บทที่ 172 อารมณ์แปรปรวน
จ้าวอู่เจียงได้แต่ทำตามพระประสงค์ ในระหว่างร่วมรักกับเซียวว่านจวิน เมื่อได้ยินว่าเซียวว่านจวินไม่ได้เรียกหาจ้าวอู่เจียงด้วยคำว่าฝ่าบาทอีกแล้ว แต่กลับเรียกหาด้วยคำว่าสามีจ๊ะสามีจ๋า ฮ่องเต้หญิงที่นั่งอยู่ในความมืดก็ต้องกัดฟันกรอดด้วยความรู้สึกเสียใจ นางได้แต่แอบบ่นด่าเซียวว่านจวินอยู่ในใจที่ไม่ยอมรักษากิริยาเยี่ยงกุลสตรีบ้างเลย
จ้าวอู่เจียงกลายร่างกลายเป็นท่อนไม้กระแทกเข้าสู่ปากเขื่อน ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเนืองนอง เวลาสองชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว จ้าวอู่เจียงก็เริ่มเกิดความเหนื่อยล้าในการบุกทะลวงเขื่อนนที ท้ายที่สุด ทุกอย่างก็สงบลงอย่างนุ่มนวล
…
วันต่อมา หลังจากได้รับคำยินยอมจากฮั่วหรูอี้และผู้อาวุโสทั้งสามท่าน จ้าวอู่เจียงก็ตัดสินใจก่อตั้งสำนักไร้ขอบเขตขึ้นในที่ตั้งเดิมของสำนักมังกรเกล็ดศิลา
แม้ว่าสำนักมังกรเกล็ดศิลาจะถูกทำลายลงไปแล้ว แต่พื้นที่ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเพราะเป็นการแสดงความเคารพต่อฉีหลิน หรือเป็นเพราะมีการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างสำนักใต้ดินเป็นจำนวนมาก จึงยังไม่มีผู้ใดบุกเข้ามายึดครองที่ทำการของสำนักมังกรเกล็ดศิลา
ฮั่วหรูอี้กลับมายังบ้านเก่าของตนด้วยใบหน้าอันเศร้าโศก ผู้อาวุโสทั้งสามก็ดูจะมีความสะท้อนใจเช่นกัน
ป้ายชื่อหน้าสำนักมังกรเกล็ดศิลาถูกแทนที่ด้วยป้ายใหม่ของสำนักไร้ขอบเขต
ในเวลาเดียวกันนี้ จ้าวอู่เจียงก็ได้เรียกตัวองครักษ์มังกรอีกสามคนให้มาแฝงตัวอยู่ในสำนักไร้ขอบเขต สำหรับเตรียมต่อกรกับศัตรูที่รุกราน
และในระหว่างนี้ ข่าวเรื่องการก่อตั้งสำนักใหม่ในนครหลวงก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สำนักใต้ดินหลายแห่งได้รับรู้เรื่องนี้ และแสดงความเหยียดหยามออกมาทันที
สิ่งเดียวที่พวกเขาเห็นอยู่ในสายตาก็คือ การพยายามครอบครองนครหลวงของสำนักมังกรเงิน
แต่ในมุมมองของพวกเขา แม้ว่าสำนักใต้ดินในนครหลวงจะเกิดความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา แต่พลังของมังกรต่างถิ่นก็คงไม่สามารถเอาชนะงูเจ้าถิ่นได้ในระยะเวลาอันสั้น และคงไม่มีผู้ใดคิดสั้นก่อตั้งสำนักใหม่ขึ้นมาในช่วงเวลานี้เด็ดขาด…
เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมีสำนักใหม่ก่อตั้งขึ้นมา เรียกตัวเองว่า ‘สำนักไร้ขอบเขต’ นี่คือการทำให้พวกเขาเกิดความไม่พอใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ในเวลาเดียวกันนี้ เขตตะวันตกของย่านเจียงตู่ จวนที่ประทับของเซียวเหยาอ๋อง
เซียวเหยาอ๋องสวมใส่ชุดเสื้อคลุมสีขาว นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ มีสง่าราศีน่าเกรงขาม นั่งเท้าคางรับฟังผู้ติดตามรายงานภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ข้ารับใช้ในชุดสีน้ำเงินอันผิงและข้ารับใช้ในชุดแดงฉีเล่อต่างก็ยืนอยู่ข้างกายด้วยความเคารพ อันผิงที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของเจี๋ยเอ้อร์ซานในคุกใต้ดินของกรมยุติธรรมเมื่อครั้งก่อน บัดนี้ก็ฟื้นตัวหายดีแล้ว
คลื่นลมพัดโหมภายในห้องรุนแรงปั่นป่วน ผู้คนถึงกับยืนหยัดอย่างไม่มั่นคง อันผิงกับฉีเล่อต้องก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่กล้าจ้องมองบุรุษชุดดำ ส่วนชายชราผมขาวก็หรี่ตาลง รู้ดีว่าท่านเจ้าสำนักกำลังใช้วิชามหาเทพดูดดาว ดวงตาของชายชราปรากฏความหวาดกลัว และความปรารถนาขึ้นมาพร้อมกัน
หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ ร่างของบุรุษชุดดำที่กำลังสั่นไหวก็ผอมแห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
“นายท่าน… ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย…” ใบหน้าของบุรุษชุดดำบิดเบี้ยว เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไหลออกไปจากร่างกาย พลังถูกดูดออกไปโดยท่านเจ้าสำนักจนแห้งเหือด
เซียวเหยาอ๋องยังคงมีแววตาเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง ผู้เฒ่าในชุดขาวเห็นว่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป บุรุษชุดดำผู้นั้นก็คงถูกดูดพลังจนถึงแก่ชีวิต เขาจึงสูดหายใจลึก ๆ ประสานฝ่ามือคำนับ และกล่าวด้วยความเคารพ
“นายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเถิด บัดนี้โลกภายนอกกำลังเกิดความปั่นป่วน สมาชิกของสำนักมังกรเงินส่วนใหญ่ออกไปปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของนายท่าน จึงแทบไม่เหลือกำลังคนมาทำงานในนครหลวงอีกแล้ว หลังจากนี้ เราผู้เฒ่าจะออกไปช่วยเหลือพวกเขากวาดล้างสำนักใต้ดินเหล่านั้นเอง”
เซียวเหยาอ๋องลดมือลงทันที แล้วร่างของบุรุษชุดดำก็ล้มลงไปนอนกองอยู่บนพื้น หลังผ่านพ้นการถูกดูดพลัง เขาก็รีบลากสังขารของตนเองมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเซียวเหยาอ๋องกับชายชราผมขาว ก่อนที่จะโขกศีรษะคำนับด้วยความตื้นตันใจ
“ขอบพระคุณนายท่านมากขอรับ”
“ก่อนอื่น พวกเจ้าไปกวาดล้างสำนักเล็ก ๆ ในนครหลวงให้หมดก่อน ส่วนพวกสำนักใหญ่ รอให้ข้าได้ของสิ่งนั้นมาก่อน แล้วข้าจะไปจัดการพวกมันด้วยตนเอง” เซียวเหยาอ๋องมีสีหน้าเรียบเฉย แต่เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ของสิ่งนั้น’ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาวโรจน์ คล้ายกับว่าเกิดความหงุดหงิดใจบางประการขึ้นมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า