บทที่ 199 ทั้งหมดเป็นความผิดของโอสถฤดูหนาว
จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้ว่าใบหน้าของธิดาศักดิ์สิทธิ์มักประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารของนางมาตั้งแต่แรก
แสงสีทองในดวงตาชายหนุ่มเรืองรองมากขึ้น จ้าวอู่เจียงสูดลมหายใจเข้าลึก
เมื่อธิดาศักดิ์สิทธิ์อยู่ห่างจากเขาอีกเพียงก้าวเดียว ชายหนุ่มก็รู้สึกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง เขาระเบิดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด และระเบิดพลังในร่างกายออกมา ทำให้ผืนผ้าไหมที่พันอยู่รอบตัวขาดสะบั้นลงอีกครั้ง
หลังจากนั้น จ้าวอู่เจียงก็ซัดฝ่ามือออกไปด้วยกระบวนท่าฝ่ามือทลายจิต ธิดาศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ประหลาดใจเลยกับการโต้กลับอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย นางเดินทางท่องยุทธจักรมาหลายปี จึงไม่เชื่อว่าคนผู้นี้จะยอมแพ้และร้องขอความเมตตาง่าย ๆ อยู่แล้ว
มีดสั้นในมือจึงแทงสวนใส่ฝ่ามือของจ้าวอู่เจียงทันที แต่แล้วกลับได้ยินเพียงเสียงดังเคร้ง ปรากฏว่าฝ่ามือของจ้าวอู่เจียงมีความแข็งแกร่งดุจหินผา มันแข็งแกร่งเสียจนทำให้มีดสั้นของนางหักเป็นสองท่อน ธิดาศักดิ์สิทธิ์ยกแขนขึ้นป้องกัน และก้าวถอยหลัง หลบหนีจากฝ่ามือของจ้าวอู่เจียง
ทว่าไม่ทันการ ฝ่ามือที่สองของจ้าวอู่เจียงกระแทกเข้าใส่หน้าอกของนางอย่างแรง
“อั่ก!” ธิดาศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงร้องคราง นางกระอักเลือดออกมาจากปากคำใหญ่ รอยประทับสีครามรูปดอกบัวที่อยู่กลางหน้าผากของนางดูจะซีดเซียวลงไปถนัดตา ใบหน้าที่เคยมีเสน่ห์เย้ายวนใจก็สลายหายไปกลายเป็นความดุดันอำมหิต
“ตายซะเถอะ!”
หญิงสาวตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนที่ผ้าไหมอีกแปดผืนจะพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของนาง ผืนผ้าไหมเหล่านั้นพุ่งเข้ามาหาจ้าวอู่เจียงไม่ต่างจากหนวดปลาหมึก
ฟึบ! ฟึบ! ฟึบ!
จ้าวอู่เจียงรับการโจมตีเป็นพัลวัน ม้วนตัวกลิ้งหลบไปบนพื้นดิน เศษฝุ่นกระจายในอากาศ และในเวลาเดียวกันนี้ หูของเขาก็ได้ยินเสียงขวดแตก
เพล้ง!
…
สูงขึ้นไปบนยอดไม้ ชายผู้สวมใส่หน้ากากอสูรสองคนนั่งอยู่บนกิ่งไม้ จ้องมองการต่อสู้ทางเบื้องล่าง
“พวกเราลงมือเลยดีหรือไม่?”
“ยังไม่ต้อง ใต้เท้าจ้าวยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายสักหน่อย”
“แต่ว่า… ฮ่องเต้สั่งให้พวกเราคอยปกป้องใต้เท้าจ้าว…”
“การเดินทางในยุทธจักรต้องพบกับอุปสรรคบ้างเป็นธรรมดา เจ้าอย่าได้เป็นกังวลไปเลย…”
“…นั่นก็จริงอยู่ แต่ข้าว่าพวกเขาทั้งสองคนดูผิดปกติ”
“โอสถฤดูหนาวของสำนักกลิ่นบุปผาถูกใช้เป็นยาปลุกกำหนัด ต่อให้สูดดมเข้าไปก็หาได้เป็นอันตรายอื่นใดไม่…”
“… แต่ทำไมใต้เท้าจ้าวถึงต้องถอดเสื้อออกด้วย?”
“เมื่อเจ้าถูกความปรารถนาแผดเผา ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องถอดเสื้อออกด้วยความร้อนรุ่ม ไม่นับเป็นอันตรายแต่อย่างใด…”
“แต่บัดนี้ ใต้เท้าจ้าววิ่งตามธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกลิ่นบุปผาเข้าไปในป่าลึก พวกเรามองไม่เห็นพวกเขาอีกแล้ว ท่านต้องการติดตามไปหรือไม่?”
