บทที่ 248 ตกตะลึงกันถ้วนหน้า
เมื่อจ้าวอู่เจียงร่ายบทกวีของตนเองจบลง ทุกคนก็ตกอยู่ในความตะลึง
พวกเขาตกตะลึงที่ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา ใต้เท้าจ้าวก็สามารถแต่งบทกวีได้ถึงสามชิ้น!
โดยเฉพาะบทกวีชิ้นสุดท้ายที่ช่วยเยียวยาจิตใจของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ทุกคนถึงกับเห็นภาพของตนเองเรียนจบจากสำนักศึกษาด้วยความภาคภูมิได้ราง ๆ แล้ว
จ้าวอู่เจียงมีพรสวรรค์ที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียงได้จริง ๆ … หลินหรู่ไห่ตกตะลึงจนทำสิ่งใดไม่ถูก เจาถึงกับถอนหายใจออกมายาวแรง รู้สึกโชคดีที่ตนเองรู้ตัวทัน และเปลี่ยนจากศัตรูกลายเป็นมิตรได้สำเร็จ
ในความคิดเห็นของหลินหรู่ไห่ พรสวรรค์ด้านวรรณกรรมของจ้าวอู่เจียง รวมไปจนถึงเล่ห์เหลี่ยมและความสามารถรอบด้านของเขา สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้จ้าวอู่เจียงมีอนาคตสดใสในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
มิต้องประหลาดใจเลยว่า เป็นเพราะเหตุใดจ้าวอู่เจียงถึงได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้มากมายถึงเพียงนี้… หลินหรู่ไห่ยกมุมปากแย้มยิ้มออกมาไม่รู้ตัว เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่อีกฝ่ายปรากฏตัว เขาเป็นคนแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักจ้าวอู่เจียง เช่นนี้ก็คงนับได้ว่าสร้างความประทับใจให้จ้าวอู่เจียงได้บ้างกระมัง
เสียงพูดคุยและเสียงอุทานในกลุ่มคนยิ่งดังมากขึ้นเรื่อย ๆ
“พรสวรรค์ด้านวรรณกรรมของใต้เท้าจ้าวไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าท่านเจ้าสำนักจ้าวเลย…”
“บทกวีเหล่านี้ถูกแต่งออกมาภายในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ใต้เท้าจ้าวสามารถสร้างสรรค์บทกวีอันงดงามเพียงนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
“ใต้เท้าจ้าวกับเจ้าสำนักจ้าวต่างก็ใช้แซ่จ้าวเหมือนกันนี่? หรือว่าพวกเขาจะเป็นคนคนเดียวกันรึไม่?”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า? ใต้เท้าจ้าวเป็นถึงขุนนางขั้นหก แม้ว่าสำนักไร้ขอบเขตจะอยู่ในนครหลวง แต่เจ้าสำนักจ้าวเป็นคนจากยุทธจักร แค่นี้ทั้งสองคนก็มีที่มาที่ไปต่างกันแล้ว พวกเขาจะเป็นคนเดียวกันได้อย่างไร?”
“ทำไมตระกูลจ้าวถึงมีแต่คนที่เก่งกาจเช่นนี้หนอ?”
“…”
หลังจากพูดคุยกับสหายบัณฑิตด้วยกันพักใหญ่ สุดท้าย จูอวี้เหวินจากเมืองหลันซินก็พึมพำขึ้นมาว่า
“บทกวีของท่านเจ้าสำนักจ้าวมีความเรียบง่ายและงดงาม เนื้อหาเน้นไปที่ความเป็นอิสระเสรีไร้ข้อผูกมัด ในขณะที่บทกวีของใต้เท้าจ้าวเปี่ยมล้นไปด้วยศักดิ์ศรีของขุนนางใหญ่และการถวายตัวรับใช้บ้านเมือง เราจะนำพวกท่านมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร? เป็นพวกเราเองนั่นแหละที่ยังดวงตามืดบอดมากเกินไป!”
ผลสรุปออกมามีอยู่ด้วยกันสามฝ่าย กล่าวคือฝ่ายแรกบอกว่าใต้เท้าจ้าวเก่งกว่า อีกฝ่ายก็บอกว่าเจ้าสำนักจ้าวเก่งกว่า ส่วนฝ่ายสุดท้ายเก็บคำตอบไว้ในใจเท่านั้น
สำหรับกลุ่มคนที่คิดว่าใต้เท้าจ้าวเก่งกว่าเจ้าสำนักจ้าวนั้นเป็นเพราะว่าใต้เท้าจ้าวใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา ก็สามารถแต่งบทกวีอันงดงามออกมาได้ถึงสามชิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ต้องมีพรสวรรค์มากกว่าเจ้าสำนักใต้ดินผู้นั้นอย่างแน่นอน
อีกอย่าง แม้ว่าบทกวีของเจ้าสำนักจ้าวจะยอดเยี่ยม แต่เขาก็มีเวลาให้ใช้ความคิดมากกว่าใต้เท้าจ้าวหลายเท่านัก
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเหล่านี้ก็ทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชมเจ้าสำนักจ้าวรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง พวกเขาคิดว่าเจ้าสำนักจ้าวมีพรสวรรค์สูงส่ง และไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงกับจิตใจซึ่งอุทิศตนให้แก่ความเป็นอิสระและความเรียบง่ายของท่านได้อีกแล้ว
นี่ทำให้บัณฑิตทั้งสองฝ่ายต่างก็ทุ่มเถียงกันอย่างหนักหน่วง ใบหน้าของพวกเขากลายเป็นสีแดงก่ำ แบ่งแยกการยืนเป็นสองฝั่งสองฝ่าย หันหน้าเข้าหากันด้วยความเกรี้ยวกราด
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงขั้นพับแขนเสื้อขึ้น และต้องการจะ ‘สั่งสอนบทเรียน’ ให้แก่อีกฝ่ายด้วยการใช้กำลังแล้ว
ส่วนกลุ่มบัณฑิตฝ่ายที่สามยิ่งรู้สึกหนักใจมากขึ้นไปอีก เนื่องจากสิ่งที่บัณฑิตทั้งสองกลุ่มกล่าวออกมาต่างก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งคู่
บรรดาเวรยามของกรมพิธีการรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก พวกเขากลัวว่าเหล่าบัณฑิตหนุ่มจะลงไม้ลงมือทำร้ายกันเองจริง ๆ หากไม่รีบเข้าไปห้ามปรามในยามนี้ มีหวังคงได้ถูกลงโทษในภายหลังเป็นแน่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า