บทที่ 127 ปัญหาเรื่องจวนซิงชิงหยวน
รถม้ามีกลิ่นคาวเลือดเล็กน้อย ซึ่งกลิ่นคาวเลือดเหล่านั้นก็สลายหายไปเมื่อกระแสลมพัดผ่าน
อันผิงกระตุกสายบังเหียนเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางของรถม้า
ในขณะนี้ เขาและเซวียนหยวนอวี้เหิงกำลังเข้าสู่ถนนสายหลักของเขตเมืองฝั่งตะวันออกใกล้กับใจกลางนครหลวง เพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของตัวเมือง
เสียงกระดิ่งที่ผูกติดอยู่กับรถม้ายังคงดังอย่างต่อเนื่อง อันผิงกระตุกสายบังเหียนไปทางขวาเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกรถม้าที่กำลังแล่นสวนมา
ข้ารับใช้หนุ่มหรี่ตาลง เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความแข็งแกร่งจากรถม้าที่แล่นผ่านไป เมื่อรู้สึกตัวอีกที รถม้าคันนั้นก็แล่นหายลับไปแล้ว
อันผิงชำเลืองมองด้วยหางตา รถม้าคันนั้นเลี้ยวตรงมุมถนนวิ่งไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางที่ตั้งของหอการค้าเจียงตู่
“ไป!” อันผิงคำรามสั่งและควบคุมบังเหียนให้ม้าวิ่งไปทางทิศใต้ ในใจพิศวงเล็กน้อย ทำไมตนถึงต้องเบี่ยงหลบทางให้กับรถม้าคันนั้นด้วย เหตุใดจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความแข็งแกร่งจากรถม้าคันนั้นกัน?
ข้ารับใช้หนุ่มไม่รู้เลยว่าอาจเป็นเพราะในอนาคต เขาจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของกลิ่นอายนั้น และถึงแก่ความตายในที่สุด
ม้าเทียมรถยังคงวิ่งห้อตะบึงต่อไป ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนต่างก็ต้องหลบทาง เพียงชั่วพริบตา รถม้าก็แล่นมาจอดลงที่หน้าประตูทางเข้าสำนักมังกรเกล็ดศิลา
…
ย่านเจียงตู่ จวนที่พักของเสนาบดีกรมคลัง
ณ ห้องเลี้ยงรับรองของตระกูลจาง
จางทุยเชิญกลุ่มคนมากมายมารับประทานอาหารด้วยกันที่นี่
ช่วงหลังมานี้ จางทุยรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่เป็นอันกินอันนอนทีเดียว
เขากำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องจ้าวอู่เจียง
ไม่รู้ขันทีผู้นั้นได้อะไรมาบ้างจากการตรวจค้นจวนของเฉินอันปัง
จางทุยกลัวเหลือเกินว่าจ้าวอู่เจียงจะค้นพบหลักฐานที่สืบสาวราวเรื่องกลับมาถึงตน และกำลังเตรียมการจับกุมโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา จางทุยเป็นกังวลอยู่ตลอด ไม่มีเวลาไหนให้ได้ผ่อนคลายหรือสบายใจขึ้นบ้างเลย แม้ตอนนี้จ้าวอู่เจียงก็ยังไม่ได้ลงมือเคลื่อนไหวใด ๆ แต่นั่นก็ทำให้เขายิ่งกระสับกระส่ายและเป็นกังวล พอยิ่งเป็นกังวลมากเท่าเข้า จิตใจของเขาก็ยิ่งไม่สงบสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ
บัดนี้ นายท่านกลับมาถึงนครหลวงแล้ว จางทุยจึงมีความมั่นใจมากกว่าเดิมเล็กน้อย
แต่เขาก็ยังไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากเซียวเหยาอ๋องเพราะเกรงว่าจะทำให้ตนดูไร้ประโยชน์ในสายตาของพระองค์
จางทุยผู้เป็นเสนาบดีหนึ่งในหกกรมใหญ่ แต่กลับหวาดกลัวขุนนางต่ำต้อยขั้นหกเช่นนี้ หากนายท่านมองเขาเป็นบุคคลไร้ความสามารถขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไร?
