บทที่ 1431 วันที่ไม่เหมาะกับการทำสิ่งใด
วันที่สิบสามเดือนสิบสองเป็นวันที่ไม่เหมาะกับการทำสิ่งใด
ขณะนั้นมีเมฆขาวล่องลอยและหิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้า แต่ก็ยังมีบุรุษและสตรีคู่หนึ่งจากสำนักเต๋ากำลังเดินทางไปยังเมืองผี
โดยหญิงสาวผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่งงดงาม ใบหน้างามเลิศ บุคลิกเย็นชาดุจดอกบัวสีฟ้า และบริเวณที่กลางหน้าผากมีไฝสีน้ำเงินเข้มจุดหนึ่ง
ส่วนชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลา บุคลิกดีเยี่ยม และมีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา
“ศิษย์พี่เซียวกั๋ว เหตุใดท่านอาจารย์จึงต้องกำหนดเวลาเป็นวันนี้ด้วย?” นักพรตหญิงคือศิษย์คนสุดท้ายของเจ้าสำนักศรัทธาษฎร จางหลินต้าว นามว่า หยางเมียวเจิ้น
การเดินทางครั้งนี้คือการไปแสวงหาโชคลาภในสถานที่ลับที่ซากปรักหักพังในเขตแดนเมืองผี เพราะอาจารย์จางหลินต้าวได้วางแผนโชคลาภอันยิ่งใหญ่ไว้ให้นางและทั้งสำนักศรัทธาษฎรที่นั่น แต่นางไม่คิดว่าในเวลาเพียงสองปีกว่าจะต้องไปรับโชคลาภนี้ด้วยตัวเอง
นางยังไม่ได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเลย…
นักพรตชายที่ถูกเรียกว่าเซียวกั๋วคือศิษย์เอกของสำนักศรัทธาสวรรค์ ทั้งยังเป็นเจ้าสำนักและบรรพาจารย์คนหนึ่งนาม จางเซียวกั๋ว
จางเซียวกั๋วยิ้มแย้ม ทว่าผมยาวไม่ได้ถูกมัดด้วยรัดเกล้าแต่ปล่อยสยายลงมา พลันให้ดูอิสระและเป็นธรรมชาติไม่น้อย
“ปีเจี๋ยจื่อเดือนสิบสอง วันที่สิบสาม…ไม่เหมาะกับการทำกิจการใด ๆ”
“แล้วเหตุใดพวกเราจึงต้องออกเดินทาง?” หยางเมียวเจิ้นถามด้วยความไม่เข้าใจ
จางเซียวกั๋วมีรูปร่างไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับหยางเมียวเจิ้นแล้วเตี้ยกว่าครึ่งศีรษะ แต่ทั่วทั้งร่างของเขากลับแผ่กระจายบรรยากาศอันสงบนิ่งและไม่สนใจสิ่งใดในโลก ราวกับว่าเขาเป็นเทพเจ้าที่ยืนอยู่ระหว่างสวรรค์และพิภพ แล้วมองลงมายังสรรพชีวิตทั้งหลายในใต้หล้า
เขาประสานมือไว้ด้านหลังพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่เหมาะกับการทำกิจการใด ๆ นั้นหมายถึงสำหรับผู้คนทั่วไปในใต้หล้า…”
“หากพวกเขาลงมือทำการ…ก็จะไม่เหมาะกับกิจการใด ๆ”
“แต่สำหรับเจ้าผู้มีชะตาอันรุ่งโรจน์…เช่นนั้นการเดินทางในครั้งนี้ ทุกสิ่งจะราบรื่น”
หยางเมียวเจิ้นพอจะเข้าใจแล้ว
เพราะการเดินทางไปยังดินแดนลับของราชวงค์ต้าเซี่ยครั้งนี้ ทั้งจังหวะเวลาไม่เป็นใจและไม่เหมาะกับการทำกิจการใด ๆ สำหรับผู้อื่น แต่สำหรับนางแล้วนั้น…ทุกอย่างจะเป็นไปตามใจปรารถนา เพราะนางได้เปรียบทั้งจังหวะ เวลา สถานที่ และผู้คน
จางเซียวกั๋วมองดูหยางเมียวเจิ้นที่พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจและจริงจังก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาพลางคิด ‘เจ้าเด็กโง่ วาสนาของเจ้าแท้จริงแล้วมาจากเขา แม้แต่ตัวเขาเองยังทนไม่ไหว แล้วเจ้าจะไปรับความทุกข์ทรมานแทนเขาได้อย่างไร?’
หลังจากถอนหายใจ จางเซียวกั๋วมีสีหน้าอ่อนโยนลง
“เจ้าดูแลตัวเองให้ดี นั่นก็เท่ากับรับความทุกข์ทรมานแทนเขาแล้ว”
“ข้ากับจ้าวอู่เจียงเป็นคู่ครอง และย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน” หยางเมียวเจิ้นขบริมฝีปากแดงด้วยฟันขาวอย่างจริงจังยิ่ง
นางมีชีวิตมาถึงโลกนี้เพราะคิดว่าจ้าวอู่เจียงได้ตายไปแล้ว
แต่ภายหลังเมื่อได้รู้ว่าจ้าวอู่เจียงฟื้นคืนชีพขึ้นมา นางจึงได้ยินเรื่องราวมากมาย ทว่ากลับไม่มีโอกาสได้พบจ้าวอู่เจียงสักครั้ง
แม้นางจะรู้ไม่มากนัก แต่ก็เข้าใจได้ว่าศิษย์พี่เซียวกั๋วไม่ใช่คนธรรมดาในรุ่นเดียวกัน จ้าวอู่เจียงยิ่งไม่ธรรมดา และน่าจะเป็นบุคคลที่เก่งกาจอย่างยิ่ง
แต่บัดนี้…เมื่อระยะทางเข้าใกล้ดินแดนลับที่เหมือนความฝันในอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ อารมณ์ของนางก็ยิ่งหนักอึ้ง ทั้งยังไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะได้รับโชคลาภอันยิ่งใหญ่ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้
เพราะในความคิดของนาง คำสาบานของคู่ครองในวิถีเต๋าที่เคยกล่าวไว้ยังคงก้องกังวาน ทุกถ้อยทุกคำ ทั้งจริงจังและพร่าเลือนราวกับผ่านมานานแสนนานแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า