“นางใช้พลังจากเคล็ดวิชาลับถึงขีดจำกัดแล้ว บัดนี้นางไม่ใช่คู่ต่อกรของใต้เท้าจ้าวอีกต่อไป เขาย่อมวิ่งไล่ล่านางเป็นธรรมดา หาได้มีอันตรายอื่นใดไม่…”
“อ้อ นับว่าพี่หกกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก”
“ข้าคือพี่หกของเจ้าเชียวนะ ข้าย่อมรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม…”
“…”
…
จ้าวอู่เจียงถอดเสื้อคลุมออกมาพันรอบเอว ใบหน้าหล่อเหลากลายเป็นสีแดงก่ำ ดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยจิตสังหาร ชายหนุ่มหอบหายใจหนักขณะวิ่งไล่ตามธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกลิ่นบุปผาไปอย่างไม่ยอมแพ้
การต่อสู้เมื่อสักครู่นี้ทำให้นางได้รับบาดเจ็บ และด้วยความที่ขวดโอสถฤดูหนาวในเสื้อคลุมของจ้าวอู่เจียงตกแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งเขาและนางจึงสูดดมพวกมันเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
ทว่า เมื่อซูฮัวอีเห็นว่าอีกฝ่ายหันหลังกลับไปไม่ทันได้ระวังตัว นางก็ซัดผืนผ้าไหมออกไปจากแขนเสื้ออีกครั้ง นี่คือโอกาสดีที่นางจะฟาดผืนผ้านั้นใส่ศีรษะทางด้านหลังของจ้าวอู่เจียง!
ขวับ!
จ้าวอู่เจียงพลันหมุนตัวกลับมาคว้าจับผืนผ้าไหมได้อย่างแม่นยำ ดวงตาทอประกายด้วยความโกรธแค้น พลันชายหนุ่มกระชากผืนผ้าไหมเข้ามาหาตัวอย่างแรง
ซูฮัวอีสูญเสียการทรงตัว ร่างระหงเซถลาเข้าไปหาจ้าวอู่เจียง สีหน้านางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อร่างของตนเองแนบติดกับแผ่นอกแแกร่งสมชายชาตรี และเมื่อนางเห็นดวงตาสีแดงภายใต้หน้ากากทองแดงของจ้าวอู่เจียง หัวใจก็กระตุกวูบ…
แคว่ก!
อาภรณ์สีขาวของนางถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที เผยให้เห็นถึงเรือนร่างขาวนวลราวกับหิมะกลางป่าลึก
…
หนึ่งชั่วยามต่อมา จ้าวอู่เจียงลุกขึ้นยืนจ้องมองทิวทัศน์แห่งฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะทอดถอนหายใจ
“เจ้าชื่ออะไร? เจ้าอาศัยอยู่ที่ใด?” ซูฮัวอีเอ่ยถามด้วยแววตาสั่นไหว นางกำลังจะเสียสติ ยิ่งเห็นการถอนหายใจของจ้าวอู่เจียงเมื่อสักครู่นี้ ก็ยิ่งทำให้ดวงตานางแวววาวด้วยน้ำตาที่คลอเต็มเบ้า ทั้งรู้สึกเสียใจและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน
จ้าวอู่เจียงตอบโดยไม่ได้เหลียวหน้ามองกลับมา
“อะไรกัน? เท่านี้ยังไม่พอใจอีกหรือ เจ้ายังคิดจะตามข้ากลับไปเสพสุขที่บ้านอีกหรือไร?”
ซูฮัวอีกัดริมฝีปากของตนเองเล็กน้อย บนพื้นดินยังคงมีร่องรอยของหยดเลือด นางร้องคำรามด้วยความอับอาย
“หดหัวหดหาง ไม่กล้าบอกแม้แต่ชื่อของตนเอง เจ้ามันขี้ขลาดถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เจ้ากลัวว่าข้าซูฮัวอีจะตามไปเอาชีวิตเจ้าใช่หรือไม่?”
“บัดนี้ เจ้ามาทำเสียงเกรี้ยวกราดใส่ข้า ไม่คิดเรียกหาเป็นพี่ชายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเมื่อสักครู่แล้วหรือ?” จ้าวอู่เจียงหันหน้ากลับมามองพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย “ให้ตายเถอะ แต่ข้าก็ต้องขอยอมรับเลยละนะว่า การตอบรับของธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ…”
“นี่!” ซูฮัวอีตะโกนด้วยความโกรธแค้น นางหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้ากลายเป็นสีแดงก่ำ ไม่รู้ว่ากำลังโกรธหรืออับอายกันแน่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า