บทที่ 15 เงื่อนไขในการอภิเษกสมรส
ไม่ใส่อะไรเลยหรือ?
น่าตื่นเต้นดีแฮะ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวอู่เจียงก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด เลือดลมในกายช่วงล่างสูบฉีดขึ้นมาอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว
สงสัยคงต้องกลับไปพักผ่อนเอาแรงเตรียมพร้อมสำหรับศึกหนักในคืนนี้สักหน่อย
จ้าวอู่เจียงมีความคิดมากมายปั่นป่วนอยู่ในหัว หลังจากกินกล้วยหมดลูก เขาก็ประสานมือทำความเคารพและเตรียมตัวเดินทางกลับ
“ฮองเฮา กระหม่อมขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ตู๋กูหมิงเยว่เลิกคิ้วขึ้นสูง พยักหน้าด้วยความอ่อนโยน “ไปเถอะ”
จนกระทั่งจ้าวอู่เจียงเดินหายลับไปจากสายตา ชิงเอ๋อร์ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า
“ฮองเฮาเปิดเผยความลับออกมาเช่นนี้ ขันทีจ้าวก็ได้ยินหมดเลยสิเพคะ”
“ข้าตั้งใจ”
ใบหน้าอันงดงามของตู๋กูหมิงเยว่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย และนั่นก็ยิ่งทำให้นางดูงดงามมากขึ้น
“เขาจะต้องนำไปบอกฝ่าบาทอย่างแน่นอน แล้วเจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะคาดหวังอย่างไรเมื่อข้าไปรับใช้พระองค์ในคืนนี้?”
ชิงเอ๋อร์เบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
“ฮองเฮาทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลยิ่งนัก เป็นหม่อมฉันที่โง่เขลา”
“เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก”
ตู๋กูหมิงเยว่ยิ้มมุมปาก
“แต่ขันทีน้อยผู้นี้เป็นคนฉลาดเฉลียว ในอนาคต เจ้าต้องสนิทกับเขาให้มากเข้าไว้”
หลังจากได้ติดต่อสื่อสารกันหลายครั้งในระยะหลัง ชิงเอ๋อร์ก็จำได้ดีว่าจ้าวอู่เจียงทำตัวอย่างไรบ้างเมื่ออยู่กับนางตามลำพัง เขาถึงกับเคยบอกว่าอยากจะแต่งงานกับนาง ไม่รู้ว่าขันทีผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่
ใบหน้าอันงดงามของชิงเอ๋อร์รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด นางรับคำในลำคอแผ่วเบา
…
ตำหนักหย่างซิน
ขันทีน้อยยืนรออยู่ที่ประตูด้านนอก ก้มศีรษะต่ำ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ฮ่องเต้ที่อยู่ด้านในกำลังโกรธกริ้ว มีเสียงคำรามตวาดดังขึ้นอีกครั้ง
“ถอยทัพอย่างนั้นหรือ? ถอยทัพอันใดกัน? ตกลงว่าท่านต้องการจะบอกอะไรข้ากันแน่?”
แววตาที่เคยมีความผ่อนคลายของเซวียนหยวนจิ้งขณะนี้เต็มไปด้วยความเย็นชา เบื้องหน้าของนางคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยืนก้มหัวต่ำด้วยความเคารพนอบน้อม
“ทูลฝ่าบาท พวกเราเป็นกังวลกับสถานการณ์ในยามนี้พ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนกำลังคิดหาคำพูดที่เหมาะสม
เซวียนหยวนจิ้งสูดหายใจลึก รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าคือหลี่เฉินซวีเสนาบดีแห่งกรมพิธีการ เขามาปรึกษาหารือเกี่ยวกับคณะขนส่งเครื่องบรรณาการจากแคว้นไป๋เยว่แห่งแดนประจิม
คณะขนส่งเครื่องบรรณาการในครั้งนี้มาพร้อมกับข้อเสนอในการอภิเษกสมรส แต่เงื่อนไขนั้นเอารัดเอาเปรียบอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงโกรธกริ้วเป็นอย่างมาก
หืม?
เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้ว เมื่อนางชำเลืองมองออกไปนอกตำหนักหย่างซิน ก็สามารถมองเห็นเงาร่างที่คุ้นตาได้อย่างรวดเร็ว
“ขันทีจ้าว แค่ก ๆๆๆ”
เสนาบดีกรมพิธีการยกกำปั้นขึ้นปิดปาก พยายามอธิบายเรื่องราวออกมา
“แคว้นไป๋เยว่เป็นดินแดนในทิศประจิม พวกเขาส่งองค์หญิงมาเพื่อทำการอภิเษกสมรสกับคนของเรา โดยมีจุดหมายเพื่อการผูกมิตรทางการทูต”
“ขอรับ”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้ารับ หันไปมองใบหน้าเคร่งเครียดของฮ่องเต้อีกครั้ง และถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“เงื่อนไขมีอะไรบ้างขอรับ?”
หลี่เฉินซวีหยุดชะงัก ก่อนจะหันชำเลืองมองฮ่องเต้ รู้สึกได้ว่าฮ่องเต้กำลังพยายามสะกดกลั้นโทสะเอาไว้อย่างเต็มที่ เขาจึงต้องกัดฟันตอบว่า
“อาหารหนึ่งแสนชั่ง ม้าพันธุ์ดีสองหมื่นตัว ม้าสำหรับใช้แรงงานอีกสามพันตัว”
“ให้พวกเรา?” จ้าวอู่เจียงเบิกตาโตด้วยความเหลือเชื่อ
“ให้พวกเขาต่างหาก” เสนาบดีกรมพิธีการแค่นยิ้มออกมาด้วยความเจ็บใจ และรีบอธิบายต่อไปว่า
“ขันทีจ้าว แคว้นต้าเซี่ยของพวกเราไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว ตอนนี้พวกเราต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอก แม่ทัพจ้าวในแดนเหนือป่วยตาย กลุ่มอริราชทางแดนใต้ก็พยายามผนึกกำลังกันบุกโจมตีเขตชายแดน ถ้าฝ่าบาทไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอื่น อีกไม่นานแผ่นดินของพวกเราคงล่มสลายเป็นแน่แท้ และการที่เราจะได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ก่อนอื่นก็ต้องถอนกำลังออกมาจากเขตชายแดนก่อนเท่านั้น”
เซวียนหยวนจิ้งยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกล่าว
“ใต้เท้าหลี่ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขสถานการณ์ของแคว้นเรา แต่ข้าก็ฝากความหวังเอาไว้ที่เจ้าเช่นกัน ขันทีน้อย”
จ้าวอู่เจียงประสานมือทำความเคารพ แต่ดวงตาเบิกโต คิ้วขมวดมุ่นและเปลี่ยนเรื่องพูดหน้าตาเฉย
“ใต้เท้าหลี่ น่าผิดหวังยิ่งนัก!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า