บทที่ 1444 สวรรค์พิภพเอนเอียงต้อนรับการมาถึง
“ฮึ!” เยว่ปู้ฝานหัวเราะเย็นชา เขาไม่ได้เห็นจ้าวอู่เจียงและคนอื่น ๆ อยู่ในสายตาเลย
ตอนนี้แม้แต่จอมจักรพรรดิก็ยังถูกขวางอยู่นอกแม่น้ำลืมเลือน อีกทั้งผู้ที่เลือกเข้าสู่ดินแดนลับของราชวงค์ต้าเซี่ยในครั้งนี้มีน้อยนัก เยว่ปู้ฝานนั้นไร้เทียมทานอยู่แล้ว
เทพปีศาจจ้าวอู่เจียงสังหารไม่ตายแล้วอย่างไร?
เขาต้องการให้จ้าวอู่เจียงเห็นคนรอบข้างล้มตายลงไปทีละคน ๆ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เหมือนกับที่เคยเป็นมาในอดีต
เขารู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถสังหารจ้าวอู่เจียงด้วยมือตัวเอง แต่จุดจบของจ้าวอู่เจียงถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องตายในยุคโบราณ
เขาล้วงมือไว้ด้านหลัง ภายในแขนเสื้อมีหมอกดำพลุ่งพล่าน
“เจียงหน่ายจ้าว หากวันนี้น้องชายตระกูลของเจ้า เจียงหน่ายจวินมายืนอยู่ตรงหน้าข้าและเป็นผู้เอ่ยคำเหล่านี้อาจจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง”
“แต่เจ้านั้นหาได้คู่ควรไม่!”
“พวกเจ้าไม่มีใครสักคนที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะมาพูดเช่นนี้กับข้า!”
“ในเมื่อเจ้าไม่ให้เกียรติข้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเรียกเจ้าว่าพี่เยว่อีกต่อไป” เจียงหน่ายจ้าวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“มิตรสหายของข้ามีอยู่ทั่วหล้า รอบกายล้วนเป็นมิตร ผู้ทรงธรรมย่อมมีคนช่วยมาก ผู้ไร้ธรรมย่อมมีคนช่วยน้อย”
เจียงหน่ายจ้าวมีท่วงท่าดั่งห้วงลึก พลังฝึกฝนพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ดูเหมือนต้องการจะให้บทเรียนเยว่ปู้ฝานสักหน่อย แต่ไม่รู้ว่าทำไมลมหายใจถึงได้หยุดชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะพยักหน้าให้หลี่หยวนเจิ่งเป็นเชิงบอกใบ้
“พี่หลี่จัวขอรบกวนช่วยข้าสักแรง ให้บทเรียนเจ้าเยว่ปู้ฝานเสียหน่อย!
“ให้เขาดูว่าเจียงหน่ายจ้าวผู้นี้มีคุณสมบัติพอหรือไม่!”
หลี่หยวนเจิ่งกอดกระบี่ไว้ มองเจียงหน่ายจ้าวอย่างเรียบเฉย โดยที่ไม่มีปราณกระบี่แม้แต่น้อยเล็ดลอดออกมา
เจียงหน่ายจ้าวชะงักสีหน้า แล้วหันไปมองหลี่ฉานซีด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ศิษย์น้องฉานซี พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนัก จะยอมให้คนอื่นมากดข่มศักดิ์ศรีของสำนักเติมฟ้าของพวกเราได้อย่างไร เจ้าชักกระบี่เถิด พี่จะคอยคุ้มกันให้เจ้า!”
หลี่ฉานซีไม่ตอบ
“ดี ดี ดี!” เจียงหน่ายจ้าวหัวเราะเสียงดัง
“สมกับคำว่าคบคนพรรค์เดียวกัน คนที่ข้าเลือกคบหาล้วนเป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวาง ไม่สนใจเรื่องตีรันฟันแทง!”
มีเพียงเจียงหน่ายจ้าวคนเดียวที่ดูเหมือนคนนอก แต่ก็ดูเหมือนคนที่มาก่อกวนมากกว่า คุณชายตระกูลเจียงที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า กำลังเล่าเรื่องตลกบนเรือไม้ พูดเรื่องไร้สาระที่ไม่รู้ว่าไปได้ยินมาจากที่ไหน พยายามทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียด
ระหว่างที่ดอกบัวลอยไปตามน้ำ มีการหยุดชะงักหลายครั้ง ราวกับมีคนขึ้นมาบนการเดินทางครั้งนี้ แต่ทุกคนกลับมองไม่เห็นเงาของใครเลย
พวกเขาทุกคนและดอกบัวลอย ลอยมาไกลจนเริ่มเข้าสู่ส่วนลึกของแม่น้ำลืมเลือนมากขึ้น
เมื่อแสงสว่างของวันหายไปหมด และท้องฟ้ามืดสนิทลงในชั่วขณะนั้น หมอกสีเทาที่ทุกคนเห็นก็หายไป กระแสน้ำก็ช้าลงจนหยุดนิ่ง
ดอกบัวทั้งสามสิบสองดอกก็พลันจอดนิ่งลง
ตรงหน้าทุกคนปรากฏม่านสีดำสนิททอดยาวไปจนสุดสายตา
จากนั้น ม่านสีดำสนิทที่ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อยนี้ก็พังทลายลงมา ความมืดขยายตัวอย่างรวดเร็วตรงหน้าทุกคน ดูเหมือนจะแผ่ไปทั่วทุกหนแห่ง และกำลังกลืนกินทุกคนเข้าไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด คงประมาณสามลมหายใจ จ้าวอู่เจียงจำได้เพียงเท่านี้
หลังจากนั้น ตรงหน้าเขาก็เปล่งประกายสว่าง สวรรค์พิภพหมุนคว้าง เขาได้ยินเสียงลมพัดดังหวือ ๆ ข้างหู ราวกับกำลังตกลงไปยังที่แห่งหนึ่ง
เขาใช้ดวงตาเพ่งมองอย่างหนัก สิ่งที่เห็นคือโลกที่เต็มไปด้วยบาดแผล ช่างห่างไกลและคุ้นเคยเหลือเกินจนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า