เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 1526

บทที่ 1526 อาชาแดง หมาป่าขาว เดียวดายไร้พรมแดน

สวรรค์และแผ่นดินคือที่พักพิงชั่วคราวของสรรพสิ่ง กาลเวลาคือผู้เดินทางผ่านร้อยยุคสมัย

ชีวิตเหล่าสรรพสัตว์ล่องลอยดั่งความฝันเพียงหนึ่งภพ

จ้าวอู่เจียงเดินทางจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวบ้านธรรมดาไปยังเมืองผี พบเจอดวงวิญญาณเร่ร่อนและสิ่งมีชีวิตที่หนีภัย

ตัวเขา ณ ตอนนี้เปรียบเสมือนวิญญาณ ที่เดินผ่านเงาร่างผู้คนมากมาย มองดูสรรพชีวิตที่หนีภัยเหล่านั้นถูกดูดเข้าไปในดอกบัวทีละดอก ๆ

‘ฮี้ ๆ ๆ’

เสียงร้องของม้าดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลังของเขา เสียงนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก

เขาหันกลับไปมองทันที เห็นวิญญาณของม้าตัวหนึ่งกำลังจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่

ดวงตาของเขาสั่นไหว มองม้าตัวนั้นด้วยสายตาอ่อนโยนและเมตตา

คนและม้ามิได้เอ่ยอันใด มันทำเพียงค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ มันใคร่ถามคำถามที่เคยถามวิญญาณและภูตผีมานับครั้งไม่ถ้วน

“เจ้าเคยพบเห็นเจ้านายของข้าหรือไม่?”

จ้าวอู่เจียงเพียงแค่ยื่นมือออกไป เขาต้องการจะลูบมัน

แม้จะห่างไกลกันนับหมื่นลี้ ทว่าในขณะนี้พวกเขากลับสามารถมองเห็นกันและกันได้

วิญญาณม้าอ่อนจางลง อาจเป็นเพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่าง และมันกำลังจะสูญสลายไป

มันรู้สึกสงสัย ทว่ามันก็กลับทำตามสัญชาตญาณ ย่อตัวลง แล้วร้องคำรามออกมา

จากนั้นจ้าวอู่เจียงจึงขึ้นขี่หลังมัน

ในค่ำคืนวันที่สอง เดือนหนึ่ง ปีอี้โฉ่ว เหล่าวิญญาณที่หนีภัยมายังเมืองผี และดวงวิญญาณดั้งเดิมในเมืองผี ต่างได้เห็นวิญญาณอาชาแดงตัวใหญ่ที่กำลังตามหาเจ้านายของมัน มันควบห้อตะบึง ร้องคำราม วิ่งเล่นด้วยความปีติสุข ราวกับกำลังแบกเจ้านายของมันท่องไปทั่วทิศ

จากราตรีสู่รุ่งอรุณ

ทว่าสุดท้ายแล้วเจ้าอาชาตัวนี้ก็ล้มลงก่อนรุ่งสาง และวิญญาณก็ค่อย ๆ สูญสลายหายไป

ส่วนเจ้านายที่มันคิดถึงอยู่ตลอดเวลา พยายามฟันฝ่าอนธการ

ทว่ามิอาจเห็นแสงรุ่งอรุณ

ยามโฉ่วกลาง

จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงเคาะประตู

เขาลุกขึ้นอย่างสงสัย เมื่อเปิดประตูใหญ่ของจวนอิ้นอ๋อง ก็พบหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ที่ดูสกปรกยืนอยู่หน้าประตู

บางทีหมาป่าตัวนี้มันอาจเคยเป็นสีขาว แต่คงเพราะผ่านการเดินทางไกลข้ามขุนเขาลำเนาไพร ฝ่าสายฝนสีเทาหม่นจนร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น

จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน และกล่าวว่า “เจ้ามาได้อย่างไร?”

เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

การเข่นฆ่าสังหารในโลกยังคงดำเนินต่อไป

ยามนี้มีทั้งการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงที่หลบภัย การสังหารเพื่อกลืนกินพลังวิญญาณในร่างของผู้อื่น และยังมีการฆ่าล้างผลาญชาวบ้านโดยสมุนของกลุ่มภัยพิบัติ

คืนวันแรกฝนหยุดตก เวลาผ่านไปหลายชั่วยามจนถึงยามเหม่าของวันที่สอง ความเย็นและความชื้นรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว แปรเปลี่ยนเป็นทักษะสอดประสาน น้ำแข็งแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งโลกอย่างรวดเร็ว

แผ่นดินราวพันลี้หมื่นลี้ ทั้งหมดถูกน้ำแข็งปกคลุม

หวังฟู่กุ้ยกับเด็กทั้งเจ็ด ภายใต้การนำของจางหมาจื่อ ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ หนีการจ้องจับและไล่ล่าของผู้อื่น

พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในซากปรักหักพังที่พังครึ่งหนึ่ง ที่นี่คือที่พักชั่วคราวที่ปลอดภัยของพวกเขา

จางหมาจื่อสูญเสียลูกสาวไป หลายวันมานี้เห็นได้ชัดว่าเขาซูบผอมลงมาก

คืนนี้เป็นเวรยามของเขา

ในความมืดมิดนั้น เขานั่งยอง ๆ อยู่นอกซากปรักหักพังที่เด็ก ๆ ซ่อนตัว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดที่ติดตามเขาไปทุกที่

ท่ามกลางความมืดเหล่าเด็กน้อยหลับสนิทในซากปรักหักพัง หรือไม่ก็กระซิบคุยเรื่องสนุกสนาน เพื่อฆ่าเวลายามราตรีและความกลัวที่ภัยพิบัตินำมา

มีเด็กคนหนึ่งอธิษฐานว่า “ถ้าทุกอย่างดีขึ้น คงจะดีเหลือเกิน”

แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างฉับพลัน แผ่นดินไหวได้มาเยือนโลกาอีกครา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า