บทที่ 166 รักโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาของฮ่องเต้หญิงสั่นไหวระริก รู้สึกได้ถึงบางอย่างในหัวใจ นางถึงกับพูดอะไรไม่ออก ไม่กล้าจ้องมองเข้าไปในดวงตาของจ้าวอู่เจียงอีก
“สมุนไพรของเจ้าเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงคว้าหูหม้อต้มสมุนไพร และเทสมุนไพรในหม้อใส่ชามใบหนึ่ง
น้ำสมุนไพรเดือดพล่านกรุ่นไอร้อนถูกเทใส่ชามจนเต็ม
เขาใช้ปากเป่าเพื่อให้น้ำสมุนไพรเย็นเร็วมากยิ่งขึ้น
ฮ่องเต้หญิงชำเลืองมองเป็นระยะ นางรู้สึกได้ถึงความสงบในจิตใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปครึ่งถ้วยชา น้ำสมุนไพรในชามใบก็ไม่ได้ร้อนเดือดอีกแล้ว จ้าวอู่เจียงยื่นส่งชามสมุนไพรให้กับฮ่องเต้หญิง พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ดื่มให้หมดนะพ่ะย่ะค่ะ ช่วงบ่ายพระองค์ก็ต้องนอนพัก แล้วเดี๋ยวร่างกายจะขับเหงื่อออกมา”
ฮ่องเต้หญิงรับชามใบนั้นมาจรดที่ริมฝีปาก กลิ่นของสมุนไพรตลบอบอวล เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกขมไปทั้งปาก นางทำหน้ายุ่งก่อนจะกลั้นใจดื่มรวดเดียว
“ฮื่อ” รสชาติขมฝาดของน้ำสมุนไพรกำลังทรมานต่อมรับรสของนาง หญิงสาวอดสั่นศีรษะไม่ได้ ความไร้เดียงสาปรากฏขึ้นในแววตา
“วันนี้ มีขุนนางเขียนฎีกาว่าเซียวเหยาอ๋องกำลังจะเรียกรวมตัวบรรดาขุนนางที่สนับสนุนเขาเพื่อให้ช่วยเหลือทางการเมือง” เมื่อดื่มน้ำสมุนไพรลงท้องไปจนหมดชาม เซวียนหยวนจิ้งก็รู้สึกได้ถึงความร้อนอุ่นที่แผ่กระจายจากท้องไปทั่วแขนขา และซึมลึกลงในกระดูก นางรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น ความวิตกกังวลในหัวใจพลันสลายหายไป
“ยังคงมีขุนนางอีกไม่น้อยที่สนับสนุนเซียวเหยาอ๋อง นี่คือภัยของพวกเรา แล้วข้ากับพวกเขาจะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่แคว้นต้าเซี่ยด้วยกันได้อย่างไร?
วันนี้ พวกขุนนางถึงกับกล้าแจ้งเรื่องนี้ในจดหมาย ดูเหมือนพวกเขาจะมีความมั่นใจในอำนาจของตัวเองมากเกินไป จ้าวอู่เจียงไม่รู้เลยว่าราชสำนักจะล่มสลายลงเมื่อไหร่ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น… ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจ พยายามปกปิดความคิดของตนเองไว้ เพื่อไม่ให้ฮ่องเต้หญิงวิตกกังวลมากไปกว่าเดิม
“กระหม่อมต้องการกำลังเสริมจากหน่วยองครักษ์มังกรพ่ะย่ะค่ะ! ที่วันนี้กระหม่อมไปยังหอการค้าเจียงตู่ก็เพื่อจะทำการรวบรวมกำลังพลสำหรับบ่มเพาะกองกำลังของตนเอง กระหม่อมต้องการจะกวาดล้างอำนาจมืดในโลกใต้ดินของนครหลวง เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่กลับมาเป็นอันตรายต่อฝ่าบาทอีกในอนาคต”
ที่แท้เขาก็กำลังทำเพื่อข้าอยู่นี่เอง ไม่ได้ใช้เวลาไปพูดคุยสนิทสนมกับบรรดาสาวงามคนอื่นสักหน่อย… ฮ่องเต้หญิงเริ่มมีความคิดเลื่อนลอย พลันนางก็สะดุ้งเบา ๆ และรีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เมื่อได้ดื่มน้ำสมุนไพรเข้าไปแล้ว ฮ่องเต้หญิงก็รู้สึกดีขึ้น แต่นางก็ยังคงรู้สึกหนักใจ จนเริ่มเหนื่อยล้าขึ้นมาอีก
“ข้าจะแจ้งหน่วยองครักษ์มังกรไว้ก็แล้วกัน หลังจากนี้ เจ้าสามารถเรียกตัวพวกเขาไปใช้งานได้ทุกเมื่อ” ฮ่องเต้หญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เริ่มกะพริบตาถี่ ๆ เพราะรู้สึกง่วงงุน
จ้าวอู่เจียงรู้สึกได้ถึงอาการง่วงซึมของนาง ชายหนุ่มยิ้มอย่างอบอุ่น เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะอ้อมไปทางด้านหลัง และช้อนอุ้มฮ่องเต้หญิงขึ้นมาในอ้อมแขน ภายใต้เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของนาง
ฮ่องเต้หญิงพยายามดิ้นรนด้วยความอับอาย แต่นางก็ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะขัดขืน
“จ้าวอู่เจียง วางข้าลงเดี๋ยวนี้!”
นางรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย กลัวว่าจ้าวอู่เจียงจะใช้โอกาสนี้ ‘ทำมิดีมิร้าย’ นาง
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เซวียนหยวนจิ้งไปที่แท่นบรรทมด้วยความเร่งรีบ เขารู้สึกได้ว่าร่างของนางที่อยู่ในอ้อมแขนกำลังแข็งเกร็งด้วยความประหม่า
ชายหนุ่มวางนางลงบนแท่นบรรทมอย่างนุ่มนวล ใบหน้างดงามของหญิงสาวกลายเป็นสีแดงระเรื่อ พลันนางก็รีบยกมือปิดหน้าอกอย่างรวดเร็ว
หอการค้าเจียงตู่ หอฝู๋เจี๋ย
เฟิงอวิ๋นไฉผู้เป็นประมุขของหอการค้ากำลังนั่งปรึกษาหารือเรื่องราวสำคัญกับบรรดาประมุขกิตติมศักดิ์ทั้งห้า
หอการค้าเจียงตู่เกิดขึ้นได้ก็เพราะการรวมตัวของหอการค้าหลายแห่ง เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงว่ากันด้วยผลประโยชน์เป็นสำคัญ
และผลประโยชน์ไม่ได้หมายถึงเงินทองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงทรัพย์สินในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ที่ดิน รวมไปถึงเส้นสายในการขยายอำนาจอีกด้วย
หอการค้าจะมีประมุขที่ทำงานอยู่ฉากหน้าหนึ่งคน และก็จะมีประมุขกิตติมศักดิ์คอยดำเนินการอยู่ฉากหลังอีกห้าคน ในขณะนี้ พวกเขากำลังปรึกษาหารือถึงเรื่องสำคัญที่เพิ่งจะได้ค้นพบ
“ไม่ทราบว่าพวกท่านมีความคิดอย่างไรต่อจ้าวอู่เจียงซึ่งเป็นประมุขกิตติมศักดิ์ ตัวแทนจากตระกูลหลิ่วของพวกเรา?” หลิ่วชิงซานเป็นน้องชายของหลิ่วว่านซานที่ทำงานอยู่ในกรมคลัง เขาพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เฮอะ” ตัวแทนจากตระกูลฉินหัวเราะเยาะ
“หลิ่วชิงซาน ท่านคงคิดว่าจ้าวอู่เจียงจะมีประโยชน์มหาศาลต่อพวกเราสินะ? แม้ว่าเขาจะมีเส้นสายกว้างใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ขันที ขอบเขตทางอำนาจมีจำกัด ปลายทางแห่งความสำเร็จคงไปได้ไม่ไกลนัก แล้วจ้าวอู่เจียงมีคุณสมบัติอะไรที่พวกเราควรจะลงทุนในตัวเขาหรือ? อย่าลืมสิว่าสหายของเขาอย่างฉีหลินก็ถึงแก่ความตายไปแล้ว!”
“ถึงฉีหลินจะตายไปแล้ว แต่ยอดฝีมือคนอื่น ๆ ก็ให้ความเคารพจ้าวอู่เจียงเป็นอย่างสูงไม่ใช่หรือ?”
เฟิงอวิ๋นไฉจ้องมองไปที่ตัวแทนจากตระกูลฉิน ได้แต่ลอบคร่ำครวญอยู่ในใจ พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากท่านรู้สึกว่ายอดมือกระบี่อย่างหลี่หยวนเจิ่งยังมีความน่าลงทุนไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็เพิ่มคุณหนูจากตระกูลเจียงไปอีกคนเป็นอย่างไร? นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าขอบเขตเส้นสายของจ้าวอู่เจียงไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงฉีหลิน เจ้าสำนักมังกรเกล็ดศิลาเท่านั้น!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า