บทที่ 273 ศรัทธาจากใจจริง
ด้วยความที่เป็นธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎร หยางเมียวเจิ้นจึงมีความงดงามโดดเด่นเกินผู้ใด แม้ว่านางจะไม่ได้ภูมิใจกับเรื่องนี้ แต่หยางเมียวเจิ้นก็ไม่เคยปฏิเสธความงดงามของตน
สำนักศรัทธาราษฎรมีแนวทางในการทำความเข้าใจเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมนุษย์ และนั่นก็รวมถึงการทำความเข้าใจราคะในตัวมนุษย์ด้วยเช่นกัน
หยางเมียวเจิ้นมักจะปลดปล่อยรัศมีความเย็นชาออกมา ทว่าความเย็นชาก็ไม่ได้ลดทอนความงดงามของนางลงเลยแม้แต่น้อย
หนำซ้ำความเย็นชาของหยางเมียวเจิ้นก็ยังกลายเป็นเสน่ห์ ที่ทำให้เหล่าบุรุษวัยหนุ่มยากจะควบคุมหัวใจตนเอง ยามพบหน้านาง
เพราะฉะนั้น หยางเมียวเจิ้นจึงตกใจไม่น้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเยือกเย็นของจ้าวอู่เจียง ตอนนั้นชายหนุ่มมองมาด้วยสายตาราวกับพิจารณาสิ่งของที่ไม่มีชีวิต ไม่ใช่สายตาที่ใช้เชยชมโฉมงาม
หยางเมียวเจิ้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลใด และทำไมจ้าวอู่เจียงถึงเมินเฉยต่อความงดงามของนางได้เช่นนี้?
แท้จริงแล้ว สาเหตุของเรื่อง เป็นเพราะจ้าวอู่ได้เจอคนที่มีความงดงามเลิศล้ำที่สุดในปฐพีมาก่อนแล้ว อย่างเช่นใบหน้าที่แท้จริงของเซวียนหยวนจิ้งยามปลดหน้ากากหนังมนุษย์ออกนั่นเอง
และอีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าจ้าวอู่เจียงมีความเคารพต่อบรรดาดานักพรตและแม่ชีจากลัทธิเต๋าด้วยใจจริง
ซึ่งแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในแคว้นต้าเซี่ย โดยเฉพาะผู้คนในยุทธจักร สถานที่แห่งนั้นหาผู้จะเคารพนักพรตและแม่ชีจากลัทธิเต๋าได้น้อยนิดนัก
ในโลกก่อนที่จ้าวอู่เจียงจากมา แม้ว่าลัทธิเต๋าจะไม่ได้รับความนิยมแพร่หลาย และถูกกดทับด้วยศาสนาอื่น ๆ มากมาย แต่อย่างน้อยก็มีผู้คนในบ้านเกิดของจ้าวอู่เจียงที่เคารพศรัทธาลัทธิเต๋าจากใจจริง
และจ้าวอู่เจียงเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เอง สายตาอันเยือกเย็นจึงไม่ได้ปรากฏความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมเลยแม้แต่นิด
“ศิษย์พี่เมียวเจิ้นไม่หิวหรือเจ้าคะ?” แม่ชีน้อยผู้มีนามว่าเว่ยชิงหลิงมีดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ นางเอ่ยถามขณะที่มีอาหารอยู่เต็มปาก
หยางเมียวเจิ้นส่ายหน้าและถอนสายตากลับมา หญิงสาวใช้เวลาคิดอยู่ขณะหนึ่ง ก่อนตอบกลับไป
“ชิงหลิง หลังกินเสร็จ พวกเราพักผ่อนที่นี่กันสักครู่เถอะ จากนั้นค่อยออกเดินทางต่อ”
“ดีเลยเจ้าค่ะ!” แม่ชีน้อยรับคำด้วยความดีใจ นางยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจเพราะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่มีคนอื่นรู้อยู่แล้วว่าที่อารามหลานรั่วเก็บสิ่งใดเอาไว้ ไม่ว่าจะไปถึงที่นั่นช้าหรือเร็ว มันจะแตกต่างกันด้วยหรือ?
