บทที่ 103 จิตใจของฮ่องเต้หญิงยุ่งเหยิง
ตำหนักฉีเฟิง
เมื่อเซวียนหยวนจิ้งก้าวเข้าไปในห้องชั้นใน นางก็เห็นตู๋กูหมิงเยว่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จึงรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
ในความคิดของนาง ความสง่างามและหรูหราของตู๋กูหมิงเยว่ลดหายไปไม่น้อย แต่สิ่งเหล่านั้นก็ถูกแทนที่ด้วยรัศมีแห่งความเมตตาอารีที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
ตู๋กูหมิงเยว่กลับมาได้สติและเมื่อเห็นว่าเซวียนหยวนจิ้งเดินเข้ามา หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม และในแววตาก็ทอประกายแห่งความสุข
ฮ่องเต้พยักหน้ารับ สังเกตเห็นว่าตู๋กูหมิงเยว่ไม่ได้ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางตามปกติ แม้ว่าใบหน้าจะดูงดงามเหมือนเคย แต่ก็มีสีสันฉูดฉาดน้อยลงนัก
เซวียนหยวนจิ้งถึงกับสังเกตเห็นว่าใบหน้าของตู๋กูหมิงเยว่ออกจะเป็นสีขาวซีดอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำไป
ถ้อยคำที่นางเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้กระจุกอยู่ในลำคอ เซวียนหยวนจิ้งคิดว่าควรเอ่ยถึงเรื่องอื่นเสียก่อน แล้วค่อยเข้าประเด็นสำคัญทีหลัง นางจึงถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“เจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วหรือ?”
“หม่อมฉันไม่เป็นกระไรแล้วเพคะฝ่าบาท” ตู๋กูหมิงเยว่จ้องมองกลับไปด้วยความซาบซึ้งใจ ยกมือลูบหน้าท้องแผ่วเบา พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“หม่อมฉันโชคดีได้รับการประทานพรจากสวรรค์ หม่อมฉันหวาดกลัวจริง ๆ เพคะ หม่อมฉันไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน”
แววตาของฮ่องเต้สั่นไหวเล็กน้อย สัมผัสได้ว่าตู๋กูหมิงเยว่เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว
เซวียนหยวนจิ้งกระแอมไอออกมาเบา ๆ รู้สึกว่าเวลานี้ไม่เหมาะสำหรับการชวนพูดคุยถึงประเด็นเรื่องการทำลายทารกในครรภ์ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่องพูดเสีย
“ตอนที่เราเข้ามาเมื่อสักครู่ เราเห็นเจ้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่ทราบว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใด? เจ้าไม่ชอบเครื่องประทินโฉมเหล่านี้หรือ?”
“ฝ่าบาท ได้โปรดประทานอภัยให้แก่หม่อมฉันด้วย”
ตู๋กูหมิงเยว่นึกว่าฮ่องเต้จะกล่าวโทษนางที่ไม่ได้แต่งแต้มใบหน้ารอรับเสด็จ ริมฝีปากแดงเรื่อเม้มแน่น พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่เหมาะสม
“หม่อมฉันเพียงแค่…”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมืาอเห็นท่าทางอึกอักของฮองเฮา
“หม่อมฉันเพียงแค่… กังวลว่าองค์ประกอบที่อยู่ในเครื่องประทินโฉมจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์เพคะ หม่อมฉันจึงไม่ได้แต่งหน้ารอรับพระองค์ ได้โปรดให้อภัยหม่อมฉันด้วยเพคะ!” ตู๋กูหมิงเยว่โค้งคำนับด้วยความนอบน้อม
