บทที่ 300 สถานการณ์ตึงเครียด โลกนี้ใกล้ถึงจุดจบแล้ว
ฝนฤดูหนาวกำลังโปรยปรายลงมาในเมืองหลิงหนาน
เสียงฝนดังซ่า ๆ
หมู่บ้านร้าง สุสานกลางป่า ถนนดินโคลน
รัศมีสิบลี้ของแนวเทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยสถานที่ซึ่งถูกใช้เป็นสุสานกระบี่
กระบี่ถูกหลอมรวมขึ้นที่นี่ กระบี่สร้างชื่อขึ้นที่นี่ กระบี่แตกหักที่นี่ และกระบี่ก็ถูกฝังอยู่ที่นี่
ภูเขาลูกนี้เต็มไปด้วยกระบี่หลากสีสัน คนผู้หนึ่งกำลังเดินเหยียบย่ำพื้นโคลน รองเท้าหญ้าฟางของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินเหนียวหนืด
เขาสุ่มหยิบกระบี่ที่แตกหักขึ้นมาจากพื้นดินเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่เต็มไปด้วยคราบโคลน แต่เพียงเขากระดิกปลายนิ้วเท่านั้น คราบโคลนเหล่านั้นก็กระเด็นออกไปในอากาศ ตัวกระบี่สั่นไหวอย่างรุนแรง
สายฝนตกกระทบลงมาบนหมวกปีกกว้างและเสื้อคลุมสีดำ แต่ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะไม่สนใจ เขาไม่ได้ใส่เสื้อกันฝน ไม่มีแม้แต่ร่มหรือหมวกไม้ไผ่
“ทุกอย่างถูกปลุกขึ้นมาแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น…” บุรุษชุดดำรำพึงรำพัน เสียงของเขาฟังดูแปลกหู มันคล้ายกับเป็นเสียงการเสียดสีกันของกระบี่
เมื่อบุรุษชุดดำพูดจบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นไม่ห่างออกไป ชายชราผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อกันฝน สวมหมวกไม้ไผ่ และรองเท้าหญ้าฟางปรากฏกายขึ้น
ชายชราถือไม้เท้าไม้ไผ่อยู่ในมือ ข้างเอวห้อยขวดน้ำเต้าสุราสีเหลือง ดวงตาฉายแววลุ่มลึก พร้อมจ้องมองไปยังกลุ่มกระบี่ที่ถูกฝังอยู่บนพื้นดินในบริเวณนี้
เขาจ้องมองพวกมันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปทุกครั้งเช่นกัน
“เด็กคนนั้น ทำไมเจ้าถึงไม่พาเขากลับมา…” ชายชราถอนหายใจ ม่านฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ทำให้ร่างของบุรุษในชุดดำกลายเป็นเงาพร่าเลือนในสายตาของชายชรา
บุรุษชุดดำไม่ได้หันหน้ากลับมา แต่เขาใช้มือปาดคราบดินโคลนออกไปจากตัวกระบี่สีดำในมือ และตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
“มียอดฝีมือคุ้มกันเขาอยู่ คงใช้กำลังพาตัวกลับมาไม่ได้”
“หากเจ้าตั้งใจพาเขากลับมาจริง ๆ ยังจะมีผู้ใดขัดขวางเจ้าได้อีก?” ชายชราเดินอย่างช้า ๆ มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษชุดดำ กระบี่จำนวนมากที่ถูกฝังอยู่บนพื้นดินสองข้างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่าต้องการจะพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินอย่างไรอย่างนั้น
เสียงของชายชราเย็นชามากขึ้น
“เจ้าต้องการแก้แค้นจ้าวชางหยวนหรือไม่ หรือว่าเจ้ามีแผนการอื่นสำหรับเด็กคนนั้น?”
“การโจมตีของศิษย์พี่ชางหยวนทำให้วรยุทธ์ที่ข้าฝึกฝนมาเป็นเวลานับสิบปีสลายลงไปจนหมดสิ้น…”
จ้าวอู่เจียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา สายตาของเขามองเห็นผ้าม่านกั้นเตียงที่คุ้นเคย
ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นนั่งและดึงผ้าห่มออก สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเซวียนหยวนจิ้งซึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมทองคำ นางกำลังนอนหลับอยู่ที่ขอบเตียง
ท้องฟ้าด้านนอกดำมืด จ้าวอู่เจียงไม่ทราบเลยว่าฟ้ามืดเพราะมีพายุฝนหรือหิมะตกหนัก หรือว่านี่เป็นยามค่ำหรือยามรุ่งสางกันแน่
ชายหนุ่มจ้องมองเซวียนหยวนจิ้งซึ่งกำลังหลับสนิท เขาไม่อยากรบกวนนาง ดังนั้นจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย และเอื้อมมือไปลูบแก้มของนางเบา ๆ
เซวียนหยวนจิ้งมีสีหน้าเหนื่อยล้า คล้ายกับว่านางทำงานหนักอยู่ตลอดเวลาและเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
นิ้วมือของจ้าวอู่เจียงเลื่อนขึ้นจากข้างแก้มของเซวียนหยวนจิ้งมาจนถึงข้างขมับของนาง จากนั้นเขาก็เริ่มนวดคลึงอย่างแผ่วเบา ค่อย ๆ แกะหน้ากากมนุษย์ที่เป็นแผ่นหนังชั้นบาง ๆ ออกจากใบหน้า
แล้วใบหน้าที่สามารถทำให้ผู้คนหัวใจหยุดเต้นได้ด้วยความงดงามของนางก็ปรากฏขึ้นภายใต้แสงสลัว ๆ
เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางก็ยังหลับใหลต่อไป จ้าวอู่เจียงเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัส หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และพยายามขยับแขนขาอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้รบกวนนางจนตื่นขึ้นมา
หลังจากลงมาจากเตียงได้สำเร็จแล้ว เขาก็นั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตียง จ้องมองโฉมงามที่กำลังนิทราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ภายในความเงียบ เขาอดโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้นางไม่ได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า