…
ผ่านพ้นยามเที่ยง
อยู่ดี ๆ สายฝนก็เทกระหน่ำลงมา
เมื่อถึงยามบ่ายพายุฝนก็ยิ่งตกหนัก บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกง่วงนอนเป็นอย่างยิ่ง
หยางเมียวเจิ้นนั่งสมาธิอยู่ในห้องพัก นางต้องการจะปลุกเว่ยชิงหลิงที่ส่งเสียงนอนกรนอยู่บนเตียง แต่สายฝนด้านนอกตกหนักมากเกินไป เว่ยชิงหลิงยกมือขยี้ตาอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะพลิกตัวไปนอนกอดผ้าห่มหลับสบายอีกครั้ง
หยางเมียวเจิ้นมองไปที่นอกหน้าต่าง ท้องฟ้าด้านนอกมืดมิดราวกับยามราตรี นางเลิกพยายามปลุกเว่ยชิงหลิง และหันกลับมานั่งสมาธิ ฝึกฝนวิชาแทน
…
แอ๊ด!
จ้าวอู่เจียงเปิดประตูออกมาจากห้องพักพร้อมกับห่อผ้าใส่สัมภาระของตน การพักผ่อนประมาณสามชั่วยามก็เพียงพอแล้วที่จะฟื้นฟูพลังของเขาได้ทั้งหมด ชายหนุ่มจำเป็นที่จะต้องออกเดินทางต่อแล้ว
บังเกิดเสียงฟ้าคำรามดังขึ้นนอกโรงเตี๊ยม
หยางเมียวเจิ้นสะดุ้งตื่นจากการนั่งสมาธิ เสียงฟ้าคำรามดังครืนครืน สายฟ้าสีเงินแลบแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้าสีเทา
…
เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง ม้าวิ่งผ่านพื้นโคลน
จ้าวอู่เจียงกระตุกสายบังเหียน จากนั้นความเร็วของม้าก็ชะลอลง
ตอนนี้เขามาถึงเมืองหลันหลินแล้ว
ในเทือกเขาของเมืองหลันหลินมีอารามร้างอยู่มากมาย แม้ว่าที่นี่จะมีคนอยู่น้อย และรอบทิศทางปกคลุมไปด้วยหมอกหนา แต่ภายในหมอกนั้นก็ยังได้กลิ่นธูปเทียนลอยตามสายลมมาด้วยเช่นกัน
ฝนเม็ดใหญ่ร่วงลงมากระทบกับหมวกไผ่และเสื้อกันฝน ซึ่งทำขึ้นมาจากกาบมะพร้าว ทำให้หยดน้ำฝนกระจายเข้าสู่ม่านหมอก
ตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมาฝนตกหนักไม่ขาดสาย ท้องฟ้ายิ่งมืดมิดมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศไม่ต่างไปจากยามราตรี
จ้าวอู่เจียงดันปีกหมวกไม้ไผ่ของตนเองขึ้นและหรี่ตาลงเล็กน้อย เขากวาดสายตามองรอบกาย หมอกขาวปกคลุมรอบทิศทาง ม่านหมอกบางส่วนเจือปนสีฟ้าอ่อนอย่างแปลกประหลาด
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตนเองเดินทางเข้ามาในสุสานร้าง และคล้ายกับว่าหลุดเข้ามาอยู่ในโลกวิญญาณของเทพนิยายจีนโบราณ
บางทีคงเป็นเพราะบรรยากาศของอารามร้างเหล่านี้ก็เป็นได้… จ้าวอู่เจียงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ดวงตาปรากฏแสงสีทองเรืองรอง เขาปลดปล่อยพลังกดดันจากร่างกายออกไปด้วยความรุนแรงไม่ต่างจากแสงตะวัน
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างอารามเหล่านี้มักจะก่อให้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ในจิตใจของจ้าวอู่เจียงเสมอ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า