บทที่ 1485 เหตุใดดวงจันทร์จึงกลมโตในยามนี้
“ข้าเจียงหน่ายจ้าวมิมีทางทรยศตระกูลของข้าเป็นอันขาด!”
ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาที่ปกคลุมเมืองผี เจียงหน่ายจ้าวที่ถูกกักตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมดับพลังลุกขึ้นนั่งบนเตียง จากนั้นเหลือบมองไปที่เซี่ยปี้อันที่ยืนอยู่ที่ประตู
“เจ้าหยุดเปลืองน้ำลายพร่ำเพ้อได้แล้ว อยากได้ความลับแลจุดอ่อนของตระกูลเจียงจากเช่นนั้นหรือ? ช่างเพ้อเจ้อราวกับฝันกลางวันนัก!”
เซี่ยปี้อันที่อุ้มกระบี่ยืนอยู่ มองเขาด้วยสายตาเย็นชา ส่วนเซี่ยเฉินซู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา เมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางก็โมโหจนกัดฟันกรอด
นางไม่พอใจท่าทางหยิ่งผยองของเจียงหน่ายจ้าวแห่งตระกูลเจียงมานานแล้ว ท่านพ่อพยายามเกลี้ยกล่อมดี ๆ แต่เขากลับไม่ยอมรับฟังเลยสักนิด
เจียงหน่ายจ้าวแสดงท่าทางเกียจคร้านพลางเยาะเย้ย
“หากอยากได้ เจ้าก็มาเอาไปเองสิ จอมจักรพรรดิมีพลังเหนือฟ้าใต้พิภพมิใช่หรือ ให้พวกนางราชาผีมางัดสมองข้า สำรวจความทรงจำข้าเสียสิ”
“เจ้า!” เซี่ยเฉินซู่จ้องมองเจียงหน่ายจ้าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
นางได้ยินจากท่านพ่อว่า หากจอมจักรพรรดิลงมือสำรวจความทรงจำของเจียงหน่ายจ้าว เขาจะมิอาจทนรับมันได้ และร่างของเขาจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ จนดับสิ้นโดยพลัน ซึ่งนั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พวกนางต้องการ
เซี่ยเฉินซู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเยาะหยัน
“พูดจาแข็งกร้าวนัก หากเจ้าไม่ยอมเปิดปาก ก็ไปตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดีกว่าที่พวกข้าจะต้องใช้วิธีรุนแรงเช่นนั้น แล้วเจ้าจะทนไม่ไหว!”
เจียงหน่ายจ้าวทำสีหน้าไม่ยี่หระ
“เหตุใดข้าต้องตายด้วย? ข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมตายเพื่อตระกูล ข้าจะยอมมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยเช่นนี้แหละ”
“ฮึ” เซี่ยเฉินซู่ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างบิดาของนาง
“เจ้าก็แค่กลัวตาย ทำทีว่าจงรักภักดีต่อตระกูล แท้จริงแล้วทั้งมิซื่อสัตย์และอกตัญญู หากเจ้ามิตาย ดื้อดึงมีชีวิตอยู่เช่นนี้ ญาติสนิทของเจ้าก็จะต้องถูกสังหารลงเพราะเจ้าทั้งหมด”
เจียงหน่ายจ้าวไม่สนใจ กอดอกพลางกล่าว
“สังหารหรือ ก็ปล่อยให้ถูกสังหารไปสิ”
ในตระกูลเจียงนั้น เจียงหน่ายจ้าวรู้สึกอิจฉาน้องร่วมตระกูลเจียงหน่ายจวินยิ่งนัก
เจียงหน่ายจวินได้รับความรักความเอ็นดูจากบิดามารดาและพี่ชายพี่สาวมาตั้งแต่เล็ก ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของผู้คนในตระกูลอีกด้วย
