บทที่ 189 รนหาที่ตาย
เมืองหวังโจว อารามผู่ถัว
ในวิหารหลักของอารามผู่ถัว กลิ่นหอมของไม้จันทน์และกลิ่นธูปกำยานลอยอยู่ในอากาศ นักบวชชรารูปร่างผอมแห้งผู้หนึ่งกำลังออกมาขับไล่กลุ่มผู้มาเยือน
“ท่านเจ้าอาวาสคูจู้ นี่คือโชคชะตาที่สวรรค์บันดาลมาแล้ว หากท่านขับไล่พวกเราออกไป ก็เท่ากับว่าท่านกำลังฝืนลิขิตสวรรค์!” ชายฉกรรจ์ในชุดสีเขียวร้องตะโกน คนผู้นี้มีพลังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์
เจ้าอาวาสคนปัจจุบันของอารามผู่ถัวมีนามว่าไต้ซือคูจู้ เขาออกมาขัดขวางไม่ให้ผู้ใดก้าวเข้าสู่เขตแดนภูเขาทางด้านหลัง แต่ไม่ว่าพยายามจะขัดขวางหรือห้ามปรามอย่างไร ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดรับฟังท่านเลย
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินไต้ซือคูจู้เลยสักคน เพราะว่านักบวชชราผู้นี้มีพลังอยู่ในขั้นสองหรือก็คือขอบเขตปรมาจารย์ตอนปลายแล้ว
ต้องไม่ลืมว่าขอบเขตปรมาจารย์ตอนปลาย มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับขอบเขตเทวะมากทีเดียว
นั่นหมายความว่า ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ตอนปลาย มีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตอื่น ๆ หลายเท่า
ไต้ซือคูจู้พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“คัมภีร์ปราณไร้วิญญาณไม่ใช่โชคชะตาของประสก เหตุใดพวกประสกถึงต้องไปรบกวนความสงบสุขของผู้วายชนม์ด้วย?”
“พวกเราแค่อยากจะเข้าไปเคารพศพของไต้ซือนักปัดกวาดเท่านั้น หาได้ต้องการไปรบกวนความสงบสุขของเขาไม่…” ชายฉกรรจ์ในชุดสีน้ำเงินพูดด้วยความไม่สบอารมณ์
ไต้ซือคูจู้ตอบกลับไปช้า ๆ
“อมิตตาพุทธ คนเราเมื่อตายแล้วก็เหลือแต่ซากกระดูกที่แห้งกรัง ผู้อาวุโสนักปัดกวาดตายไปหลายปีแล้ว ร่างกายหลงเหลือเพียงกระดูกสีขาวโพลน หาได้มีค่าให้พวกประสกเข้าไปเคารพไม่…”
“ท่านเจ้าอาวาส บัดนี้มียอดฝีมือมารวมตัวกันอยู่มากมาย นักบวชในอารามของท่านรับมือพวกเราไม่ไหวหรอก ได้โปรดถอยไปดี ๆ เถิด อย่าให้ต้องมีผู้ใดบาดเจ็บล้มตายเลย” ชายฉกรรจ์ชุดน้ำเงินก้าวเดินออกมาจากกลุ่มคน ด้านหลังของเขาคือพวกของเจียงเมิ่งลี่ หลี่หยวนเจิ่งและคนอื่น ๆ
ชายฉกรรจ์ชุดน้ำเงินคนนี้มีนามว่าเจียงเฉิงเฟิง เขาคือหัวหน้าตระกูลเจียงคนปัจจุบัน เป็นยอดฝีมือขั้นสาม มีขั้นพลังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ตอนต้น
“พวกอาตมาเพียงหวังพึ่งพระพุทธองค์ในการก้าวข้ามความทุกข์ทรมานของชีวิต อาตมารับปากว่าหากพวกประสกอยู่แค่หน้าอารามก็จะปลอดภัยแน่นอน แต่หากก้าวเข้าสู่เขตแดนภูเขาทางด้านหลังเมื่อไหร่ ก็คงจะต้องเกิดการนองเลือดขึ้นเป็นแน่แท้” ไต้ซือคูจู้ประสานมือคำนับด้วยใบหน้าเศร้าหมอง
เจียงเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว ยืนเอามือไผล่หลัง แล้พูดช้า ๆ
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอให้บุตรสาวและหลานชายเป็นตัวแทนเข้าไปเพียงสองคนได้หรือไม่?”
