บทที่ 235 ช่างเป็นบุคคลที่ลึกลับอะไรเช่นนี้
รถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลวงอย่างช้า ๆ
เสียงเกือกม้าเหยียบย่ำลงไปบนพื้นถนน เจี๋ยเอ้อร์ซานกระตุกสายบังเหียนกำหนดทิศทาง พยายามลดแรงกระแทกไม่ให้จ้าวอู่เจียงที่นอนหลับอยู่ในห้องโดยสารทางด้านหลังตื่นขึ้นมา
“การเหวี่ยงแหจับปลาด้วยมือของตนเองนั้นดีที่สุดแล้ว”
“แม่บ้าน สถานพยาบาล…”
“สวรรค์ที่ชั้นห้า หากไม่ต้องการก็กลับไปเถอะ…”
“จะมาเลี้ยงปลาใช่หรือไม่? พวกมันอิ่มกันหมดแล้ว!”
“…”
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วได้แต่รับฟังเสียงพึมพำของจ้าวอู่เจียงที่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่คำเดียว
“แม่จ๋า!”
จ้าวอู่เจียงส่งเสียงกรีดร้อง ก่อนจะสะดุ้งตื่น ผุดลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเป็นสีแดงก่ำ รู้สึกเจ็บปวดที่กระดูกสันหลังอีกแล้ว
“หยุด!” เมื่อใกล้ถึงประตูทางเข้าวังหลวงแล้ว เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วก็รับรู้ได้ถึงเสียงการเคลื่อนไหวในห้องโดยสาร พวกเขาจึงรีบหยุดรถม้าและเลิกผ้าม่านดูด้านใน
สิ่งที่ชายชราทั้งสองคนเห็นก็คือจ้าวอู่เจียงกำลังนั่งมึนงง ปราณกระบี่มหาศาลถูกปลดปล่อยออกจากร่างกาย เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ปราณกระบี่เหล่านั้นสร้างแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าจ้าวอู่เจียงพร้อมที่จะระเบิดพลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในพริบตาเดียว
“ใต้เท้าจ้าว?” เจี๋ยเอ้อร์ซานส่งเสียงเรียกเบา ๆ รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ดวงตาจ้าวอู่เจียงทอประกายลึกล้ำดั่งท้องฟ้าสีเลือด พลางจ้องเจี๋ยเอ้อร์ซานกลับ
“เมื่อสักครู่นี้ ข้าพูดว่าอะไรหรือ?”
“พูดถึงเรื่องการเหวี่ยงแห พูดถึงเรื่องสวรรค์ชั้นห้า…” เจี๋ยเอ้อร์ซานตอบกลับไปเท่าที่ตนเองจำได้ เขาได้ยินไม่ชัดเจนและก็ไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นเลย
แววตาจ้าวอู่เจียงฉายแววเย็นเยียบ เกรงว่าตนคงเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป
“น่าจะเป็นบทกวีที่ยังตกค้างอยู่ในหัวของข้ากระมัง?”