ฮ่องเต้หัวใจกระตุกวูบ นับตั้งแต่ตู๋กูหมิงเยว่ตั้งครรภ์ นางก็ไม่ได้มีความหยิ่งผยองเช่นเดิมอีกแล้ว นางกลายเป็นสตรีที่อ่อนไหวง่าย และมีจิตใจอ่อนโยนเหลือเกิน
เซวียนหยวนจิ้งอดนึกถึงมารดาของตนขึ้นมาไม่ได้
แต่นั่นมันก็ผ่านมานานมากแล้ว นางจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ามารดามีหน้าตาเป็นอย่างไร
ถึงอย่างนั้น ความอ่อนโยนจากความรักของมารดาก็ยังคงประทับอยู่ในหัวใจของเซวียนหยวนจิ้งไม่เสื่อมคลาย
เซวียนหยวนจิ้งจำได้ว่าครั้งเมื่อตนยังเล็ก นางมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชาย เที่ยวไล่ทุบตีบรรดานางกำนัลและขันทีระดับล่างไปทั่ว เสด็จพ่อมักจะเรียกไปดุอยู่บ่อย ๆ แต่เสด็จแม่ก็จะออกมาปกป้องนางเสมอ และนั่นก็จะทำให้เสด็จพ่อรู้สึกไม่พอพระทัยเป็นประจำ
เมื่อนึกถึงมารดา… ใบหน้าของเซวียนหยวนจิ้งก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ความเย็นชาสลายหายไปหลายส่วน ใบหน้าอันสง่างามนั้นพลันปรากฏความอบอุ่นขึ้นมาเช่นกัน
“ไม่สำคัญหรอก” ฮ่องเต้ตอบกลับอย่างไม่ถือสา
เมื่อถามออกไปเช่นนั้น ฮ่องเต้หญิงก็อดตกตะลึงตนเองไม่ได้ เมื่อดูเหมือนนางจะคิดถึงเหตุผลออก
จะมีสาเหตุอื่นได้อย่างไรอีก? นั่นเป็นเพราะว่าตู๋กูหมิงเยว่กำลังเห็นแก่ความปลอดภัยของทารกในครรภ์อย่างไรเล่า
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงเป็นประกายระยิบระยับ …หรือว่าเซวียนหยวนจิ้งเปลี่ยนใจแล้ว?
“หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้วเพคะ หม่อมฉันสามารถต้มเองได้”
ตู๋กูหมิงเยว่ตอบกลับด้วยเสียงพึมพำในลำคอ น้ำยาสมุนไพรในชามเริ่มเย็นลงแล้ว นางจึงยกขึ้นดื่มช้า ๆ
ในขณะนี้
รสชาติขมฝาดกำซาบไปทั่วช่องปาก ตู๋กูหมิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังกลืนน้ำยาสมุนไพรลงคอไปอีกอึกใหญ่
หลังจากทำเช่นนี้อยู่ประมาณสิบเอ็ดรอบ น้ำยาสมุนไพรในชามกระเบื้องก็ถูกดื่มหมด ตู๋กูหมิงเยว่หลับตาลงด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย
เซวียนหยวนจิ้งนั่งอยู่ไม่ไกล จึงได้กลิ่นน้ำยาสมุนไพรอย่างชัดเจน นางรู้ว่ามันเป็นน้ำยาที่ผสมสมุนไพรหลายชนิด และต้องมีรสชาติขมปร่าอย่างแน่นอน นางจึงอดขมวดคิ้วตามไม่ได้
“ฮองเฮา คราวหลังลองเติมน้ำเชื่อมลงไปสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ?” ชิงเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาสอบถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ไม่เป็นไร แค่นี้ข้าทนได้…” ตู๋กูหมิงเยว่ส่ายศีรษะตอบกลับไปด้วยความหนักแน่น
“ขันทีจ้าวเป็นคนเขียนเทียบยานี้ขึ้นมา เขาบอกว่าน้ำหวานหรือน้ำตาลจะทำให้สรรพคุณของสมุนไพรเหล่านี้เสื่อมลง…”
จ้าวอู่เจียงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า …หลังจากนี้คงต้องปรับปรุงเทียบยาให้สามารถรับประทานได้ง่ายมากขึ้นสักหน่อยแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า