“ย่อมได้” ไต้ซือคูจู้พยักหน้าอนุญาต
“แล้วทำไมพวกข้าถึงเข้าไปไม่ได้?” ชายฉกรรจ์ชุดเขียวคำรามด้วยความโกรธแค้น
“อีกไม่เกินสองวันเท่านั้น ยอดฝีมือจากทั่วสารทิศก็จะมารวมตัวกันที่นี่ แล้ววัดเล็ก ๆ อย่างอารามผู่ถัวจะสามารถขัดขวางทุกคนได้หรือ?”
ไต้ซือคูจู้พนมมือ สั่นศีรษะ และถอนหายใจ
“ต้นสายและปลายเหตุนั้นล้วนแตกต่างกันไป… พวกอาตมาก็คงทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุดเท่านั้น”
ชายฉกรรจ์ชุดเขียวถลึงตาด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ไม่รู้จะพูดออกมาอย่างไร ในหัวใจของเขารู้สึกว่านักบวชหัวโล้นผู้นี้มีความดื้อรั้นยิ่งกว่าลาโง่เสียอีก
เจียงเมิ่งลี่และหลี่หยวนเจิ่งได้รับสัญญาณจากเจียงเฉิงเฟิง พวกเขาจึงเดินเข้าไปหาไต้ซือคูจู้ ประสานมือทำความเคารพด้วยความนอบน้อม ไต้ซือคูจู้พยักหน้า อนุญาตให้ทั้งสองคนเดินผ่านวิหารเข้าไปทะลุออกสู่ภูเขาทางด้านหลังได้อย่างราบรื่น
“ข้าต้องการจะเสพสุขกับสตรีนางนี้ต่อหน้ามัน ทำให้มันอยู่ไม่สู้ตายซะ!”
ข้ารับใช้ทั้งเจ็ดรับคำสั่งด้วยท่าทีแข็งขัน โคจรพลังลมปราณในร่างกาย ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาพวกของจ้าวอู่เจียงอย่างดุร้าย
ข้ารับใช้ชราทุกคนมีพลังอยู่ในขอบเขตยอดยุทธ์ พวกเขาจึงมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกของจ้าวอู่เจียงได้อย่างง่ายดาย เพราะในโลกกว้างแห่งนี้ ผู้ที่จะเป็นเจ้าสำนักได้อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์
แต่กลุ่มคนตรงหน้า ผู้ที่น่าจะเป็นหัวหน้าก็คือชายหนุ่มชุดดำหน้าตาหล่อเหลา ซึ่งมีขั้นพลังไม่ถึงขอบเขตปรมาจารย์ แล้วผู้ติดตามของมันจะอยู่ในขอบเขตสูงส่งได้อย่างไร?
กลุ่มข้ารับใช้วัยชรายิ่งคิดก็ยิ่งมีความมั่นใจ ผนึกกำลังร่วมมือกันล้อมจ้าวอู่เจียงไว้ ไม่เปิดช่องทางให้อีกฝ่ายได้หลบหนี
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วนั่งอยู่บนหลังม้าไร้การเคลื่อนไหว เป็นเจี๋ยสือจิ่วที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เดี๋ยวข้าจะลงมือเอง!”
“ตามใจเจ้าเถอะ” เจี๋ยเอ้อร์ซานตอบอย่างสบายอารมณ์ เจี๋ยสือจิ่วชื่นชอบการฆ่าคน แต่เขาชอบพักผ่อนมากกว่า
พวกมันไม่คิดกลัวอะไรเลยสักนิดหรือ? หลินเทียนหลางหัวเราะเยาะ ก่อนที่ดวงตาจะหรี่ลงเล็กน้อย
เขาเห็นว่าชายชราผู้สวมใส่หน้ากากทองแดงและสะพายหอกเล่มหนึ่งอยู่บนแผ่นหลังใช้มือขนาดใหญ่ตบหลังม้า ก่อนที่ตัวจะลอยขึ้นไปในอากาศ และโจมตีใส่บ่าวรับใช้ทั้งเจ็ดของหลินเทียนหลางด้วยสองฝ่ามือ
คลื่นพลังปั่นป่วนรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด ตามมาด้วยเสียงมังกรคำราม พยัคฆ์คำรน
ลมหายใจต่อมา ร่างของบ่าวรับใช้ชราสี่ในเจ็ดคนของสำนักกลิ่นบุปผาก็ระเบิดกระจายกลายเป็นม่านหมอกเลือดในอากาศ โลหิตสีแดงสาดกระจายใต้แสงตะวัน ส่งผลให้ผู้คนตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า