เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 182

บทที่ 182 เปิดเผยความลับ

ย่านเจียงตู่ เขตตะวันตก จวนที่พักของเซียวเหยาอ๋อง

ห้องตำรา

เซียวเหยาอ๋องใช้เวลาไปกับการอ่านตำราโบราณ แต่งบทกวี และวาดภาพ

หลายชั่วยามผ่านไป ท้องฟ้าด้านนอกดำมืด เขายังไม่ได้รับข่าวคราวจากอันผิงหรือฉีเล่อเลยแม้แต่คนเดียว

ทำให้อดรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้

ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าอันผิงหรือฉีเล่อจะออกไปปฏิบัติภารกิจใด พวกเขาก็จะส่งข่าวกลับมาในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม แต่วันนี้ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว

หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น? เซียวเหยาอ๋องหัวใจกระตุกวูบ พยายามจดจ่อสมาธิอยู่ที่ตำราโบราณต่อไป

มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง หากพวกของอันผิงไม่ถูกฆ่าตายเพราะไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสูง พวกเขาก็ต้องถูกใครบางคนจับตัวไป

แต่เซียวเหยาอ๋องไม่ได้สนใจ สำนักมังกรเงินมียอดฝีมือมากมาย เขาแค่ต้องเรียกตัวคนพวกนั้นมานครหลวงเท่านั้นเอง

ในเวลาเดียวกันนี้ เขาก็ไม่กลัวด้วยว่าพวกของอันผิงจะเปิดเผยความลับในระหว่างที่ถูกจับตัว เพราะในร่างกายของทุกคนมีกู่พิษอยู่ การเปิดเผยความลับจะนำไปสู่ความตายสถานเดียว

“จุดประสงค์ของการกวาดล้างสำนักใต้ดินในนครหลวงก็เพื่อเป็นการยึดอำนาจในนครหลวงให้ได้ เตรียมพร้อมสำหรับการก่อกบฏในอนาคต…” หลังจากที่ฉีเล่อเปิดเผยความลับสุดท้ายออกมา นางก็หลับตาลง รู้สึกทั้งเจ็บปวดและโล่งใจในเวลาเดียวกัน

“ข้าต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบดูก่อน” จ้าวอู่เจียงพูดออกมาเบา ๆ เขาบอกว่าต้องตรวจสอบข้อมูล แต่มีหลายอย่างที่นางพูดตรงกับอู๋ฉินหยาง

“พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นองครักษ์ของเซวียนหยวนอวี้เหิงใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้ว…” ฉีเล่อรู้ดีว่านางไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกแล้ว แม้จ้าวอู่เจียงสัญญาว่าจะไม่ฆ่าอันผิง แต่เขากับนางก็คงกลับไปที่สำนักมังกรเงินไม่ได้อีกแล้ว และทำได้เพียงออกไปหาที่หลบซ่อนในยุทธภพเท่านั้น

เซียวเหยาอ๋องพาอันผิงไปด้วยในวันที่ถล่มสำนักมังกรเกล็ดศิลา และคนที่พยายามจะสังหารเขาหน้าประตูวังหลวงในวันนั้นก็คืออันผิง นี่แสดงว่าอันผิงเป็นคนสนิทข้างกายของเซียวเหยาอ๋องอย่างแท้จริง คงต้องรู้ข้อมูลเบื้องลึกอย่างแน่นอน…

ในห้องลับใต้ดิน อันผิงจ้องมองความว่างเปล่า เอาแต่ส่งเสียงร้องครางแหบแห้งออกมาจากลำคอ

ในที่สุด เขาก็เห็นจ้าวอู่เจียงเดินกลับมาแล้ว ในหัวใจรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาทันที ร่างกายพลันสั่นเทา เขาส่งเสียงครางในลำคอต่อเนื่อง บอกชัดว่าต้องการจะพูด

จ้าวอู่เจียงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเดินผ่านอันผิงไป แล้วยกมือขวาต่อยชายชุดดำเต็มแรง

ผลั่ก!

หน้าอกของบุรุษชุดดำยุบหายลงไปทันที โลหิตไหลทะลักออกมาจากปากและจมูก บุรุษชุดดำไม่อยากเชื่อเลยว่าอยู่ดี ๆ จ้าวอู่เจียงก็จะมาทำร้ายตัวเองโดยไม่เตือนอะไรสักคำ ไม่นานดวงตาของเขาก็เหม่อลอย คำพูดสุดท้ายที่ได้ยินช่างห่างไกล และไร้ความหมาย

“ข้าสัญญากับฉีเล่อเอาไว้ว่าจะไม่ฆ่าเจ้า”

จ้าวอู่เจียงไม่ได้พูดกับชายชุดดำ แต่เขาพูดกับอันผิง

อันผิงเผยสีหน้าตกตะลึง และตื่นตระหนก จ้าวอู่เจียงสัญญากับฉีเล่อว่าจะไม่ฆ่าเขา เกิดอะไรขึ้นกับฉีเล่อ? หรือว่านางถูกข่มเหงแล้ว?

จ้าวอู่เจียงดึงเข็มเงินออกมาจากลำคอของอันผิง อันผิงรีบพูดด้วยเสียงแหบแห้งทันที

“จ้าวอู่เจียง ฉีเล่ออยู่ที่ใด?”

“นางกับอู๋ฉินหยางพูดสิ่งที่ควรพูดออกมาหมดแล้ว เจ้าไม่มีค่าอันใดอีกต่อไป” จ้าวอู่เจียงยื่นมือเข้ามา

“แต่นางยอมแลกชีวิตของตนเองกับเจ้า…”

“ผู้ใดบอกว่าข้าไม่มีค่า?” อันผิงมีสีหน้าเจ็บปวด กล้ามเนื้อบนใบหน้าเต้นระริก

“แล้วก็… แล้วก็… ข้ารู้แต่เพียงเยียนอันเสิ่นเท่านั้น นายท่านไม่ได้บอกอะไรข้าจริง ๆ… จ้าวอู่เจียง ไม่สิ ท่านเจ้าสำนักจ้าว ท่านต้องเชื่อข้านะ!” เสียงของอันผิงสั่นเครือ แววตาฉายแววตื่นตระหนก

“ใช่แล้ว ข้านึกขึ้นได้อีกเรื่อง เยียนอันเสิ่นได้รับคำสั่งจากนายท่าน… ให้ศึกษาโครงสร้างภายในวังหลวง เพื่อที่จะให้เขาเขียนแบบจำลองของวังหลวงออกมา สำหรับใช้ตรวจสอบช่องโหว่ทั้งหมด และในอนาคต นายท่านจะยกกำลังบุกเข้าโจมตีวังหลวงได้ไม่ยาก!”

จ้าวอู่เจียงยิ่งมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิม

“นอกจากนี้ นายท่าน… นายท่านยัง… เป็นคนฆ่า… พี่ชายของตนเอง… นายท่านเป็นคนสังหารฮ่องเต้องค์ก่อนของแคว้นต้าเซี่ย…” แววตาของอันผิงปรากฏความตื่นตระหนก ปากยังพร่ำพูด ขอร้องอ้อนวอนต่อไป

“จ้าวอู่เจียงได้โปรดเถอะ… ได้โปรดไว้ชีวิตฉีเล่อ… ฉีหลิน… ฉีหลินก็ถูกนายท่านฆ่าเหมือนกัน… ตอนนั้นข้าก็อยู่ด้วย… แต่ว่าข้าแพ้เขา… ข้าแพ้เขาตั้งแต่กระบวนท่าแรก เรื่องนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าหรือฉีเล่อเลย… พวกเราแค่… พวกเราแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น…”

“มีอะไรอีก?” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยเสียงเย็นชา

“ไม่มีแล้ว ท่านเจ้าสำนักจ้าว ไม่มีอะไรอีกแล้วจริง ๆ!” อันผิงขอร้องด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ

“ท่านเจ้าสำนัก ได้โปรดปล่อยตัวข้ากับฉีเล่อไปเถอะ หากท่านเป็นกังวล ท่านจะทำลายวรยุทธ์ของข้าก็ได้ แต่ได้โปรดไว้ชีวิตนางด้วย…”

“ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า และข้าก็จะไม่ฆ่าฉีเล่อ” จ้าวอู่เจียงมีสีหน้าเรียบเฉย

“สือจิ่ว เอ้อร์ซาน”

เจี๋ยสือจิ่วกับเจี๋ยเอ้อร์ซานปรากฏตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งมีหน้าตาใจดี อีกคนมีหน้าตาดุร้าย

พวกเขาช่วยกันแบกร่างของฉีเล่อผู้สวมใส่ชุดสีแดงดั่งเปลวเพลิงเข้ามา เช่นเดียวกับอู๋ฉินหยางผู้สวมใส่ชุดสีขาวราวกับหิมะ

เจี๋ยสือจิ่วกับเจี๋ยเอ้อร์ซานโยนคนตนแบกมาทิ้งลงตรงหน้าอันผิงไม่ต่างจากเศษขยะ

“ชีวิตอยู่ในมือของพวกเจ้าแล้ว” จ้าวอู่เจียงแก้มัดเชือกที่ผูกอันผิงให้ห้อยอยู่กับเพดานออก ก่อนจะหัวเราะในลำคอ

“มีเพียงหนึ่งในพวกเจ้าเท่านั้นที่จะรอดชีวิตกลับออกไปจากที่นี่ได้ พวกเจ้าปรึกษากันเองเถอะ…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า