดนั้นก็เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง

“เย่เสวียน สมบัติเซียนในมือของข้าสู้กระบี่ไท่เสวียนที่หักในมือเจ้ามิได้ก็จริง แต่การใช้กระบี่ไท่เสวียนจะถูกครอบงำเช่นไร เจ้าคงจะรู้ดีกว่าพวกข้าทั้งสองใช่หรือไม่”

ชายชราใบหน้าแห้งกร้าน ราวกับศพหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ

“เผ่าเย่แม้จะตกต่ำ แต่ก็เคยเป็นเผ่าราชันของแดนเซียนไท่เสวียนมาก่อน เกียรติยศและความภาคภูมิใจนี้ มิใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้……”

ยังมิทันสิ้นเสียง จู่ ๆ เย่เสวียนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป เมื่อกระบี่ไท่เสวียนที่หักครึ่งและลอยอยู่ตรงหน้าพุ่งไปทางด้านหลังของเขาอย่างมิอาจควบคุมได้

“ท่านบรรพบุรุษ ? ”

“หรือจะเป็นท่านบรรพบุรุษ ? ”

เย่เสวียนน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างอดมิได้ ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง……

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน