บทที่ 1460 ตอกหมุดสะกดวิญญาณ
“เหตุใดเราไม่ไปด้วยกันเลยล่ะ”
ในขณะที่เจียงหน่ายจ้าวกำลังครุ่นคิดด้วยความลังเลอยู่นั้น จ้าวอู่เจียงก็เอ่ยปากอีกครั้ง ดวงตาของเขามองผ่านม่านฝนที่โปรยปรายอยู่นอกตำหนัก ราวกับเห็นบางสิ่งบางอย่าง
“หา?” เจียงหน่ายจ้าวสะดุ้งโหยง
แย่แล้ว! หากจ้าวอู่เจียงร่วมเดินทางไปกับเขา แล้วเขาจะหลบหนีไปได้อย่างไร?
ดินแดนลับแห่งนี้กับดินแดนตะวันออกของเซียนหลิง ตระกูลเจียง และสำนักเติมฟ้าห่างกันนับหมื่นหมื่นลี้ เขาไม่มีทางหลบหนีได้ทันเป็นแน่
จ้าวอู่เจียงหันมาพยักหน้าให้หยางเมียวเจิ้นกับหลี่ฉานซี นัยน์ตาของเขาส่งสัญญาณออกไปให้กับคนทั้งสอง
หยางเมียวเจิ้นยังต้องอยู่ที่นี่อีกระยะหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูและควบคุมดินแดนลับแห่งนี้ให้กลับมาสมบูรณ์
และจ้าวอู่เจียงยังคาดการณ์ว่า ในคัมภีร์ที่จางหลินต้าวมอบให้หยางเมียวเจิ้นนั้น อาจจะมีรายละเอียดการจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักศรัทธาษฎรอีกมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มอบให้หยางเมียวเจิ้นเป็นคนจัดการ
“พี่อู่เจียง…” เจียงหน่ายจ้าวยิ้มให้เล็กน้อย เขาก็รู้สึกได้ว่าจ้าวอู่เจียงวางมือลงบนบ่าของเขา พลันใดนั้นก็มีแรงกดดันมหาศาลกดทับที่บ่าของเขา
ในชั่วพริบตาต่อมา สายตาเขาพลันพร่าเลือน ตอนนี้ร่างชองเขาได้ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลืมเลือน ข้างกายเขา คือจ้าวอู่เจียงผู้มีท่าทีอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายคราวเดียวกัน
ดวงตาของเขาสั่นระริก เป็นไปตามที่เขาคาดไว้จริง ๆ หยางเมียวเจิ้นได้รับโอกาสให้เป็นผู้ที่ควบคุมดินแดนลับแห่งนั้น แต่ในขณะเดียวกัน จ้าวอู่เจียงก็สามารถควบคุมดินแดนลับได้เช่นกัน
ความสามารถในการเคลื่อนย้ายดั่งดวงดาวเปลี่ยนตำแหน่งเช่นนี้ของจ้าวอู่เจียง ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
เจียงหน่ายจ้าวยังคงยืนได้ไม่มั่นคงนัก ม่านหมอกสีเทาขมุกขมัวที่ตรงหน้าเขา ถูกดึงเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ราวกับเขากำลังเดินทางผ่านหมอกในดินแดนวิญญาณเสียอย่างนั้น เพียงชั่วลมหายใจเดียว ร่างหลายร่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ท่วงท่าที่ดูอ่อนโยนแต่กลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ในมือถือค้อนเหล็กใหญ่ที่สนิมแล้ว ในตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังนั่งยอง ๆ ตีอะไรบางอย่างอยู่
ข้างกันมีหญิงสาวแสนน่ารักน่าทะนุถนอม ใบหน้างามชื้นด้วยหยาดน้ำตาราวกับลูกแพร์ในสายฝน
บัณฑิตคนหนึ่ง ที่แบกหีบตำราด้วยสีหน้าเผยให้เห็นถึงความสับสนมึนงง และชายร่างกำยำที่ถือดาบก็ปรากฏสีหน้าเช่นเดียวกัน
ไม่ไกลนักจากกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ยังมีชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำ และชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีขาวยืนอยู่ ทั้งสองคนกำลังกำโซ่สีเขียวซีดเส้นหนึ่งไว้แน่น
สายโซ่นั้นทอดยาวไปถึงบริเวณที่พวกคนหนุ่มสาวรวมตัวกันอยู่
ร่างของเจียงหน่ายจ้าวเอนไปข้างหน้าโดยไม่อาจควบคุมได้ เพียงชั่วครูุ่เดียวเท่านั้น เขาก็ปรากฏตัวอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ โดยที่ข้างกายเขามีจ้าวอู่เจียงยืนอยู่
เสียงเคาะอันใสกังวานของค้อนเหล็กและเสียงของหมุดสะกดวิญญาณที่จมลงไปในร่างวิญญาณดังขึ้นพร้อมกัน จูกัดเซี่ยวไป๋ยังคงใบหน้าเรียบเฉย ไม่เผยความรู้สึกใด ๆ ออกมา ราวกับเป็นช่างตีเหล็กที่กำลังตั้งใจทำงานของตน
ดวงตาของวิญญาณเยว่ปู้ฝานดูเหมือนกับดวงตาของร่างจริงนัก ดวงตาของเขามีความชัดเจนเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะวรยุทธ์ของเยว่ปู้ฝานได้บรรลุถึงเก้าภัยพิบัติขั้นสูงสุดเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้วิญญาณของเขาแข็งแกร่งเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้วิญญาณกลับไม่สามารถขยับได้เลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากก็ถูกตรึงด้วยหมุดสะกดวิญญาณเช่นเดียวกันจึงไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้ มีเพียงดวงตาที่แดงก่ำราวกับสีเลือด ร่างวิญญาณทั้งร่างสั่นไหวไม่หยุด แต่กระนั้นมันก็ยังพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่ไร้ที่พึ่งและไร้ความสิ้นหวังไปเสียแล้ว
ในตอนนี้เจียงหน่ายจ้าวยืนอยู่ด้านหลังคนกลุ่มนี้ เมื่อได้เห็นภาพนี้ เขาก็พลันตกตะลึงจนขาอ่อนแรง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า ว่าเหตุใดจ้าวอู่เจียงถึงไม่ตื่นตระหนกเลยเมื่อเยว่ปู้ฝานหนีไป ทั้งที่พวกเขานั้นมีความแค้นลึกเท่าทะเลเลือด
ที่แท้จ้าวอู่เจียงได้สามารถรับรู้เรื่องราวทุกอย่างได้แต่แรกแล้ว ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของคนผู้นี้ เยว่ปู้ฝานไม่มีทางหนีไปได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม
แกร๊ง!
แกร๊ง!
ตึง!
เสียงค้อนที่ตอกหมุดสะกดวิญญาณของจูกัดเซี่ยวไป๋ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มือขวาของเขายกขึ้นและลงอย่างไม่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เขาทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ราวกับเครื่องจักรที่ด้านชา ในขณะที่ดวงวิญญาณของเยว่ปู้ฝานก็ค่อย ๆ ยิ่งจางลงเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ค่อย ๆ ถูกหมุดสะกดวิญญาณบั่นทอนไปจนสิ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า