บทที่ 272 ธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎร หยางเมียวเจิ้น
หยางเมียวเจิ้นเป็นธิดาเทพจากสำนักในกลุ่มลัทธิเต๋า
การเดินทางครั้งนี้ นางเดินทางมาที่เมืองหลันโจวพร้อมกับเว่ยชิงหลิงซึ่งเป็นศิษย์น้องจากสำนักศรัทธาปฐพี เพื่อเดินทางไปค้นหาบางสิ่งที่อารามหลานรั่ว
และอะไรบางอย่างนั้นก็คือเคล็ดวิชาสำหรับการฝึกฝนวิชา ‘ปราณไร้วิญญาณ’ นั่นเอง
บรรดาสำนักทั้งสามของกลุ่มลัทธิเต๋า พวกเขาต่างก็หวังว่าจะสามารถไขความลับสวรรค์ และเชื่อว่าหนทางที่จะนำไปสู่การฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณไร้วิญญาณนั้น ซ่อนอยู่ในอารามหลานรั่วภายในเมืองหลันหลิน
ทั้งสามสำนักประกอบไปด้วยสำนักศรัทธาสวรรค์ สำนักศรัทธาปฐพี และสำนักศรัทธาราษฎร
สำนักศรัทธาสวรรค์มีแนวทางการบำเพ็ญที่เข้มข้น ผู้คนที่อุทิศตนให้แก่สำนักนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก
ส่วนสำนักศรัทธาปฐพีจะมีแนวทางเป็นการเผยแพร่คำสอนออกไปในโลกกว้าง ไม่มีปัญหากับการยุ่งเกี่ยวเรื่องทางโลก
ด้านสำนักศรัทธาษฎรจะมีแนวทางการสอนเพื่อค้นคว้าและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเจ็ดอารมณ์หกความปรารถนาของมนุษย์ เพื่อที่จะหาคำตอบในแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์
สำนักทั้งสามล้วนมีแนวทางแตกต่างกันออกไป แต่แกนหลักทางคำสอนของพวกเขามีเหมือนกันคือ การช่วยเหลือผู้คน และเพื่อป้องกันไม่ให้คัมภีร์ปราณไร้วิญญาณตกไปอยู่ในมือคนชั่วร้าย ซึ่งจะนำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดในอนาคต เจ้าสำนักทั้งสามจึงส่งลูกศิษย์ของตนเองมาที่นี่…
แต่หยางเมียวเจิ้นไม่ได้มาที่เมืองหลันโจวเพียงเพราะเรื่องนี้เท่านั้น
ตอนที่นางกำลังจะออกเดินทางมา ท่านเจ้าสำนักศรัทธาราษฎรได้บอกว่า การเดินทางเที่ยวนี้ของนางภารกิจเป็นเรื่องรอง สิ่งที่นางสมควรให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการตามหาโชคชะตาที่แท้จริงของตนเองต่างหาก
หยางเมียวเจิ้นไม่ทราบเลยว่าโชคชะตาที่แท้จริงของตนคือสิ่งใด แต่ถ้อยคำอันจริงใจของท่านเจ้าสำนักยังคงกังวานอยู่ในหูของนาง ท่านเจ้าสำนักบอกว่านางจะได้พบกับโชคชะตาที่แท้จริงเมื่อไปถึงอารามหลานรั่ว
เรื่องนั้นทำให้หยางเมียวเจิ้นสงสัยเป็นอย่างยิ่ง บรรดาหลวงจีนชื่อดังของอารามหลานรั่วเสียชีวิตไปกว่าสิบปีแล้ว บัดนี้เหลือเพียงหลวงจีนไร้ชื่อเสียงเรียงนามคอยปกป้องที่นั่นอยู่กันตามลำพังในสภาพตามมีตามเกิด
แต่อารามหลานรั่วก็เป็นพื้นที่ของศาสนาพุทธ แล้วนางจะไปพบโชคชะตาที่แท้จริงของตนเองในเขตพุทธสถานได้อย่างไร? หรือท่านเจ้าสำนักจะให้นางย้ายเข้าสู่ศาสนาพุทธ? นั่นถือเป็นเรื่องตลกแล้ว
เถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมนำอาหารมาวางที่โต๊ะด้วยความเคารพ พลางดวงตาจ้องมองภาพตรงหน้าเขม็ง
หน้าอกอันโอฬารของแม่ชีร่างสูงที่วางเกยอยู่บนโต๊ะนั้น ไม่ต่างไปจากสิ่งของศักดิ์สิทธิ์จากแดนสวรรค์ เพียงจ้องมองก็ทำให้เถ้าแก่หัวใจสั่นไหว
เขากลัวว่าหากจ้องมองมากเกินไปพวกมันอาจจะระเบิดขึ้นมาได้ ดังนั้นเถ้าแก่จึงรีบสงบใจและถอยกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ในจังหวะนั้นเอง เถ้าแก่ก็ไม่ลืมยกมือขึ้นมาพนมทำความเคารพสองแม่ชี
อย่างเช่นลมปราณของเว่ยชิงหลิงจากสำนักศรัทธาปฐพี ที่มีลมปราณเป็นสีเทาโปร่งใส
หรือบรรดาผู้คนที่อยู่ตามท้องถนนข้างทาง ส่วนใหญ่ก็จะมีพลังปราณเป็นสีเทา และหากเป็นผู้ที่มีอายุแก่ชรา ก็จะมีพลังปราณเป็นสีดำ
นี่คือเคล็ดวิชาเพ่งปราณของสำนักศรัทธาราษฎร ทำให้ผู้ฝึกฝนสามารถมองเห็นลมปราณของผู้คนส่วนใหญ่ได้ทั้งหมด ประโยชน์ของวิชานี้คือ ใช้วิเคราะห์ว่าผู้คนแต่ละคนนั้นมีจิตใจดีหรือชั่วร้ายอย่างไร สถานการณ์ของคนผู้นั้นเป็นแบบไหน และภายในอนาคตข้างหน้าคนผู้นั้นจะเป็นอย่างไร
แต่ลมปราณที่ไหลเวียนออกมาจากร่างกายของจ้าวอู่เจียงไม่ใช่สีดำเสียทีเดียว แต่คล้าย ๆ ว่าจะเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำเสียมากกว่า
หยางเมียวเจิ้นไม่เคยเห็นคนที่มีพลังลมปราณสีนี้มาก่อน แม้แต่บรรดาผู้นำนักพรตเองก็ตาม
หรือว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังปิดบังลมปราณของตนอยู่หรือ? หยางเมียวเจิ้นคิดด้วยความสงสัย
และนางก็สัมผัสได้ถึงสายตาของจ้าวอู่เจียงที่จ้องมองมายังพวกของตนเองก่อนหน้านี้ ซึ่งมันเป็นความเยือกเย็นอย่างที่หาได้ยากยิ่ง
ในบรรดาบุรุษที่นางเคยเจอมาทั้งหมด มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะจ้องมองนางด้วยความเยือกเย็นเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่บุรุษเกือบทุกคน ล้วนจะจ้องมองหยางเมียวเจิ้นด้วยสายตาแห่งความร้อนแรงทั้งสิ้น เพราะหน้าตาอันงดงามของนาง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า