บทที่ 120 วันอภิเษกสมรส
วันนี้เป็นวันกำหนดพิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ยกับองค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่
พิธีการจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย
เสนาบดีกรมพิธีการส่งคนมายังตำหนักหย่างซินตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อช่วยองค์ฮ่องเต้เตรียมตัว
จ้าวอู่เจียงออกตรวจตราตำหนักนางสนมตามปกติ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของผู้คน
ตลอดทางเดิน ไม่ว่าจะเป็นขันทีหรือนางกำนัลต่างก็ทำความเคารพเขาด้วยความนอบน้อม นางกำนัลของพระสนมหลายคนถึงกับเล่นหูเล่นตากับเขาด้วยซ้ำ
แต่บรรยากาศโดยรวมยังคงตึงเครียด แน่นอนว่านั่นย่อมเป็นเพราะหากฮ่องเต้แต่งงานกับองค์หญิงจากต่างแดน พระสนมเหล่านี้ก็จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น
จ้าวอู่เจียงเดินตรงไปที่ตำหนักฉีเฟิง เพื่อตรวจดูอาการของตู๋กูหมิงเยว่ ก่อนจะกลับไปยังตำหนักหย่างซินภายใต้สายตาโหยหาของชิงเอ๋อร์
ขันทีหนุ่มรอจนถึงตอนบ่ายจึงค่อยไปยังสถานที่ทำการของกรมพิธีการเพื่อเข้าร่วมพิธีอภิเษกสมรส
เมื่อฮ่องเต้แต่งงาน นั่นก็เท่ากับว่าจ้าวอู่เจียงจะต้องแต่งงานด้วยเช่นกัน เพราะเขาเป็นคนที่ต้องปฏิบัติภารกิจเรื่องนั้นแทนเซวียนหยวนจิ้ง
เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติต่อบรรดานางสนมในวังหลวงมาตลอด
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่จ้าวอู่เจียงกังวลใจ
เพราะสิ่งที่เขากังวลใจก็คือ คนร้ายตัวจริงยังคงลอยนวล!
ซุนอี้ขู่ผู้ดูแลโรงหมอหลวงยังคงไร้ร่องรอย!
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาหลบหนีออกไปจากนครหลวงไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น ซุนอี้ขู่กำลังปลอมตัวเป็นขันทีน้อยและอาศัยอยู่ในวังหลวงแห่งนี้เอง
เดิมทีซุนอี้ขู่ก็ต้องการจะหลบหนีไปเช่นกัน แต่การเฝ้าระวังของวังหลวงเข้มงวดรัดกุมเกินไป จึงไม่มีโอกาสให้เขาหลบหนีออกไปได้เลย
หลังจากเผาทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้งแล้ว ซุนอี้ขู่ก็ทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงเท่านั้น
แต่ซุนอี้ขู่ก็เข้าใจดีว่า หากตนเองไม่รีบหาโอกาสหลบหนีออกไปให้เร็วที่สุด และยังคงหลบอยู่ที่นี่เช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องถูกจับกุมอย่างแน่นอน
เมื่อวานนี้ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์กวาดล้างโรงหมอหลวงขึ้น ซุนอี้ขู่ก็ได้รับจดหมายจากนายท่าน
ตอนแรกเขารู้สึกพิศวงเล็กน้อย เพราะจดหมายฉบับนี้ส่งมาเร็วผิดปกติ หมายความว่านายท่านอาจอยู่ใกล้กับนครหลวงแล้ว
ภายในจดหมายแจ้งให้ซุนอี้ขู่ไม่ต้องใส่ใจจ้าวอู่เจียง และกำชับให้ทำหน้าที่ของตนเองต่อไปเท่านั้น
ซุนอี้ขู่ถอนหายใจออกมาด้วยความขมขื่น ย่อมเข้าใจดีว่านายท่านเป็นคนอย่างไร นายท่านคงไม่เห็นขันทีผู้หนึ่งอยู่ในสายตา แต่ว่าเจ้าขันทีนั่นกำลังจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางแผนการทั้งหมดของนายท่าน ซุนอี้ขู่เป็นคนซื่อสัตย์ต่อนายท่านอย่างมากที่สุด ดังนั้นเดิมทีไม่ว่าจะอย่างไรจึงต้องการจะหาทางกำจัดอุปสรรคของนายท่านให้สิ้นซากเสีย
ซุนอี้ขู่ใช้ความคิดไตร่ตรองเหตุผลและถ้อยคำของนายท่าน ในไม่ช้าเขาก็ตัดสินใจได้ เขาจะเมินเฉยต่อจ้าวอู่เจียงตามคำสั่งของนายท่าน และจะพุ่งเป้าหมายไปยังศัตรูที่เป็นตัวการใหญ่ที่สุดแทน! เขาต้องการจะสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ตนเองจะต้องสละชีวิตเพื่อนายท่าน
…
ยามบ่ายมาถึง