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ จางทุยก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา และดื่มสุราย้อมใจ
บัดนี้จางทุยตัดสินใจแล้วว่าจะชิงลงมือก่อน เขาเรียกระดมมิตรสหายมาเพื่อหาทางเล่นงานจ้าวอู่เจียง แน่นอนว่าย่อมหวังเล่นงานให้ถึงตาย
กลุ่มคนที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ต่างก็ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
นับตั้งแต่ที่เซียวเหยาอ๋องกลับมาถึงนครหลวงเมื่อวาน ผู้คนมากมายก็เข้ามาหาจางทุย เพราะจางทุยคือผู้คัดเลือกกลุ่มผู้ติดตามให้แก่เซียวเหยาอ๋องนั่นเอง
“ใต้เท้าเป็นกังวลอันใดหรือขอรับ?” รองเสนาบดีกรมคลังถามขึ้น เขาเป็นผู้ติดตามคนสนิทของจางทุยย่อมสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของผู้เป็นเจ้านายได้ไม่ยาก
“เป็นเช่นนี้แล้ว พวกท่านจะให้เซียวเหยาอ๋องพอพระทัยได้อย่างไร?”
กลุ่มขุนนางต่างเงียบงัน พอจะเดาได้แล้วว่าจางทุยกำลังจะพูดอะไรต่อไป
“แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ารายงานจ้าวอู่เจียงในเรื่องนี้ สุดท้าย เซียวเหยาอ๋องจึงต้องเสด็จไปประทับที่จวนอื่นเป็นการชั่วคราว! ถึงแม้ว่าพระองค์จะเป็นบุคคลที่ดีงามมากเพียงใด แต่พวกท่านคิดว่าพระองค์จะสามารถรับการดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างนั้นหรือ?”
จางทุยจ้องมองไปที่กลุ่มขุนนาง
“พระองค์ไม่สนพระทัยหรอกว่าฮ่องเต้จะทำสิ่งใดบ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรหักหน้ากันเช่นนี้เลย! และการที่พวกเรานิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ นี่ก็เป็นการสมควรแล้วหรือ แล้วแบบนี้พวกเรายังจะกล้าเรียกตนเองว่าข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเซียวเหยาอ๋องได้อีกหรือ?”
เหล่าขุนนางส่วนใหญ่ถอนหายใจออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกละอายใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร และทำได้เพียงเฝ้ามองจางทุยอยู่ในความเงียบเท่านั้น
จางทุยรู้ดีว่าขุนนางบางส่วนเริ่มคล้อยตามไปกับคำพูดของตนแล้ว แต่ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวพันถึงพวกเขาก็คงไม่มีผู้ใดแสดงความคิดเห็นออกมาแน่ ๆ
เสนาบดีกรมคลังกระแอมไอออกมาเล็กน้อย กวาดสายตามองกลุ่มคนรอบข้าง พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เมื่อวานนี้พวกท่านไปรอรับการเสด็จของเซียวเหยาอ๋อง พระองค์รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ความนิ่งเฉยของพวกท่านก็เป็นที่รับรู้ของเซียวเหยาอ๋องเช่นเดียวกัน…”
กลุ่มขุนนางนั่งตัวแข็งทื่อ ลมหายใจหยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน
การที่พวกเขาไปรอรับเสด็จเมื่อวาน สมควรแล้วที่จะทำให้เซียวเหยาอ๋องรู้สึกตื้นตันใจ พวกเขายินดีหักหน้าฮ่องเต้ เพราะคิดว่าตนเองจะได้รับการสนับสนุนจากเซียวเหยาอ๋อง
แต่บัดนี้ จางทุยกลับพูดออกมาว่าความนิ่งเฉยของพวกเขาทำให้เซียวเหยาอ๋องต้องสูญเสียจวนที่พักไป และพระองค์ก็ไม่พอใจกับเรื่องนี้เช่นกัน
นั่นหมายความว่าในขณะนี้ พวกเขาทั้งล่วงเกินฮ่องเต้และล่วงเกินเซียวเหยาอ๋องในเวลาเดียวกัน นี่นับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างแท้จริงแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า