บทที่ 256 ข้าสามารถแต่งได้ทุกอย่างที่ท่านอยากได้ยิน
จ้าวอู่เจียงหย่อนกายนั่งลงตรงที่เดิม ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย จมูกได้กลิ่นสุรา เขาดูสง่างามและเมามายในเวลาเดียวกัน
“ใต้เท้าจ้าว ขอบทกวีอีกสักบทเถอะ!” หลิวเจ๋อพูดยิ้ม ๆ
ชายชราชื่นชอบบทกวีของจ้าวอู่เจียง และยิ่งชื่นชอบท่วงท่ายามแต่งบทกวีของชายหนุ่มยิ่งกว่า อีกทั้งบทกวีของจ้าวอู่เจียง นอกจากช่วยปรับบรรยากาศให้มีความรื่นรมย์มากขึ้นแล้ว ยังช่วยปลุกจิตวิญญาณการเป็นขุนนางที่ดีให้แก่ผู้คนได้อีกด้วย
จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นสูง ยกจอกสุราในมือขึ้น
“ไม่ทราบว่าใต้เท้าหลิวต้องการได้ยินบทกวีแบบใดหรือ?”
“แล้วไม่ทราบว่าใต้เท้าจ้าวต้องการแต่งบทกวีแบบใด?” หลิวเจ๋อถามกลับพร้อมกับดื่มสุรา
จ้าวอู่เจียงสั่นศีรษะ ยิ้มกว้าง และตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิ
“ข้าสามารถแต่งได้ทุกอย่างที่ท่านอยากได้ยิน”
กลุ่มขุนนางส่งเสียงอุทานออกมา แต่ไม่มีผู้ใดคิดเลยว่าเป็นการโอ้อวด เนื่องจากทุกคนทราบดีว่าจ้าวอู่เจียงมีพรสวรรค์ในด้านการแต่งบทกวีมากเพียงใด และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนได้ร่วมเป็นสักขีพยานมาเรียบร้อยแล้ว
หลิวเจ๋อยิ้มเล็กน้อย ส่ายศีรษะ แล้วถอนหายใจ
“ในอดีต ข้ามักจะติดตากับภาพของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ทำสงครามแย่งชิงดินแดน สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ต้าเซี่ย ประสบการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนหนุ่มมากพรสวรรค์อย่างท่านจะเข้าใจ”
“คนหนุ่มมีเพียงจิตใจที่กล้าหาญมุ่งมั่น แต่หาได้เข้าใจเลยว่า การลงสู่สนามรบลงไปต่อสู้ในสมรภูมิแห่งการนองเลือดจริง ๆ นั้นคืออะไร มีเพียงผู้ที่เคยได้ลงสู่สนามรบอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะเข้าใจ…” ตู๋กูอี้เหอกล่าวเสริม
ตู๋กูอี้เหอยิ้มพร้อมกับยกจอกสุราคำนับให้แก่หลิวเจ๋อ เขาไม่ได้มีเจตนาหักหน้าจ้าวอู่เจียง เพียงพูดตามความเป็นจริง และตู๋กูอี้เหอก็รู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงคงไม่คิดใส่ใจเช่นกัน
บรรดาขุนนางหยุดชะงักด้วยความตกตะลึงและอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ จ้าวอู่เจียงต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความเยาว์วัยของตนเองเสียแล้ว
จ้าวอู่เจียงไหล่ตกเล็กน้อย กลิ่นสุราลอยฟุ้ง ชายหนุ่มเดินโซเซไปยังกลางห้องจัดเลี้ยง เงยหน้าขึ้นและกระดกสุราจนหมดจอก สุรารสเลิศไหลเข้าปาก เติมเต็มหัวใจด้วยรสชาติอันร้อนแรง
หลังจากดื่มสุราหมดจอก เขาก็โยนมันทิ้งไป หอบหายใจพลางร่ายบทกวี
“ยามเมามายส่องกระบี่ใต้แสงเทียน ย้อนฝันเสียงแตรก้องระงมค่าย กระโจมถูกศัตรูเผาจนวอดวาย เชือกหลายสายพุ่งทะยานข้ามกำแพง ทหารหาญร่วงหล่นดุจใบไม้โรย!”
