บทที่ 126 ไม่ควรมาเกี่ยวข้องกัน!
ฉีหลินมีระดับฝีมือแข็งแกร่งยิ่ง เขาฝังตัวอยู่ในนครหลวงมานานหลายปี ศัตรูมากมายต้องตกตายด้วยน้ำมือของเขา แม้แต่บรรดามือสังหารก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรคนผู้นี้ได้ ในยามที่ฉีหลินยังมีความแข็งแกร่งอยู่เช่นนี้ ก็เป็นช่วงเวลาเหมาะสมยิ่งที่คิดจะวางมือจากอำนาจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเก็บสะสมเงินทองไว้มากมายมหาศาล อาจจะแต่งงานกับอนุภรรยาอีกสักคน… ฉีหลินยกมือลูบหนวดเคราที่ปลายคางของตนเองขณะครุ่นคิด เพียงแค่นึกภาพก็มีความสุขแล้ว
แต่เมื่อชำเลืองมองภรรยา ก็เห็นฮั่วหรูอี้จ้องมองตอบกลับมาด้วยดวงตารื้นน้ำ เห็นได้ชัดว่านางก็เห็นด้วยกับความคิดของเขา
ฉีหลินไอออกมาฉับพลัน ความคิดเรื่องการมีอนุภรรยาสมควรล้มเลิกไปดีหรือไม่?
“นี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เราไว้คุยกันวันหลังเถอะขอรับ…” จ้าวอู่เจียงพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง
“ข้าจะเขียนเทียบยาให้พี่ฉีกับพี่สะใภ้นะขอรับ”
ฮั่วหรูอี้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางซาบซึ้งใจมากที่สามีคิดถึงตนเอง และนึกขอบคุณสามีเช่นกันที่มีมิตรสหายอย่างจ้าวอู่เจียง
นางรีบจัดแต่งเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่เข้าทาง
“น้องจ้าว ไม่ทราบว่าการใช้เครื่องประทินโฉมจะมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่?”
“ย่อมไม่มีผลขอรับ” จ้าวอู่เจียงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฮอะ แต่พี่เขยของเจ้าไม่ได้พูดเช่นนั้น เขาบอกว่าการแต่งเครื่องประทินโฉมมากเกินไปจะทำให้เป็นอันตราย” ฮั่วหรูอี้หัวเราะในลำคอ และหันไปมองฉีหลินด้วยสายตาคาดโทษ
“เขาปรารถนาที่จะซื้อแต่กระบี่ ไม่ยอมซื้อเครื่องประทินโฉมให้ข้าบ้างเลย…”
ฉีหลินยิ้มออกมาด้วยความอึดอัดใจ
“เพียงเท่านี้เจ้าก็งดงามมากแล้ว ยังจะต้องแต่งเติมสิ่งของแปลกปลอมพวกนั้นไปทำไมอีกเล่า?”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้าและยิ้มกว้าง บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
…
จ้าวอู่เจียงกับฮั่วหรูอี้โดยสารรถม้ามาด้วยกันเพื่อเดินทางไปยังหอการค้าเจียงตู่ ฮั่วหรูอี้ต้องการจะไปซื้อเครื่องประทินโฉม ในขณะที่ชายหนุ่มต้องการไปซื้อสมุนไพร ผงแร่ทองคำสำหรับห้ามเลือดของเขาหมดแล้ว และบัดนี้ เจียงเมิ่งลี่ศิษย์น้องหญิงของหลี่หยวนเจิ่งก็ได้รับบาดเจ็บอยู่ จำเป็นต้องใช้ผงแร่ทองคำสำหรับห้ามเลือดอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาเดียวกันนี้ รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งสวนรถม้าของพวกเขาไป รถม้าคันนั้นกำลังวิ่งไปยังตึกที่ทำการของสำนักมังกรเกล็ดศิลา และคนขับรถม้าก็เป็นข้ารับใช้ที่สวมใส่ชุดสีน้ำเงินหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง
เขาย่อมต้องเป็นหนึ่งในสององครักษ์ข้างกายเซียวเหยาอ๋องผู้มีนามว่าอันผิงนั่นเอง
…
ทางฝั่งตะวันตกของย่านเจียงตู่มีความแห้งแล้งมากกว่าฝั่งตะวันออกหลายเท่า
แม้ว่านครหลวงจะได้รับการพัฒนาพื้นที่และมีความเจริญรุ่งเรืองมากแล้ว แต่ที่ใดมีแสงสว่าง ที่นั้นย่อมมีเงามืด ต่อให้นครหลวงพัฒนาไปไกลเพียงใด ก็ยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่ความเจริญเข้าไปไม่ถึง
ทางฝั่งตะวันตกของนครหลวงเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยคนยากจนและขอทาน
บางคนเกิดมาในครอบครัวยากจน บางคนพ่อแม่ถูกจับตัวไปขายเป็นแรงงาน ลูก ๆ จึงต้องอยู่ดูแลกันตามลำพัง
บางคนก็ถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลขุนนางและตระกูลคหบดี ต้องมาใช้ชีวิตเป็นขอทานอยู่ข้างถนน
บางคนก็มาจากที่อื่น แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจขับไล่ออกมา สุดท้าย พวกเขาก็ถูกบีบบังคับให้มาอาศัยอยู่ที่นี่
รอยยิ้มไร้เดียงสาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกลุ่มเด็กน้อย มือที่สกปรกยื่นออกมาข้างหน้า เบี้ยเงินยังคงส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับอยู่ใต้แสงตะวัน แม้มันจะเปื้อนเศษดินสกปรกไปแล้วก็ตาม
เด็กน้อยบางคนนำเบี้ยเงินไปลองกัด เพื่อจะทดสอบว่านี่เป็นเบี้ยเงินจริง ๆ หรือไม่
เมื่อกัดจนฟันเจ็บ เด็ก ๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างแช่มช้า เซวียนหยวนอวี้เหิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น แล้วสั่งให้รถม้าหยุดอีกครั้ง
“เด็ก ๆ ที่ทุกข์ยากเช่นนี้จะมีรอยยิ้มได้อย่างไร?”
อันผิงกระตุกสายบังเหียนรั้งม้า และไม่ได้ตอบรับคำแต่อย่างใด เขารู้ดีว่านายท่านไม่ได้พูดกับเขา แต่นายท่านกำลังรำพึงรำพันกับตนเอง
“ฆ่าพวกมันให้หมด” เซวียนหยวนอวี้เหิงกลับมามีสีหน้าเป็นปกติ พลันรอยยิ้มอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
อันผิงเผยอปากออกคล้ายว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ และตอบรับกลับไปด้วยความเคารพ
“รับทราบขอรับ!”
เขารู้ดีว่านายท่านชอบให้คนจนอยู่อย่างคนจน คนสูงศักดิ์อยู่อย่างคนสูงศักดิ์ นายท่านไม่ชอบให้มีสิ่งใดมาปะปนกัน เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ที่ยากจนจะมีรอยยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้
…
เพียงไม่กี่ลมหายใจหลังจากนั้น เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่บนรถม้าก็แล่นไกลห่างออกไปเรื่อย ๆ
ภายในตรอกแคบที่รถม้าเเล่นผ่าน ปรากฏร่างของกลุ่มขอทานเด็กน้อยกำเบี้ยเงินไว้ในมือแน่น ในขณะที่นอนอยู่บนพื้น แน่นอน และไร้สัญญาณชีพที่เคยมี

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า