เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 280

บทที่ 280 คำสาปแห่งเต๋า คำสอนของพระพุทธองค์

จ้าวอู่เจียงสวมกอดกับหยางเมียวเจิ้นผู้เป็นธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎรแน่น มือของนางเองก็ลูบไล้ชายหนุ่มขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พิจารณาแม่ชีนางนี้อย่างถนัดตา

คิ้วของนางเรียวยาว ทำให้เวลาที่นางขมวดคิ้วดูคล้ายกับเป็นภรรยาที่กำลังเศร้าโศก

ดวงตาของนางเปล่งประกายอย่างมีเสน่ห์

ขนตางอนยาวสั่นไหวเล็กน้อยราวกับมีหยดน้ำตาเกาะติดอยู่บนนั้น ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสงสารเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

ปลายจมูกโด่งเป็นสัน ยามนี้จมูกโด่งกลายเป็นสีแดงเล็กน้อยและมีเม็ดเหงื่อเกาะพราว

ริมฝีปากชุ่มฉ่ำ ลมหายใจหอมละมุน และมีหยดน้ำค้างสีขาวขุ่นเกาะตัวอยู่บนริมฝีปาก

ครึ่งชั่วยามให้หลัง ดวงจันทร์ซ่อนตัวหลังม่านเมฆา สายฝนเริ่มโปรยปรายจากฟากฟ้ายามราตรีอีกครั้ง

และคล้ายกับว่าสายฝนเหล่านั้นช่วยดับไฟราคะ หยางเมียวเจิ้นส่งเสียงร้องครางครั้งสุดท้ายกระเส่าหวาน ในที่สุดก็สามารถก้าวข้ามหายนะครั้งนี้ได้สำเร็จแล้ว

นางสามารถรอดพ้นจากหายนะ และถึงกับดูดซับพลังจากร่างกายของจ้าวอู่เจียงไปโดยไม่รู้ตัว

มวลพลังของเขาไหลเวียนอยู่ในตัวนาง ทำให้ขอบเขตพลังของหญิงสาวเพิ่มสูงมากขึ้น เพียงไม่กี่ลมหายใจ หยางเมียวเจิ้นก็สามารถทะลวงจากขอบเขตยอดยุทธ์เข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้สำเร็จ

ในส่วนของจ้าวอู่เจียง เขาเองก็ดูดซับพลังมาจากธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎรเช่นกัน มวลพลังหลอมรวมอยู่ในร่างกายของเขาอย่างเงียบ ๆ และในทันใดจ้าวอู่เจียงก็สามารถบรรลุสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้สำเร็จแล้ว

“จ้าวอู่เจียง เจ้าทำลายพรหมจรรย์ของข้า เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย!”

หยางเมียวเจิ้นซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวอู่เจียง ทั้งสองเปลือยเปล่า เนื้อกายแนบชิดสนิทแน่น ทว่าคำพูดของนางออกจะเย็นชาอยู่เล็กน้อย

จ้าวอู่เจียงรู้สึกคุ้นหูคำพูดนี้ชอบกล จึงกล่าวตอบออกไปด้วยความสงบ

“ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าท่านบังคับขืนใจข้า ซ้ำยังทำกับข้าเหมือนเป็นเตาหลอมพลัง บัดนี้ท่านสามารถรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้แล้ว ยังต้องการจะฆ่าปิดปากข้าอีกหรือ?”

“เจ้า!…” หยางเมียวเจิ้นรู้สึกโกรธ นางต้องการจะลุกขึ้น แต่ก็ถูกจ้าวอู่เจียงกอดรัดไว้ นางพยายามดิ้นรน แต่ก็ไร้ประโยชน์ ซ้ำในระหว่างที่นางดิ้นรนนั้น จิตใจของพวกเขาต่างก็ล่องลอยไปกับความคิดที่ซ่อนเร้น

“แม้ข้าจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ขาดหายไปคืออะไร แต่ในตัวข้าก็มีบางอย่างขาดหายไปจริง ๆ” จ้าวอู่เจียงปรับเปลี่ยนท่าทาง เขาลุกขึ้นนั่ง

“และท่านทำให้ข้าเป็นเช่นนี้”

“เจ้าเองก็ฉวยโอกาสเหมือนกัน อย่าพยายามแตะต้องข้าอีกแม้แต่ปลายนิ้ว!” หยางเมียวเจิ้นงดงามจนน่าตกตะลึง บัดนี้แววตาของนางเป็นประกายด้วยความขุ่นเคืองใจ

จ้าวอู่เจียงแย้มยิ้มเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงของผู้ชนะ

“ท่านกลายเป็นสตรีของข้าไปแล้ว!”

เรือนร่างอันงดงามของหยางเมียวเจิ้นไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป ดวงตาของนางฉาบฉายแววบางอย่าง คล้ายกับเกิดความอ่อนไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ความอ่อนไหวนั้นก็สลายไปอย่างรวดเร็ว พลันหยางเมียวเจิ้นแค่นหัวเราะด้วยความเย็นชา

“เกรงว่าเจ้าคงไม่กล้ามาเป็นนักพรตเหมือนข้ากระมัง!”

จ้าวอู่เจียงอดหัวเราะตอบกลับไปไม่ได้ว่า

“เหตุไฉนถึงไม่กล้า?”

“เฮอะ…” ดวงตาคู่งามของหยางเมียวเจิ้นมีน้ำตาคลอเต็มเบ้าและสั่นไหว

“หากเจ้ากับข้าเป็นคู่รักนักพรต นี่ก็คือก้าวแรกในเส้นทางแห่งมรรคา ต่อจากนั้นพวกเราก็ต้องทำพิธีขออนุญาตจากสวรรค์และเหล่าทวยเทพทั้งมวล”

“ในภายภาคหน้าเจ้ากับข้าจะประกอบพิธีกรรมหกเส้นทางเก้าชั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่งนัก หากเจ้าไม่ระมัดระวังมากพอก็อาจจะถูกฟ้าผ่าตายเอาได้!”