แต่สำหรับเขา เจียงหน่ายจ้าว บิดามักจะทุบตีด่าว่า เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ มารดาก็มักจะลำเอียง มอบของดี ๆ ให้น้องชายร่วมโลหิตของเขา แม้แต่ผู้คนในตระกูลก็ไม่ได้ชื่นชอบเขาสักเท่าไร
ในเมื่อเขาไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูที่ดี จึงมิอาจมีความผูกพันลึกซึ้งกับตระกูลเจียงได้
แต่ถึงอย่างไรนั้นเขาก็กังวลเช่นกัน เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้คนในตระกูลและบรรดาญาติสนิทก็มิได้ดีนัก ดังนั้นไม่ว่าเขาจะยอมสละชีวิตเพื่อตระกูลหรือไม่ ก็ไม่สำคัญสำหรับตระกูลเจียง
อย่างไรเสียความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ดีอยู่แล้ว บางทีท่านประมุขอาจคิดว่าญาติสนิทของเขาไม่มีทางเป็นภัยคุกคาม เช่นนั้นแล้วพวกเขาอาจจะปลอดภัยกว่าเขาด้วยซ้ำ
ขอเพียงเขารักษาหน้าที่ของตน ไม่ทรยศต่อตระกูลก็นับว่าเพียงพอ ต่อให้จะต้องมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยก็ช่างเถอะ สมดังสุภาษิตที่ว่า
อยู่อย่างต่ำต้อยยังดีกว่าตายอย่างมีศักดิ์ศรี
เซี่ยเฉินซู่โกรธจนกระทืบเท้า
“เจ้าคนอกตัญญู! ไม่คิดถึงบิดามารดาเลยสักนิด!”
“ฮึ” เจียงหน่ายจ้าวแค่นเสียงอย่างดูแคลน
แม้ว่าเจ้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย แต่พวกเขากลับมิยินยอม แต่กลับเลือกที่จะสละชีพเพื่อเจ้า
พวกเขาหวังให้เจ้ามีชีวิตอยู่ พวกเขาหวังให้เจ้าละทิ้งความมืดมิดแล้วหันไปหาแสงสว่าง!”
ดวงตาของเจียงหน่ายจ้าวแดงก่ำราวกับโลหิตจาง ๆ เขาจ้องมองดวงวิญญาณที่แหลกสลายในมือของเซี่ยปี้อันอย่างไม่วางตา
นั่นคือดวงวิญญาณบิดาของเขา ผู้ตั้งชื่อให้เขาว่าเจียงหน่ายจ้าว และตั้งชื่อรองว่าเจียงอู๋เฮิ่น ที่แปลว่าไร้ซึ่งความเสียดาย!
อู๋เฮิ่น หมายถึงไร้ความเสียดาย
ในยามนี้เขาเพิ่งเข้าใจเรื่องราวในอดีตทั้งหมด บิดาหวังให้เขาไม่มีความเสียดาย ทว่ามีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะไม่ต้องพบเจอกับความเสียดาย
ดังนั้นบิดาจึงเข้มงวดกับเขาอย่างถึงที่สุดในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน หากเขาทำได้ไม่ดี ก็จะมักถูกทุบตี ถูกด่าทอ แลถูกลงโทษ ทั้งหมดก็เพื่อให้เขาหวนนึกถึงอดีต แล้วปราศจากความเสียดายในจิตใจ
เขาไม่ควรมีความแค้น
แต่เหตุใดจันทราจึงกลมดวงในยามจากลาเล่า
เหตุใดดวงจันทร์จึงเต็มดวงในยามที่ต้องพรากจากเล่า
และเหตุใดเขาเจียงหน่ายจ้าวจึงต้องมารู้แจ้งในยามเช่นนี้เล่า
ไร้ค่า! ไร้ค่า! ไร้ค่า!
“ไร้ค่า!”
ชายหนุ่มใช้มือตบใบหน้าของตนฉาดใหญ่จนเกิดรอยแดงก่ำ ดวงตาแดงช้ำดั่งโลหิตคั่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า