บทที่ 271 แม่ชีทั้งสอง
จ้าวอู่เจียงเดินออกมาจากป่าและควบม้าใต้แสงดาว
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วแยกย้ายกันไปคนละทาง
พวกเขาทำตามคำสั่งของจ้าวอู่เจียงที่ให้แยกกันเดินทาง ก่อนจะไปรวมตัวกันอีกครั้งที่อารามหลานรั่วในเมืองหลันหลิน หัวเมืองหลันโจว
ฝีเท้าม้าทำให้ฝุ่นบนถนนดินฟุ้งตลบ ดวงตาของจ้าวอู่เจียงฉายแววลึกล้ำ เขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าเมื่อสักครู่นี้
แล้วฝีเท้าม้าก็ค่อย ๆ เชื่องช้าลงจนกลายเป็นการย่ำอยู่กับที่
จ้าวอู่เจียงหันมองกลับไปที่ภูเขาทางด้านหลังด้วยความรู้สึกสงสัยในใจ มีเรื่องราวอีกมากมายที่เขาไม่เข้าใจ
มียอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ซึ่งสามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดายลอบติดตามมาตลอดทางนับตั้งแต่ออกจากนครหลวง แต่ทำไมยอดฝีมือผู้นี้ไม่ซ่อนลมปราณของตนให้แนบเนียนมากกว่านี้?
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่? มาจากสุสานกระบี่หรือ? แต่ทำไมถึงไม่ได้มีจิตสังหารคิดจะทำร้ายเขาเลย?
จ้าวอู่เจียงนึกถึงคำพูดที่อีกฝ่ายบอกออกมาว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้าย… หรือนั่นอาจไม่ใช่กลลวงที่หลอกให้พวกเขาขานรับ แต่กำลังพูดความจริง?
ชายหนุ่มถอนสายตากลับมาและกระตุกสายบังเหียนอีกครั้ง เสียงกระดิ่งที่ผูกติดอยู่กับตัวม้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อชายหนุ่มเร่งความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากเดินทางตลอดทั้งคืน ในที่สุดจ้าวอู่เจียงก็มาถึงเมืองหลันโจวตอนรุ่งสาง
สถานที่ที่เขาอยู่ในเวลานี้เรียกว่าเมืองหลันตง ตั้งอยู่ทางเขตตะวันออกของเมืองหลันโจว
แม้ท้องฟ้าจะยังคงมืดอยู่ แต่ก็เริ่มมีบรรดาพ่อค้าและแม่ค้าออกมาตั้งแผงขายของ พร้อมตะโกนเรียกลูกค้าอยู่ข้างทางแล้ว
จ้าวอู่เจียงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมขนาดเล็กและยื่นเงินให้แก่เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม เพื่อให้ช่วยดูแลม้า
การมีแขกเข้าพักโรงเตี๊ยมตั้งแต่รุ่งเช้าถือเป็นเรื่องดี เด็กรับใช้รีบนำม้าของจ้าวอู่เจียงไปเก็บไว้ในคอกด้วยความดีอกดีใจ
ร่างกายของจ้าวอู่เจียงปกคลุมไปด้วยเศษฝุ่น เขากินอาหารอุ่นร้อนด้วยความหิวโหย ประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดตลอดคืนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ชายหนุ่มวางแผนพักผ่อนเอาแรงที่นี่ประมาณสามชั่วยามแล้วค่อยออกเดินทางต่อ
“เสี่ยวเอ้อร์! เสี่ยวเอ้อร์! หายไปไหนกันหมด?”
เสียงสดใสดังขึ้นด้วยความสงสัย จากนั้นก็มีคนสองคนก้าวผ่านประตูเข้ามาพลางตะโกนเรียกหาผู้คน
“อ้อ… มากันสองคนใช่หรือไม่ขอรับ? ไม่ทราบว่าจะพักแบบชั่วคราวหรือค้างคืนดีขอรับ?”
ชายวัยกลางคนร่างตุ้ยนุ้ย ท่าทางใจดี เปิดผ้าม่าน ก่อนจะเดินออกมาจากห้องทางด้านหลัง เมื่อเห็นผู้มาเยือน ใบหน้าก็แสดงความตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะยิ้มด้วยความประจบเอาใจ
ชายวัยกลางร่างตุ้ยนุ้ยเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้เอง จ้าวอู่เจียงเคยได้พบเขามาแล้ว
โรงเตี๊ยมขนาดเล็กแห่งนี้มีคนอยู่ไม่มากนัก ถ้ารวมเจ้าของโรงเตี๊ยมกับภรรยา พร้อมด้วยบรรดาบ่าวรับใช้แล้วก็ไม่น่าจะมีเกินห้าชีวิต…
แม่ชีร่างสูงกล่าวเสริม
“ของ ๆ ข้าขอเป็นอาหารรสจืดก็พอ”
เถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมโค้งศีรษะคำนับครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักธรรมเสมอเวลาทำธุรกิจ
แม่ชีน้อยทั้งสองนางนั่งอยู่ไม่ห่างไปจากจ้าวอู่เจียงนัก ท่วงท่าขณะนั่งรออาหารสงบอย่างยิ่ง
แม่ชีร่างสูงนั่งหลังเหยียดตรง ไม่รู้ว่าภูเขาประจำตัวสองลูกใหญ่โตมากเกินไป หรือเก้าอี้กับโต๊ะตั้งอยู่ติดกันมากเกินไปกันแน่ สองเต้าจึงวางเกยอยู่บนขอบโต๊ะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม่ชีน้อยผู้มีแววตาสดใสนั่งเท้าคางกับโต๊ะอาหาร สองขากวัดแกว่งไปมา สายตากวาดมองรอบบริเวณด้วยความเบื่อหน่าย
“ท่านพี่เมียวเจิ้น…” แม่ชีน้อยกระซิบเสียงแผ่ว บางทีนางคงรู้ตัวว่าสิ่งที่กำลังจะพูดนั้นไม่เหมาะสม นางจึงชะงักไปเล็กน้อย เพื่อเรียบเรียงคำพูดใหม่
“เป็นอย่างที่ท่านอาจารย์บอกจริง ๆ ด้วย…”
“ชิงหลิง!” ดวงตาของแม่ชีร่างสูงวูบไหวเล็กน้อย นางยกมือส่งสัญญาณให้แม่ชีน้อยหยุดพูด เพื่อไม่ให้ความลับของตนเองถูกผู้อื่นล่วงรู้โดยบังเอิญ
“อ้อ…” แม่ชีน้อยเงียบเสียงลงด้วยความเชื่อฟัง ดูเหมือนนางจะหวาดกลัวศิษย์พี่ที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ไม่น้อย
พวกนางต่างก็มาจากสำนักภายใต้สังกัดของกลุ่มลัทธิเต๋าด้วยกัน เพียงแต่แม่ชีน้อยมาจากสำนักที่ชื่อสำนักศรัทธาปฐพี ส่วนท่านพี่เมียวเจิ้นที่นางเรียกหานั้นมาจากสำนักศรัทธาราษฎร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า