“หลังจากนั้น พวกเราก็จะต้องกราบไหว้บูชาเหล่าทวยเทพจากเหนือจรดใต้ ในที่สุดเมื่อฟ้าดินและมนุษย์บรรจบรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เจ้ากับข้าก็จะไม่สามารถแยกจากกันได้อีก พวกเราจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป”

“เมื่อพวกเราสามารถรวมฟ้าดินและมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าเจ้ากับข้าใช้พลังหยินหยางเดียวกัน มวลพลังของพวกเราจะสอดประสานร่วมกัน! ข้าขอถามเจ้า จ้าวอู่เจียง เจ้าจะมีข้าเป็นสตรีเพียงคนเดียวไปชั่วชีวิตได้หรือไม่?”

“และหากพลังหยินหยางของพวกเราคนใดคนหนึ่งได้รับความเสียหายขึ้นมา เจ้าจะสามารถป้องกันความเสียหายจากพลังหยินหยางและพลังของธาตุทั้งห้าได้อย่างไร?”

เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวอู่เจียงก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ

และทันทีที่เห็นเขานิ่งเงียบ สีหน้าของหยางเมียวเจิ้น ธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎรก็ปรากฏความโกรธแค้น

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าคิดอะไร เรื่องระหว่างเจ้ากับข้าก็แค่ปล่อยให้มันผ่านไปเสียเถอะ!”

ศพของหลี่เซวียนผู้เป็นศิษย์สำนักศรัทธาสวรรค์หายไปแล้ว แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเป็นฝีมือผู้ใด

หลวงจีนชราผู้เป็นเจ้าอาวาสของอารามหลานรั่วมีเขี้ยวเล็บมากกว่าที่คิด

เมื่อคืนจ้าวอู่เจียงสามารถบรรลุขอบเขตปรมาจารย์ตอนต้นได้สำเร็จ ดังนั้นจึงเกิดความคิดมากมายอยู่ในหัวใจ

“ท่านเจ้าอาวาส ช่วยบอกเหตุผลที่แท้จริงต่อข้าได้หรือไม่ขอรับ?” จ้าวอู่เจียงเดินไปบนแผ่นหินและพูดกับต้นไม้โบราณ เขาทราบดีว่าท่านเจ้าอาวาสจะต้องได้ยินแน่

เขาถามหาเหตุผล และอยากรู้ว่าเหตุไฉนคัมภีร์ฝึกจิตสำหรับฝึกฝนวิชาปราณไร้วิญญาณถึงได้มาปรากฏอยู่ในหอเก็บคัมภีร์อย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้น?

แล้วไยท่านเจ้าอาวาสถึงส่งตัวเขาเข้าไปแทรกแซงเรื่องราวระหว่างนักพรตจากทั้งสามสำนัก?

ทั้งการที่เขาแอบเข้าไปในหอเก็บคัมภีร์จนได้พบกับคัมภีร์ฝึกจิตตามความปรารถนา ทว่าเมื่อกลับออกมาก็ถูกต่อยกระเด็นเข้าไปในห้องพักของแม่ชีน้อย มันทำให้เข้าไปทำลายแผนการของหลี่เซวียนโดยบังเอิญ และสุดท้ายก็เกิดการหลอมรวมพลังหยินหยางระหว่างตนกับหยางเมียวเจิ้นในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จ้าวอู่เจียงรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกท่านเจ้าอาวาสแห่งอารามหลานรั่วชักนำอยู่อย่างลับ ๆ

เถาวัลย์แฝดบนต้นไม้โบราณสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงดังก้องตอบกลับมาว่า

“ชีวิตคนเรามีความเปราะบางไม่ต่างจากหยดน้ำค้างในความฝัน ทุกอย่างตั้งอยู่และดับไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด อะไรจะเกิดก็ย่อมต้องเกิดขึ้น”

จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาเคยอ่านคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร บางทีท่านเจ้าอาวาสอาจจะกำลังหมายความว่า คนเราไม่ควรบังเกิดความยึดมั่นและผูกพันในสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเปรียบดั่งภาพมายา ดั่งเงา ดั่งความฝัน ดั่งฟองในน้ำ และดั่งสายฟ้าแลบ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน

และในเวลาเดียวกัน สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

นั่นหมายความว่ามนุษย์เราไม่ควรยึดติดกับสรรพสิ่งใด ๆ ในโลก

หากพิจารณาถึงคำถามของจ้าวอู่เจียง ท่านเจ้าอาวาสก็คงกำลังตอบเขาว่าทั้งหมดนี้เป็นโชคชะตาของเขาเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะค้นหาเหตุผลในก้นบึ้ง สู้ให้เขาใช้ชีวิตมุ่งไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่หนักแน่นมั่นคงไม่ดีกว่าหรือ

“ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสสำหรับคำสั่งสอนขอรับ” จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ สีหน้าบอกชัดถึงความจริงใจ ก่อนที่เขาจะล้วงตั๋วแลกเงินออกมาจากแขนเสื้อ และวางมันไว้บริเวณโคนต้นไม้โบราณจำนวนหนึ่งพันตำลึง

ความจริงจ้าวอู่เจียงก็ไม่ค่อยเข้าใจคำสอนของท่านเจ้าอาวาสสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เอาไว้เขาค้นหาคำตอบด้วยตนเองก็ได้

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหลวงจีนชราตอบกลับมาด้วยความเวทนา

“ประสกช่างมีจิตใจเมตตายิ่งนัก”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า