“ก็น่าจะเป็นไปได้ขอรับ… แต่ในงานเลี้ยงวันนี้ ใต้เท้าสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนได้อย่างแท้จริง ใต้เท้าสามารถแต่งบทกวีได้อย่างลื่นไหล…” เจี๋ยเอ้อร์ซานทบทวนความคิดและกล่าวต่อไป
“แต่ใต้เท้าขอรับ ใต้เท้าบอกว่าตนเองมาจากเมืองหลันซิน แต่พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงของใต้เท้าแล้ว ข้าน้อยไม่คิดว่าท่านจะมาจากเมืองหลันซินจริง ๆ”
จ้าวอู่เจียงยกมือตบศีรษะตนเองเบา ๆ รู้สึกหนักศีรษะชอบกล กล่าวกันตามความจริงนั้น เขาไม่ควรเมาสุราเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา
“ข้ามาจากเมืองหลันซินจริง ๆ… เพียงแต่ว่าข้าไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานแล้ว…”
“การดื่มสุราจนเมามายมักจะทำให้ผู้คนคิดถึงบ้านเกิดเสมอขอรับ…”
เจี๋ยเอ้อร์ซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก สามารถสัมผัสได้ว่าปราณกระบี่จากตัวของจ้าวอู่เจียงได้สลายไปอย่างช้า ๆ ชายชราเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป ทำเพียงลดผ้าม่านในห้องโดยสารอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาบังคับรถม้าให้แล่นเข้าสู่วังหลวงต่อไป
“อู่เจียงทนไม่ไหวแล้ว…”
“ลงมือตอนนี้เลยเถอะ…”
เสียงสายลม เสียงตีเหล็ก เสียงผู้คนพูดคุยกันดังขึ้นในห้วงภวังค์ เช่นเดียวกับเสียงทารกร้องไห้และเสียงความเป็นกังวลของสตรีผู้หนึ่ง
ด้านหลังของตำหนักฉีเฟิงเป็นที่ตั้งของเรือนเล็กหลังหนึ่ง
ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นอับก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้า ไม่มีผู้ใดเข้ามาทำความสะอาดสถานที่แห่งนี้นานแล้ว ในอากาศจึงเต็มไปด้วยเศษฝุ่น
ชิงเอ๋อร์รีบนำผ้าพันคอแพรไหมออกมาปิดปากและจมูกให้แก่ฮองเฮาพร้อมกับกล่าวว่า
“ฮองเฮา ที่นี่มีฝุ่นมากมายเกินไป ให้คนมาทำความสะอาดก่อนดีหรือไม่เพคะ?”
“ไม่เป็นไรหรอก เพียงระบายอากาศก็พอแล้ว แม้ว่าจะมีฝุ่น แต่บรรยากาศของที่นี่ก็ทำให้รู้สึกสบายใจ…”
ตู๋กูหมิงเยว่ยืนอยู่ตรงประตูและใช้มือโบกลมให้แก่ตนเอง ปล่อยให้แสงตะวันสาดส่องเข้าไปภายในตัวเรือนหลังเล็ก แสงกระทบเศษฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ เกิดเป็นประกายระยิบระยับ
หลังจากรอคอยอยู่หลายลมหายใจ ตู๋กูหมิงเยว่ก็เดินประคองหน้าท้องของตนเองเข้าไปด้านใน เรือนเล็กแห่งนี้ความจริงถูกใช้เป็นเรือนเก็บของ ด้านในจึงมีหีบไม้และข้าวของมากมายถูกวางทิ้งไว้ และตอนนี้ข้าวของก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นฝุ่น
ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ยกแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมาปิดจมูกและปากของตนเอง ก่อนที่จะเริ่มต้นทำความสะอาดหีบไม้เหล่านั้น และเมื่อเปิดดูด้านใน ก็พบว่าบรรดาข้าวของที่เคยมีสีสันสดใส บัดนี้ได้สูญเสียสีสันไปหมดแล้วตามกาลเวลา
“ดูสิ นี่คือปิ่นปักผมที่ข้าใส่ตอนเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก และนี่ก็คือกระบี่ไม้ที่บิดามอบให้กับข้า” ตู๋กูหมิงเยว่เห็นสิ่งของที่อยู่ในหีบไม้ ความทรงจำในวันเก่าก่อนหวนคืนกลับมา เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต นางก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ทุกครั้งที่เปิดหีบไม้เหล่านั้น ตู๋กูหมิงเยว่ก็จะส่งเสียงอุทานออกมาตลอดเวลา
จนกระทั่งชิงเอ๋อร์เปิดหีบไม้ที่มีความยาวและกว้างประมาณหนึ่งฉื่อ พวกนางก็ต้องยืนตกตะลึง
เนื่องจากภายในหีบไม้ มีคัมภีร์เล่มหนึ่งกับกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามืออีกหนึ่งกล่อง
“นี่คืออะไรกันเพคะ?” ชิงเอ๋อร์หยิบคัมภีร์ขึ้นมาดู ก่อนจะเปิดอ่านคร่าว ๆ และพึมพำว่า
“โอ้สวรรค์ นี่คือตำรับยาสมุนไพรที่ขันทีจ้าวโส่วทิ้งไว้ให้แก่จ้าวอู่เจียงใช่หรือไม่เพคะ? แล้วมันมาอยู่ในเรือนเก็บของของฮองเฮาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเพคะ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า