บทที่ 1392 ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย
“เจ้ากำลังพูดอะไรเหลวไหลอยู่!”
จ้าวอู่เจียงโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ขณะนี้ความอ่อนโยนที่มีมาตลอดแตกสลายสิ้นในชั่วพริบตา อีกทั้งดวงตาของเขาจ้องมองเจ้าสำนักโหราศาสตร์อย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาสามารถยอมรับได้หากตัวเองต้องตายในยุคโบราณ แต่เขาไม่มีทางยอมรับการตายของจิ้งเอ๋อร์ได้เด็ดขาด
นางเพียงแค่จับมือเขาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะใช้มือทั้งสองกุมมือทั้งสองพร้อมกับยึดเขาไว้ จนกระทั่งกระจกทองสัมฤทธิ์เล็ก ๆ บนโต๊ะที่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจได้ลอยมาอยู่ตรงหน้าจ้าวอู่เจียง
กระจกบานนี้เหมือนกับกระจกทองสัมฤทธิ์ที่จ้าวอู่เจียงเคยได้รับมาไม่ผิดเพี้ยน
“เจ้าต้องมีชีวิตรอด…” แววตาของนางยังคงอ่อนโยน อีกทั้งใบหน้างดงามที่น่าตื่นตะลึงในยามนี้ราวกับมีเงาซ้อนทับ ทว่าใบหน้าของนางกำลังจางหาย และมีเพียงธุลีสีสันสดใสเบาบางลอยออกมา
“ไม่ จิ้งเอ๋อร์…” ร่างทั้งร่างของจ้าวอู่เจียงสั่นเทา เขาพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ แต่เขารู้สึกถึงความอ่อนแรงอย่างยิ่งจนไม่สามารถหลุดพ้นจากโซ่ตรวนได้เลย ทว่านางกลับยังคงส่งผ่านพลังบริสุทธิ์ให้เขาอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าพลังทุกสายนี้ล้วนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของเซวียนหยวนจิ้ง
“ไม่… จิ้งเอ๋อร์!” เขามองใบหน้าของนางที่ค่อย ๆ จางลงอย่างเลือนรางจนกลายเป็นธุลีสีสันสดใส ขณะนี้เขารู้สึกราวกับจิ้งเอ๋อร์กำลังตายต่อหน้าเขา
“จิ้งเอ๋อร์…”
……
“จิ้งเอ๋อร์…ไม่…”
กระท่อมไม้ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ภายในมีชายหนุ่มนอนอยู่ข้างกองฟืน ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตาที่เปี่ยมด้วยทั้งความสิ้นหวังและการไม่ยอมแพ้ ทว่าริมฝีปากยังคงพึมพำอย่างไม่หยุดหย่อน
“จิ้งเอ๋อร์…”
สตรีที่งดงามราวกับภาพวาดนอนอยู่ในอ้อมกอดของเขา ทว่ามือทั้งสองกลับกุมมือของเขาแน่น และไม่ยอมปล่อย
กระจกทองสัมฤทธิ์ที่วางอยู่บนพื้นดินได้สั่นไหวและเปล่งแสง
พายุหิมะจากกาลเวลาอันยาวนานในอดีต ในที่สุดก็พัดกระหน่ำเข้ามา พัดปะทะร่างของชายชราตาสองสีที่ขาเป็นอัมพาต
ภายในกระท่อมไม่มีเสียงอื่นใดมากนัก แต่กลับมีเพียงเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะ เสียงแตกปะทุของฟืน เสียงหายใจอันหนักหน่วงของชายหนุ่ม และเสียงครวญครางแผ่วเบาของวิญญาณหญิงสาวที่ไม่อยากจากไป
“อาอู่…” ชายชราตาสองสีอยากจะปลอบโยนชายหนุ่มที่กำลังโศกเศร้าสุดขีด
เพราะเขาใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ทั้งเคยเห็นคนในเผ่าจากไปทีละคน เคยต่อสู้กับภัยพิบัติ และเคยต้านทานพายุหิมะ แต่เขากลับไม่รู้จะปลอบใจชายที่ใกล้ตายอย่างไร ทว่ากลับถูกคนที่รักสุดหัวใจสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับลมหายใจสุดท้ายของเขา
ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า
“เซวียนหยวนจิ้งกับจ้าวอู่เจียงเกิดร่วมกัน ตายร่วมกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทอดทิ้งกัน และยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง”
“นี่คือสิ่งสุดท้ายที่จิ้งเอ๋อร์ทำเพื่อช่วยเจ้าได้”
“อย่าเศร้าเพื่อข้าเลย ข้าเป็นเพียงวิญญาณที่ติดอยู่กับวิญญาณกระจกทองสัมฤทธิ์เท่านั้น” นางเอ่ยพลางยิ้มอย่างอ่อนโยนด้วยดวงตาลึกล้ำ
นางคือวิญญาณกระจกทองสัมฤทธิ์ของตระกูลเซวียนหยวน และเป็นเศษวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของเซวียนหยวนจิ้งในอดีต แต่ตอนนี้นางก็คือเซวียนหยวนจิ้งที่มอบรักอันลึกซึ้งต่อจ้าวอู่เจียง
นางติดอยู่ในกระจกทองสัมฤทธิ์แดง ติดอยู่ในหอชมดาวโดยที่ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ทว่านางก็รอคอยมาตลอด และในที่สุดก็ไม่ต้องรอคอยอีกต่อไปแล้ว
นางได้มองเขาอีกครั้งจากทิศใต้ถึงทิศเหนือ
ทว่านางก็จดจำเรื่องหนึ่งได้ตลอดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ซึ่งก็คือไม่ว่าเซวียนหยวนจิ้งจะกลายเป็นรูปร่างใด แต่นางก็จะรักจ้าวอู่เจียงตลอดไป
เมื่อร่างของนางเริ่มจางลงอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งหอชมดาวเต็มไปด้วยจุดประกายดาวระยิบระยับ นางเริ่มวิ่งไปหาจ้าวอู่เจียงใกล้เข้าไปทุกที แต่ในขณะที่นางกำลังจะโอบกอดจ้าวอู่เจียง…ร่างของนางก็สลายไปกับสายลม
ความงดงามอันเจิดจ้าไร้เทียมทานทั่วท้องฟ้าโปรยปรายลงมา และตกลงบนผิวกระจกทองสัมฤทธิ์บนโต๊ะเล็กราวกับมีคนกำลังเทแสงดาวลงมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า