เมื่อชายหนุ่มร่ายกวีบทนี้ออกมา หลิวเจ๋อก็จ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความเหลือเชื่อ และดวงตาของเขาก็ไหววูบสั่นสะท้านด้วยความตื่นตะลึง
ตู๋กูอี้เหอก็จ้องมองไปที่จ้าวอู่เจียงด้วยความเหลือเชื่อเช่นกัน แม้นี่จะเป็นบทกวีที่แต่งออกมาตอนเมามาย และเป็นการแต่งออกมาจากจินตนาการของคนหนุ่มที่ไม่เคยลงสู่สมรภูมิรบมาก่อน แต่กลับสะท้อนถึงความรู้สึกของนายทหารในสนามรบได้อย่างแท้จริง
กลุ่มขุนนางจำนวนมากตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความพิศวง
“อาชาพุ่งทะยานไกลพันลี้ คมธนูแหวกอากาศดุจสายฟ้า เข้าประหัตเพื่อกษัตริย์แลโลกา สละเลือดแลน้ำตาเพื่อแผ่นดิน…” จ้าวอู่เจียงยกมือขึ้นชี้ไปที่หลิวเจ๋อกับตู๋กูอี้เหอ แต่สองผู้อาวุโสกลับไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกดูหมิ่น หนำซ้ำหัวใจของพวกเขายังเต็มไปด้วยความตื้นตัน…
ตู๋กูอี้เหอถอนหายใจด้วยความโศกเศร้า พึมพำออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง
“ประเสริฐยิ่งนัก…”
หลิวเจ๋ออดหัวเราะในลำคอไม่ได้ เขายิ้มออกมาด้วยความขมขื่นใจไม่ต่างกัน
ดวงตาแก่ชราปรากฏน้ำตาคลอเต็มเบ้าในทันใด ทั้งหมดที่หลิวเจ๋อสามารถกล่าวออกมาได้ ก็มีเพียงคำว่าประเสริฐยิ่งนักเช่นกัน
ตู๋กูอี้เหอยังอยู่ในภวังค์คะนึง บุคคลที่เข้าใจหัวอกของเขามากที่สุดได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแล้ว ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่เต็มอกจนไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไรดี
ทุก ๆ ถ้อยคำในบทกวีของจ้าวอู่เจียง ราวกับกำลังบรรยายประสบการณ์ของเขากับหลิวเจ๋อในช่วงเวลาที่ต้องออกสู่สมรภูมิรบไม่มีผิด
“คู่รักพลัดพรากจากกันไกล แยกทางไปห่างหายแบ่งเป็นสอง ปรารถนาอยากเคียงเจ้าเป็นคู่ครอง น้ำตานองคิดถึงซึ้งหัวใจ”
“ถนนเลือดกั้นขวางเส้นทางรัก เพียงสลักชื่อเจ้าบนก้อนหิน แค่หวังให้สักวันหนึ่งเจ้ายลยิน ชีพดับสิ้นแต่ใจรักมิอาจลืม”
เหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวอู่เจียงจะสามารถแต่งบทกวีเกี่ยวกับความรักที่มีความซาบซึ้งกินใจได้ถึงเพียงนี้
หรือว่าก่อนเข้าวังหลวงและถูกจับตอนเป็นขันที จ้าวอู่เจียงเคยมีความรักในวัยเด็กมาก่อนเล่า?
เมื่อบรรดาขุนนางพากันคิดเช่นนี้ พวกเขาก็ยิ่งคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก จ้าวอู่เจียงและคนรักในวัยเยาว์ถูกแยกจากกัน บัดนี้เขาทำงานรับใช้ฮ่องเต้ แทบไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้อีกแล้ว ดังนั้นจ้าวอู่เจียงจึงมีความคิดถึงคนรักจับหัวใจ
ฮ่องเต้กัดริมฝีปากและได้แต่สงสัย จ้าวอู่เจียงกำลังคิดถึงคนรักในวัยเด็กจริง ๆ หรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ ในหัวใจก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
กระทั่งนางได้สบตากับจ้าวอู่เจียง จึงพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาที่ตน แม้ผมเผ้าจะยุ่งเหยิง แต่ดวงตายังทอประกายล้ำลึกไม่ต่างจากดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี
ฮ่องเต้หญิงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย รีบยกจอกสุราขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนอาการ นางสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัว ราวกับกำลังจะกระเด็นกระดอนออกมาจากหน้าอก วิ่งตรงเข้าไปหาจ้าวอู่เจียง
และในตอนนั้นเอง ฮ่องเต้หญิงก็ตระหนักได้ว่า การแยกจากในบทกวีของจ้าวอู่เจียงนั้น หมายถึงฉากกระดาษบาง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างพวกตน
ในเวลาเดียวกันนี้ หญิงสาวพลันรู้สึกถึงความสุขที่ตีตื้นจนล้นอก มีความสุขที่จ้าวอู่เจียงมีความรู้สึกดี ๆ ต่อนางไม่ต่างกัน
ฮ่องเต้หญิงยอมรับว่า นางเองก็มีความรู้สึกพิเศษในตัวของบุรุษหนุ่มผู้มากพรสวรรค์คนนี้เช่นกัน
แต่แล้วความดีใจและความสุขทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็แปรเปลี่ยน กลายเป็นเสียงถอนหายใจ นางตั้งปณิธานต่อตนเองไว้แล้ว หากแผ่นดินยังไม่สงบสุข นางก็จะไม่มีวันยอมมีความรักเป็นอันขาด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า