จ้าวอู่เจียงมาที่หอผิงคังซึ่งเป็นสถานที่จัดงานของกรมพิธีการ ยามนี้หอผิงคังได้รับการตกแต่งด้วยโคมหลากสีสัน มีการประดับพู่เงินพู่ทองอย่างงดงาม ไม่ว่ามองไปทางใดก็จะพบเจอแต่ความหรูหราโอ่อ่า
แต่กลับมีบรรดาขุนนางมารวมตัวกันอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น ราวกับว่าขุนนางส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าที่นี่มีการจัดพิธีอภิเษกสมรสขึ้น
เสนาบดีกรมพิธีการกับตู๋กูอี้เหอซึ่งจ้าวอู่เจียงเคยพบเจอมาแล้วหลายครั้ง และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันไม่น้อย ต่างก็เข้ามาทักทายด้วยความสนิทสนม เสนาบดีกรมพิธีการมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เหมือนกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงทอดถอนหายใจ
จ้าวอู่เจียงรีบเดินไปยังจุดรับเสด็จเซียวเหยาอ๋อง เมื่อมาถึงจึงพบว่ามีขุนนางหลายร้อยชีวิตมารวมตัวกันอยู่อย่างคับคั่ง และจุดรับเสด็จก็คือประตูเมืองทิศตะวันออก ซึ่งอยู่ห่างจากตึกที่ทำการของกรมพิธีการไม่ไกลสักเท่าไรนัก
ไม่ใช่เพียงขุนนางหลายร้อยชีวิตเท่านั้นที่ต่างมารอรับเสด็จเซียวเหยาอ๋อง เพราะยังมีเหล่าเสนาบดีน้อยใหญ่มาด้วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีกรมคลัง เสนาบดีกรมโยธาธิการ บรรดาเสนาบดีทั้งเก้าก็มากันเกินครึ่ง ยังไม่รวมไปถึงเหล่านายทหารชั้นสูงอีกนับไม่ถ้วน….
ลองประเมินดูจากสายตาแล้วบรรดาขุนนางต่างก็มารอรับเสด็จเซียวเหยาอ๋องเป็นจำนวนมากถึงเจ็ดส่วน
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสีหน้าของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความปีติยินดีเพียงใด บางคนถึงกับยกมือปาดน้ำตาร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม เนื่องจากการเสด็จกลับมาของเซียวเหยาอ๋องในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป
มองดูจากระยะไกล จ้าวอู่เจียงเห็นบุรุษผู้หนึ่งขี่ม้าผ่านประตูเมืองเข้ามา เขามีร่างกายสูงใหญ่ ท่วงท่าสง่างาม ไม่ได้สวมใส่เสื้อคลุมหรูหราของเชื้อพระวงศ์ บุรุษผู้นี้เพียงสวมใส่เสื้อผ้าดาษดื่นธรรมดา รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏอยู่บนใบหน้า และเขาก็ส่งยิ้มให้ทุกคนที่มารอรับตนอย่างไม่ถือตัว
นี่คือเซียวเหยาอ๋องอย่างนั้นหรือ?
จ้าวอู่เจียงได้แต่ถามตนเองเมื่อพบเจอกับบุรุษผู้นี้ รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของเซียวเหยาอ๋องทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสนิทสนมโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ยึดถือขุนนางเหล่านั้นเป็นเพียงข้าราชบริพารของตนเอง เขาดูไม่ใช่คนที่เห็นความสำคัญของพิธีรีตองหรือยศฐาบรรดาศักดิ์สักเท่าไหร่ด้วยเช่นกัน
“ท่านก็มาที่นี่เพื่อรับเสด็จเซียวเหยาอ๋องเช่นกันหรือ?”
จิ้งจอกเฒ่าหลิวเจ๋อยืนอยู่ข้างกายจ้าวอู่เจียง มือของเขาซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ดวงตาจ้องมองสลับกันระหว่างจ้าวอู่เจียงกับเซียวเหยาอ๋อง
“ข้ามาที่นี่เพื่อดูขุนนางทุกคน!” จ้าวอู่เจียงมีดวงตาเป็นประกายล้ำลึกยิ่งกว่าท้องฟ้ายามราตรี
หลิวเจ๋อรู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงหมายถึงสิ่งใด จ้าวอู่เจียงคงจะต้องการตามตัวขุนนางทั้งหมดกลับไปที่พิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้ ก่อนที่พิธีการจะเริ่มขึ้น มิฉะนั้น ฮ่องเต้ก็จะต้องเสียหน้าอย่างใหญ่หลวงแล้ว
หลิวเจ๋อส่ายศีรษะและถอนหายใจ
“บัดนี้ ดวงดาวกำลังห้อมล้อมจันทรา คงไม่ดีนักหากพวกเราไปรบกวนพวกเขา!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า