บทที่ 270 บุรุษชุดดำ
ภายใต้แสงดาว เทือกเขากว้างใหญ่ ระยะทางห่างไกลจากเมืองหลันโจวสามร้อยลี้
พวกของจ้าวอู่เจียงกำลังนั่งพักแรมอยู่ข้างกองไฟ
สะเก็ดไฟแตกกระจาย แสงสว่างจากกองไฟลามเลียใบหน้าของทั้งสามคน
ม้าถูกผูกอยู่กับต้นไม้ พวกมันกำลังกินหญ้า บางครั้งก็ย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือไม่ก็ส่งเสียงฟืดฟาดออกมาเป็นระยะ
สถานที่แห่งนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงแมลงภายในป่าลอยมาตามสายลม
จ้าวอู่เจียงใส่กิ่งไม้เติมเข้าไปในกองไฟ และพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ตามมาแล้ว”
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วหันมองหน้ากัน ก่อนจะกวาดสายตามองดูรอบกาย แววตาของทั้งสองเป็นประกายดุร้าย ป่าเขากว้างใหญ่เงียบสงบ หากมีสิ่งใดรบกวน พวกเขาย่อมรับรู้ได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างที่เดินทางมาในช่วงกลางวัน ใต้เท้าจ้าวบอกพวกเขาว่ามีคนตามมา และขณะนี้เมื่อเจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วลองพิจารณาดูให้ดี พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมาจากในความมืด
เดิมทีจ้าวอู่เจียงตั้งใจจะเดินทางตอนกลางคืนด้วย แต่ก็เปลี่ยนใจหลบเข้ามาค้างคืนอยู่ในป่า อาศัยประโยชน์ของผืนป่าที่กว้างใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกที่ติดตามมากล้าทำอะไรรุนแรง
ว่าแต่พวกมันเป็นใครกัน? ดวงตาของจ้าวอู่เจียงสั่นไหว เขาพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในใจ แต่ก็ยังไม่พบคำตอบ เพราะมันมีความเป็นไปได้หลากหลายอย่างมากเกินไป
แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจประมาทได้โดยเด็ดขาด
กองไฟยังคงส่งเสียงปะทุตัวดังเปรี๊ยะปร๊ะ เจี๋ยสือจิ่วหยิบกิ่งไม้เติมเข้าไปในกองไฟอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟสว่างไสวมากขึ้น และกลายเป็นจุดให้แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวภายในป่าที่มืดมิดแห่งนี้
…
บุรุษชุดดำยืนอยู่บนต้นไม้สูงซึ่งห่างไกลออกไปในความเงียบ ร่างของเขาคล้ายจะถูกกลืนกินเข้าไปในความมืดมิดยามราตรีจนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เขาไม่ได้เข้าไปหาพวกของจ้าวอู่เจียง เพราะผืนป่าเงียบสงบเช่นนี้ เขาต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวมากกว่าตอนกลางวันหลายเท่า
กองไฟให้แสงสว่างกลางป่ามืด จ้าวอู่เจียงกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหลังอยู่กับต้นไม้ต้นหนึ่ง ชายหนุ่มคลี่ผ้าผืนเล็ก ๆ คลุมร่างกาย ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว
หลังจากนั้นพวกของชายชราผมขาว หนวดขาว ที่นั่งอยู่ข้างกองไฟก็สัปหงกไปเช่นกัน
และทันใด กองไฟก็ดับวูบ แสงสว่างในป่าใหญ่หายวับไปทันที
บุรุษชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จังหวะที่แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวดับมอดลง เขาก็มองไม่เห็นพวกจ้าวอู่เจียงอีกต่อไป ทุกสิ่งปกคลุมด้วยความมืดมิด เห็นรอบข้างได้เพียงราง ๆ ด้วยแสงริบหรี่ของดวงดาราบนฟากฟ้า แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจสอดส่องให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบกายได้มากนัก
บุรุษชุดดำแตะปลายเท้าแผ่วเบาลงไปบนกิ่งไม้ ก่อนจะลอยตัวไปยังตำแหน่งที่ตั้งของกองไฟ ตามความทรงจำ
แกร็บ!
บุรุษชุดดำทิ้งตัวลงเหยียบบนกองใบไม้แห้ง จมูกได้กลิ่นเหม็นของกิ่งไม้ที่ถูกเผาไหม้ ทว่ากลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากรอบกายเลย
ทว่าในพริบตา เสียงระเบิดก็ดังขึ้นในท้องฟ้ายามราตรี เป็นเสียงระเบิดของปราณกระบี่ที่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ บุรุษชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก แม้เขาจะไม่ได้ระเบิดพลังโจมตีออกไปเต็มกำลัง แต่ปราณกระบี่ของเขาก็ไม่ควรที่จะถูกสลายลงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
บุรุษชุดดำยืนตะลึง ชั่วพริบตาต่อมา จ้าวอู่เจียงก็มาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า พร้อมกับพุ่งตัวเข้ามา กระแทกข้อศอกโจมตีอย่างหนักหน่วง
การเข้าถึงตัวอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาลของจ้าวอู่เจียง ทำให้บุรุษชุดดำไม่สามารถกระโดดหลบการโจมตีครั้งนี้ได้
ผลั่ก!
กระดูกหน้าอกของบุรุษชุดดำยุบตัวลงจากแรงกระแทก โลหิตพุ่งกระฉูดออกมาจากปาก ตัวคนลอยกระเด็นไปด้านหลัง ชนเข้ากับต้นไม้ ทำต้นไม้หักโค่นลงไปหลายต้น เสียงจากการปะทะในครั้งนี้ดังก้องไปทั่วผืนป่า
บุรุษชุดดำกัดฟัน หากไม่ใช่ว่าเขามีแผนการที่ต้องใช้งานจ้าวอู่เจียง ตนก็คงใช้พลังที่แท้จริงจัดการอีกฝ่ายไปแล้ว
ขณะนี้เมื่อรับการโจมตีจากข้อศอกของจ้าวอู่เจียง บุรุษชุดดำก็รู้สึกเหมือนกระดูกในร่างกายจะแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ความเจ็บปวดทรมานราวกับหัวใจจะแตกสลายไปพร้อมกับกระดูก
บุรุษชุดดำระเบิดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะรวบรวมปราณกระบี่ ต้องการจะสั่งสอนบทเรียนให้จ้าวอู่เจียงได้จดจำซะบ้าง แต่ในทันใดนั้นเอง ผืนป่าก็กลับไปอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง พลังจากร่างของจ้าวอู่เจียงและพรรคพวกจางหายไป ดูเหมือนพวกเขาจะเคลื่อนที่ห่างไกลออกไปอย่างรวดเร็ว
“จ้าวอู่เจียง!”
บุรุษชุดดำตะโกนด้วยความเดือดดาล ก่อนจะกระอักเลือดออกมาจากปากคำใหญ่ พลางยกมือทุบพื้นดินจนเศษฝุ่นฟุ้งกระจาย
หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตนก็คงเลือกที่จะแสดงตัวและเปิดฉากโจมตีไปแล้ว!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า